“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ

“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ

“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ ที่ดุสิต เรสซิเดนเซส นิยามความลักชัวรี่สำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากจะหมายถึงความพิเศษและเอกสิทธิ์เฉพาะที่สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันจนมีเอกลักษณ์ อีกหนึ่งนิยามความสำคัญคือ “Green”

นิยามความลักชัวรี่สำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากจะหมายถึงความพิเศษและเอกสิทธิ์เฉพาะที่สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันจนมีเอกลักษณ์ อีกหนึ่งนิยามความสำคัญคือ “Green” พื้นที่ธรรมชาติสีเขียวที่ผู้คนในเมืองใหญ่ต่างโหยหา การสรรค์สร้างพื้นที่สีเขียวให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นความท้าทายอย่า งมากของการออกแบบงานภูมิสถาปัตยกรรม “Green” จึงเกิดขึ้นและมีอยู่เฉพาะในโครงการที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี่ใจกลางเมือง 

 

“Green and Sustainable Luxury” ปรากฏโฉมในรูปลักษณ์ของสวนรูฟพาร์คภายในโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าโครงการมากกว่า 46,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ในสุดยอดทำเลย่านธุรกิจใจกลางเมือง ถนนสีลม – พระราม 4 โครงการประกอบด้วยกลุ่มอาคารสูง 4 หลัง ได้แก่ อาคารโรงแรมดุสิตธานีใหม่   อาคารที่พักอาศัยดุสิต เรสซิเดนเซส อาคารสำนักงานเซ็นทรัล ออฟฟิศเซส และอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค 

“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ

คุณธัชพล สุนทราจารย์ ภูมิสถาปนิกและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์สเคป คอลลาบอเรชัน จำกัด มืออาชีพด้านการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความพิเศษและเอกสิทธิ์ของงานสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวแห่งนี้เพื่อตอบโจทย์นิยามความลักชัวรี่ของคนรุ่นใหม่    

“Green” และเอกลักษณ์ความเป็นดุสิตธานี 

ความพิเศษของพื้นที่สีเขียวมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงต่อความพิเศษในการอยู่อาศัยใน  “ดุสิต เรสซิเรสเซส”  ซึ่งเป็นอาคารสูงส่วนที่พักอาศัยของโครงการมิกซ์ยูส “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” 

คุณธัชพล กล่าวว่า การออกแบบรูฟพาร์ค เป็นแลนด์มาร์คสีเขียวแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ พื้นที่รวมมากถึง 7 ไร่ ไล่ระดับจากพื้นที่ดาดฟ้าอาคารชั้น 3 ต่อเนื่องขึ้นไปถึงชั้น 7 สถาปนิกใช้รหัสตัวเลขมงคลที่แฝงอยู่ในการออกแบบโรงแรมดุสิตธานี  มีทั้งเลข 3 เลข 6 และเลข 9 ด้วยการออกแบบน้ำตกหลักบริเวณชั้น 7 ให้สายน้ำไหลลดหลั่นกันลงมาถึง 9 ชั้น การออกแบบเหลี่ยมมุมของน้ำตกได้แรงบันดาลใจจากการย่อไม้ในงานสถาปัตยกรรมไทย เพิ่มเติมด้วยเส้นสายของลายประจำยามที่แฝงอยู่ในโครงสร้างและรายละเอียดตกแต่งปลีกย่อย แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของลวดลายไทย แต่ปรับให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น

การสร้างสรรค์สวนรูฟพาร์คเป็นการฟื้นฟูพันธุ์ไม้พื้นถิ่นเดิมของกรุงเทพฯ ซึ่งนับวันจะสูญพันธุ์ไปเพราะการเติบโตของเมือง ทีมงานภูมิสถาปนิกได้ทำการค้นคว้าและศึกษาอ้างอิงบทงานวิจัยเรื่องพันธุ์ไม้ประจำถิ่นผ่านบทกวีเรื่องนิราศภูเขาทองและนิราศสุพรรณบุรี ของกวีเอกสุนทรภู่ เพื่อนำมาปลูกในสวนรูฟพาร์คเพื่อสร้างระบบนิเวศน์เฉพาะตัวของกรุงเทพขึ้นอีกครั้ง โดยคัดสรรพันธุ์ไม้ใหญ่น้อยที่เหมาะสมมากกว่า 300 ชนิด ให้เข้ากันทั้งโครงการ ผสมผสานไล่ระดับกันไปทั้งไม้ใหญ่ และไม้พุ่มเตี้ยเช่น เตย แว่นแก้ว เสน่ห์จันทร์แดง เดหลี ไม้ใบเขียวหนา เช่น บอนดำ พัดโบก ไม้ลำต้นสูง เช่น ลำพู จิกน้ำ หญ้าถอดปล้อง รวมทั้งไม้น้ำอย่างกก ว่านน้ำ

“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ต้นไม้บางส่วนที่เคยอยู่ในพื้นที่เดิมของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และถูกย้ายไปอนุบาลในสถานที่อันเหมาะสมระหว่างการก่อสร้างโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จะถูกนำกลับมาปลูกใหม่ในสวนรูฟพาร์คเช่นกัน โดยเฉพาะต้นลีลาวดี ที่เคยอยู่คู่กับสวนน้ำตกบริเวณล็อบบี้ภายในโรงแรม

“Green” ให้พื้นที่สงบร่มรื่นสำหรับคนเมือง

“Green and Sustainable Luxury” ได้สร้างความพิเศษให้บรรยากาศการอยู่อาศัยใจกลางเมืองภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค แตกต่างไปจากทำเลใจกลางเมืองอื่น ๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่ได้เข้ามาอยู่ภายในสวนรูฟพาร์ค จะสัมผัสได้ถึงความสุขสดชื่นในบรรยากาศคล้ายสรวงสวรรค์ตามคติความเชื่อศาสนา ทัศนียภาพภายในสวนเต็มไปด้วยต้นไม้ สายน้ำ และองค์ประกอบต่าง ๆ  ที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบนิเวศ นอกเหนือจากการให้ร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองแล้ว พันธุ์ไม้แต่ละชนิดยังมีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน มีการคัดเลือกพืชพันธุ์ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างออกซิเจนได้ดี อาทิ ชมพูพันธ์ทิพย์  ชงโค พุดซ้อน ชบา อินทนิลน้ำ ทองอุไร ฯลฯ เช่นเดียวกับพันธุ์ไม้ไล่ยุง เช่น เตยหอม ฝนหอม รวมถึงพันธุ์ไม้ช่วยกรองอากาศและดักฝุ่น ยิ่งไปกว่านั้น การคายน้ำของต้นไม้ทุก ๆ วันในพื้นที่สีเขียว 7 ไร่ ยังช่วยลดอุณหภูมิเมืองในบริเวณนี้ลงได้ 3-5 องศาเลยทีเดียว 

 

ยังมีการปลูกพืชพันธุ์ไม้มงคล เสริมส่งความเป็นสิริมงคลตามหลักชัยภูมิศาสตร์ เช่น โกศล สุพรรณิการ์ โป๊ยเซียน แสงจันทร์ พระเจ้าห้าพระองค์ ขนุน กันเกรา คูน ดาวเรือง ว่านมหาลาภ ประยงค์ และเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของธรรมชาติ  มีการปลูกไม้ผลเพื่อดึงดูดสัตว์เสริมวงจรการสร้างนิเวศธรรมชาติ เช่น กระรอก กระแต นก รวมถึงแมลงที่มีประโยชน์ต่อการสร้างสมดุลในระบบนิเวศ นับเป็นความใส่ใจที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างที่สุดในการสร้างพื้นที่ธรรมชาติอันสมบูรณ์เช่นนี้บริเวณใจกลางเมือง

“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ

การส่งเสริมธรรมชาติให้ก่อเกิดและดำเนินต่อไปยั่งยืนเป็นอีกความพิเศษของการออกแบบ สถาปนิกเลือกใช้วิถีธรรมชาติผสานหลักกลศาสตร์การไหลเวียนของน้ำเพื่อทำให้ระบบกรองน้ำตามธรรมชาติทำงานได้อย่างสมบูรณ์  พืชน้ำมากมายหลายสายพันธุ์ถูกคัดสรรมาเป็นเครื่องมือเติมออกซิเจนในบริเวณบ่อน้ำและธารน้ำตก เช่น หญ้าถอดปล้อง กกร่ม แว่นแก้ว เดหลี และลำพู 

ในทุกๆ วัน เสมือนการได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่มีต้นไม้ชุกแน่นให้ร่มเงาและความร่มรื่น เมื่อต้นไม้ทุกต้นทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์ มนุษย์จะสัมผัสกลิ่นความสดชื่น เย็นสบายในทันที ปฏิกิริยาโดยพลันของร่างกายจะสูดหายใจเต็มปอด  ออกซิเจนบริสุทธิ์จากธรรมชาติใกล้ตัวทำให้สมองปลอดโปร่ง  อารมณ์ดี คุณภาพชีวิตในแต่ละวันจึงมีแต่พลังบวกส่งเสริม นี่คือลักชัวรี่สีเขียวที่สัมผัสได้เฉพาะในพื้นที่โครงการนี้เท่านั้น  

 “Green” พื้นที่ความสุขสำหรับทุกคน 

“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ

 

สวนรูฟพาร์ค แม้จะอยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล แต่ต้องทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วย” คุณธัชพล กล่าวถึงความพิเศษของการออกแบบว่า “เราอยู่ในยุคของการเชื่อมโยงทุกสิ่ง พื้นที่สีเขียวจึงต้องมีส่วนเชื่อมโยงผู้คนและชุมชนแวดล้อมให้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาธรรมชาติที่มีความยั่งยืนต่อไป”  

รูฟพาร์ค ตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องการความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ครอบครัว หนุ่มสาว หรือผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงมีการจัดพื้นที่ใช้สอยที่แตกต่างกันไป เช่น มีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย  มี Jogging Track ที่ค่อยๆ ไล่ระดับความสูงผ่านไปยังเส้นทางสีเขียวกว่า 753 เมตร มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ สามารถจัดงานนิทรรศการ ดนตรี กีฬา มี Water feature เปิดโอกาสให้เดินเล่นสัมผัสความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ มีพื้นที่รับประทานอาหาร (Food Passage) มีโซนปิกนิก สนามเด็กเล่น ส่วนวิ่งเล่นของสัตว์เลี้ยง รวมถึงจุดชมวิวในความสูงระดับต่าง ๆ เพื่อสามารถชมความงามของกรุงเทพฯ ผ่านสวนลุมพินีในมุมที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

เมื่อพื้นที่สีเขียวมีความเป็นสาธารณะ ลักชัวรี่ในความเป็นส่วนตัวจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คุณธัชพล กล่าวว่า “ เป็นความพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ของการออกแบบรูฟพาร์ค ที่จัดพื้นที่พักผ่อนสีเขียวแยกจากโซนสาธารณะชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยในอาคารดุสิต เรสซิเดนเซส” 

สวน D Garden คือพื้นที่สีเขียวที่มอบความเป็นส่วนตัวให้กับลูกบ้าน ได้รับการออกแบบเป็นลานกว้างครอบคลุมส่วนดาดฟ้าชั้น 7 ตกแต่งโดยนำสัญลักษณ์ตัว D ของดุสิตธานี มาสร้างลูกเล่นให้พื้นที่มีจุดเด่น รวมถึงใช้ในการออกแบบทางเดินและแนวต้นไม้ เมื่อมองในมุมสูงจะเห็นสัญลักษณ์ตัว D ได้อย่างชัดเจน ภายในพื้นที่สีเขียวของโซนผู้อยู่อาศัย ประกอบด้วย ลานบาร์บีคิว  สนามเด็กเล่น  มีแปลงปลูกผักสำหรับลูกบ้านรักสุขภาพที่ต้องการพื้นที่สีเขียวสำหรับปลูกผักสวนครัวหรือสมุนไพรด้วยตนเอง  เช่นเดียวกับโถงทางเข้าส่วนตัวบริเวณชั้น 6 ของอาคารที่พักอาศัยดุสิต เรสซิเดนเซสที่เชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสได้  จัดเป็นทางเข้าส่วนบุคคลสำหรับผู้พักอาศัยที่ถูกตกแต่งด้วยสวนเขียวขจีและน้ำตกเย็นฉ่ำ

“Green and Sustainable Luxury” ชีวิตแนบชิดธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ

“Green” ส่งเสริมพลังธรรมชาติตามหลักฮวงจุ้ย

ฮวงจุ้ย” เป็นเรื่องที่นำมาใช้ในการออกแบบสวนรูฟพาร์ค โดยออกแบบสวนให้มีระบบไหลเวียนของลมและแสงแดดที่ดี  ที่น่าสังเกตคือ ทิศทางของตำแหน่งน้ำตกหลักซึ่งเป็นหัวใจของรูฟพาร์ค สถาปนิกใช้หลักชัยภูมิศาสตร์จัดวางน้ำตกขนาดใหญ่ให้หันหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โดยหันออกไปสู่สวนลุมพินีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามให้มากที่สุด เกิดสภาพสายน้ำตกไหลลดหลั่นลงมาในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดรับพลังแสงอาทิตย์และสายลมที่พัดผ่านมาจากสวนลุมพินีโดยตรง เชื่อว่าจะเกิดเป็นพลังงานหมุนเวียนภายใน ทำให้อากาศปลอดโปร่ง เพิ่มพลังชีวิตอันมั่นคง 

 

หากมองภาพใหญ่ของพื้นที่สีเขียวในมุมมองตามหลักชัยภูมิศาสตร์ จะเห็นรูปทรงกลุ่มอาคารสูงทั้งสี่โอบล้อมสวนรูฟพาร์คตั้งเรียงตัวอย่างโดดเด่นในแนวโค้งอันเป็นทิศทางตามลักษณะที่ดินด้านหน้าโครงการติดถนนใหญ่ (พระราม 4) และฝั่งตรงข้ามทำเลคือ สวนลุมพินี ความสูงของอาคารแต่ละหลังลดหลั่นเรียงโค้งต่อกันดูคล้าย “อุ้งมือ” ที่ชูขึ้นโอบรับพลังธรรมชาติโดยตรงอย่างเต็มที่จากสวนสาธารณะใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร และเมื่อดูทิศทางการจัดวางอาคารแต่ละหลัง จะพบว่าไม่มีส่วนใดบดบังซึ่งกันและกัน Green and Sustainable Luxury มอบทัศนียภาพสีเขียวต่อเนื่องจากรูฟพาร์คไปถึงสวนลุมพินีได้อย่างไร้รอยต่อ เป็นความเฉพาะตัวที่สร้างสรรค์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ในโครงการที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี่แห่งนี้เท่านั้น