วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

แต่ก่อน ‘ทุกปัญหามีทางออก’ วันนี้ ‘ทุกทางออกมีปัญหา’

แต่ก่อน ‘ทุกปัญหามีทางออก’ วันนี้ ‘ทุกทางออกมีปัญหา’

รองนายกฯ และ รัฐมนตรีศึกษาพงศ์เทพ เทพกาญจนา พูดหลังการสัมมนาของพรรคเพื่อไทย

ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาใหญ่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าสนใจว่า

“จากการหารือ เดิมที่มี 3 ทางเลือก มาตอนนี้มี 6 ทางเลือกแล้ว แม้จะมีการมองแง่ดีว่าทุกปัญหามีทางออก แต่ตอนนี้เป็นว่าทุกทางออกมีปัญหา แถมทุกทางออกยังมีฆาตกรโรคจิตอยู่ด้วย ปัญหาที่มีแน่นอนตอนนี้คือสมาชิกรัฐสภากังวลใจลังเล กลัวฆาตกรโรคจิตเพราะทำประชามติก็มีปัญหา หรือจะทำประชามติโดยไม่ให้มีผลผูกพันรัฐสภา ก็ยังเป็นประเด็นต้องนำไปหารืออีก...”

ในเรื่องเดียวกันนี้ คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีมหาดไทย ยอมรับว่าเมื่ออ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พบว่า มี “ทางตัน”

หากเดินหน้าต่อไป ไม่สามารถจะคาดการณ์ได้ว่าเป็นไปตามที่พรรคหวังหรือไม่ เพราะมีสิ่งที่ขัดแย้งกัน เช่น ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรื่องของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ และในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีประชามติอยู่ 2 ประเภท คือ แบบออกเสียงและนำผลมาปฏิบัติได้ทันที กับแบบการปรึกษาหารือ

อีกทั้งมาตรา 9 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ไม่ค่อยจะตรงกับที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกว่า กฎกติกาที่เขียนไว้ มีการวาง “กับดัก” เอาไว้หมด หมายถึงเขียนไว้ให้วินิจฉัยอยู่กับองค์กรอิสระทั้งหมด

ฟังแล้วก็พอจะเห็นว่าเส้นทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบแน่นอน เพราะที่เดิมบอกว่ามีสามทางออก กลายเป็นหกทางออกนั้น ก็ย่อมตีความได้ว่าทางออกเดิมมีปัญหา จึงต้องคิดหาทางออกใหม่ แตกความเห็นเพิ่มมาอีกสามทาง ซึ่งก็ยังไม่อาจจะข้ามพ้นอุปสรรคที่ขัดขวางอยู่ดี

เพราะว่า “ทุกทางออกมีปัญหา” อย่างที่คุณพงศ์เทพวิเคราะห์เอาไว้นั่นแหละ

ความจริงสามทางออกแรกนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไป นั่นคือ 1.ให้ลงมติวาระสามเลย 2.กลับไปแก้ไขรายมาตราเพื่อลดปัญหาความยุ่งยากและลดความเสี่ยงทางการเมือง 3.เดินหน้าทำประชามติตามข้อแนะนำของศาลรัฐรัฐธรรมนูญ
และในการทำประชามติก็มีความเห็นไปสองทาง นั่นคือ ทำแบบมีข้อยุติหรือแบบปรึกษาหารือ

ผลปรากฏว่าในการแลกเปลี่ยนความเห็นในวงสัมมนาที่เขาใหญ่นั้น ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็มีเหตุผลสนับสนุนและข้อโต้แย้งทั้งสิ้น

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ทั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็เห็นตรงกันในเป้าหมายว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้จงได้

ประเด็นอยู่ที่ช้าหรือเร็วและวิธีไหนปลอดภัยที่สุดสำหรับพรรคเพื่อไทย

ความจริง หากไม่มีข้อคลางแคลงแต่ต้นว่าพรรคเพื่อไทยมี “ธง” ว่าจะแก้มาตราไหนอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก เพราะการปรับปรุงให้รัฐธรรมนูญเป็น “ประชาธิปไตย” ขึ้นกว่าเดิมนั้น ไม่ได้มีใครคัดค้าน เพียงแต่ต้องการให้การแก้ไขสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอให้ทำประชามติมีปัญหาตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่แน่ชัดว่าจะถามประชาชนว่าอย่างไร

การจะเดินหน้าโหวตวาระ 3 เลยทีเดียว ก็สร้างปัญหาใหม่ เพราะอาจจะเสี่ยงกับการถูกฝ่ายคัดค้านต่อต้านฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่าผิดขั้นตอน และเสี่ยงกับการถูกศาลวินิจฉัยว่าเคยเตือนแล้วไม่เชื่อ

การกลับมาแก้ไขทีละมาตรา อาจจะเป็นทางออกที่เสี่ยงน้อยทางการเมือง แต่เป็นหนทางลดเลี้ยวเคี้ยวคดที่คนในพรรคเพื่อไทยเห็นว่าจะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และถกแถลงกันอย่างร้อนแรง และหากมีการเสนอแก้มาตรา 309 อย่างที่เป็นข่าวมาตลอด ก็จะกลายเป็นหัวข้อของการวิพากษ์ต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนานว่าใครจะได้ประโยชน์จากการขอแก้ไขประเด็นนี้

ทางออกที่น่าจะมีปัญหาน้อยที่สุด ก็คือ การระดมความคิดเห็นของคนในแวดวงต่างๆ ทั้งทางการเมืองและนอกการเมือง ว่าด้วยแนวคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ และเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างที่ผู้คนหวาดกลัวกันถึงวันนี้

ขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เขียนระบุไว้ชัดในรัฐธรรมนูญ แม้จะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับประชาชน และขอความเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง รอบคอบ แต่นั่นจะเป็นทางเดียวที่จะ “ไม่ถึงทางตัน” อย่างที่เผชิญอยู่ในขณะนี้

เพราะหากนักการเมืองทุกค่ายสำนึกในหน้าที่ ฟังประชาชนจริงๆ ...ทุกปัญหาก็จะมีทางออก และ “ฆาตกรโรคจิต” ที่รองนายกฯ พงศ์เทพ กล่าวอ้างถึงก็จะไม่มีทางออกมาอาละวาดได้เป็นอันขาด