วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤตข้ามปีอีกเรื่อง : คุณภาพการศึกษาไทย

วิกฤตข้ามปีอีกเรื่อง : คุณภาพการศึกษาไทย

ประเด็นที่ทำให้หดหู่ข้ามปีคือ ข่าวที่บอกว่ามาตรฐานอุดมศึกษาของไทยเราตามหลังกัมพูชา แล้ว

และเป็นอันดับ 8 ของอาเซียน (ซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศ)

เป็นข้อมูลจาก คุณภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีศึกษาท่านใหม่ที่เปิดเผยในงานระดมความเห็นเรื่อง “การพัฒนากรอบและทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของประเทศ (2555-2558) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล”

เราเคยรับรู้ความอ่อนแอของคุณภาพการศึกษาไทยมาเป็นระยะ ๆ แต่หลายคนคงไม่ทราบว่าเราเสื่อมทรุดได้ถึงขนาดนี้

เพราะคุณภาวิช บอกว่า สถาบันวิจัยของสำนักพิมพ์ตำราชื่อดัง Pearson จัดอันดับการศึกษาของไทยอยู่ในกลุ่มสุดท้าย มีคะแนนต่ำที่สุด ระดับอุดมศึกษาแย่หนัก ถูกจัดอยู่อันดับ 8 ตามหลังกัมพูชา และฟิลิปปินส์

ท่านบอกด้วยว่า การประเมินของ World Economic Forum (WEF) ล่าสุดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเทศไทยอยู่อันดับ 6 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยไทยตามหลังเวียดนาม

คุณภาวิช บอกว่า “ไม่อยากเชื่อผลประเมินอย่างนี้ แต่ก็ต้องรับทราบข้อมูลไว้ก่อน”

ที่ดูเหมือนจะปฏิเสธไม่ได้คือการประเมินความสามารถในการแข่งขันของไทยในภาพรวมอยู่อันดับที่ 30 จากประเทศที่เข้าร่วม 59 ประเทศ

แต่เมื่อแยกเป็นด้านๆ คะแนนจะต่ำมาก เช่นด้านการศึกษาอยู่ลำดับที่ 52 ด้านประสิทธิผลลำดับที่ 57 ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ ลำดับที่ 40 เทคโนโลยี ลำดับที่ 50

ด้านการผลิตครูก็มีสถิติที่น่าตกใจไม่น้อย คุณภาวิช บอกว่า สถาบันผลิตครูไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ออกมาระบุเพียงว่า 10 ปีข้างหน้าเราจะมีครูที่เกษียณอายุราชการ 200,000 อัตรา

พบว่าในปี 2555 มีอัตราว่างเพื่อบรรจุครู 1,500 อัตรา แต่มีผู้จบครูมาสมัคร 190,000 คนขณะที่สถาบันผลิตครูรับนักศึกษาเฉลี่ยปีละ 50,000 คน

ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือปี 2555 การรับนักศึกษาปี 1 ของคณะครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ พุ่งสูงถึง 100,000 คน ซึ่งแปลว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีบัณฑิตจบด้านนี้หลายแสนคน จะตกงานกันเป็นจำนวนมาก เพราะแต่ละปีมีอัตราว่างบรรจุเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้น

ผมอ่านข่าวชิ้นนี้แล้วก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่ถ้าเชื่อ “ทฤษฎีกบต้ม” ก็จะต้องช่วยกันเอะอะโวยวาย และเรียกร้องให้ต้องมีการปฏิรูป ปฏิวัติ ระบบการศึกษาอย่างจริงจัง

เพราะ “กบ” ที่แช่อยู่ในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น จะไม่รู้สึกต้องกระโดดหนี ไม่เหมือนเจอน้ำเดือดเทใส่กะทันหัน ต้องกระโจนออกมาจากหม้อน้ำเดือด

แต่สิ่งที่ระบบการศึกษาของไทยเราเจอมาหลายสิบปีก็คือการที่ “กบ” ตัวนี้แช่อยู่ในน้ำที่ร้อนขึ้นทีละองศาสององศา จึงไม่รู้สึกว่าจะต้องเดือดร้อน ต่อเมื่อน้ำเข้าสู่ระดับร้อนมาก ๆ เข้า กบตัวนั้นก็หนีไม่ไหว เพราะถูกลวกสุกเสียก่อนแล้ว

ผมมองไม่เห็นว่ากระบวนการการเมืองของไทย ด้วยระดับคุณภาพที่เห็นอยู่ปัจจุบันจะลงมือยกเครื่องระบบการศึกษาของเราได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อการเมืองปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีศึกษาเกือบทุกครั้งที่ปรับคณะรัฐมนตรี จึงหวังได้ยากยิ่งว่าสิ่งที่เริ่มต้นวันนี้จะเดินหน้าต่อเนื่องไปได้เพียงใด

เช่นวันนี้ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่านโยบายแจกแทบเล็ตให้เด็กประถมหนึ่งนั้นไปถึงไหน และประเมินกันแล้วควรเดินหน้า, ถอยหลังหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรดี

มีใครตอบได้ไหมว่าทำไมนโยบายการผลิตครูจึงห่างไกลจากความต้องการของประเทศมากมายเพียงนั้น? ใครต้องตอบและใครต้องรับผิดชอบ?

คำเตือนของที่ปรึกษารัฐมนตรีศึกษาท่านใหม่จึงควรจะเป็น “นาฬิกาปลุก” ตัวใหญ่ที่ดังกังวานไปทั่วประเทศเพื่อระดมคนทุกภาคส่วนของประเทศมาจัดระบบการศึกษาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ

นั่นคือการสร้างคนไทยรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา ที่ทำให้เราไม่กลายเป็นบ๊วยในภูมิภาคนี้ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม