วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดแนวทางการจัดการ “เศษโลหะ” อย่างยั่งยืน

เปิดแนวทางการจัดการ “เศษโลหะ” อย่างยั่งยืน

เปิดแนวทางสนับสนุนการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยสาร U-POPs จากอุตสาหกรรมหลอมโลหะ ลดปัญหาการก่อเกิดสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานประเภทปลดปล่อยโดยไม่จงใจ

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้เล็งเห็นถึงปัญหาการก่อเกิดสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานประเภทปลดปล่อยโดยไม่จงใจ (Unintentionally produced Persistent Organic Pollutants, U-POPs) จากห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเศษโลหะ จึงร่วมมือกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน 

โดยมอบหมายให้ 3 หน่วยงาน อันได้แก่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ดำเนินการภายใต้โครงการ Greening the Scrap Metal Value Chain through Promotion of BAT/BEP to Reduce U-POPs Releases from Recycling Facilities

โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำฐานข้อมูล ประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักและ ให้ความรู้ รวมถึงสนับสนุนการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยสาร U-POPs จากอุตสาหกรรมหลอมโลหะและมีผลการดำเนินโครงการของทั้ง 3 องค์ประกอบ ดังนี้

ผลการดําเนินโครงการขององค์ประกอบที่ 1:  กรอบนโยบายและมาตรการ โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ดำเนินการสํารวจทางสังคมศาสตร์และพัฒนาฐานข้อมูล โดยสํารวจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะ จํานวนทั้งสิ้น 1,889 ราย จากนั้นได้จัดทำฐานข้อมูลเพื่อนําเสนอข้อมูลและผลการสํารวจต่อผู้ร่างนโยบาย และผู้กํากับดูแล รวมทั้งผู้ที่มีความสนใจในห่วงโซ่อุปทานและการจัดการเศษโลหะภายในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะ

เปิดแนวทางการจัดการ “เศษโลหะ” อย่างยั่งยืน

และได้จัดทําหลักสูตรการอบรมเรื่องการลดการปลดปลอยสาร U-POPs สําหรับหน่วยงานภาครัฐ องคกรพัฒนาเอกชน (NGOs) นักวิชาการ และ สถาบันการศึกษาวิจัย โดยจัดให้มีการอบรมหลักสูตร ในหัวข้อ “การลดการปลดปลอยสาร U-POPs ด้วยการจัดการเศษโลหะอยางมีประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะ ด้วยแนวทางด้านเทคนิคที่ดีที่สุดและแนวการปฏิบัติด้านสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด (BAT/BEP) ทั้ง 5 ชุดวิชา ทางช่องทางออนไลน (ZOOM Meeting) ตลอดเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2564   โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ ชุดวิชาละ 30 คน ที่เป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งยังมีการศึกษาด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเป็นข้อเสนอด้านกรอบนโยบายของประเทศและคู่มือด้านเทคนิคในการนำ BAT/BEP ไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะ ซึ่งเป็นกรอบนโยบายระดับชาติสําหรับการควบคุมสารไดออกซินและฟิวแรน จาก แหล่งกําเนิดประเภทอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะ ตามอนุสัญญาสต็อกโฮล์มฯ

นอกจากนี้จะมีการจัดทำคู่มือแนวทางการจัดการเศษโลหะเพื่อลดการปลดปล่อย U-POPs สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะด้วย ซึ่งเป็นคู่มือการประยุกต์ใช้แนวทางด้านเทคนิคที่ดีที่สุดและแนวการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด เพื่อลดการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานประเภทปลดปล่อยโดยไม่จงใจจาก โรงงานรีไซเคิลเศษโลหะ 

เปิดแนวทางการจัดการ “เศษโลหะ” อย่างยั่งยืน

ผลการดําเนินโครงการขององค์ประกอบที่ 2 : เป็นส่วนของการประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักและให้ความรู้โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย โดยได้ดำเนินการจัดทำสื่อในการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ในการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดทำโมเดลต้นแบบและวิดีโอ การจัดทำคู่มือแนวทางการจัดการเศษโลหะ การจัดงานสัมมนาทางวิชาการระดับชาติ และการจัดฝึกอบรมให้แก่กลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องห่วงโซ่อุตสาหกรรมการจัดการเศษโลหะ ได้แก่ กลุ่มที่1 กลุ่มผู้รวบรวมและคัดแยกเศษโลหะ กลุ่มที่ 2 กลุ่มโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โลหะและโรงงานปลายน้ำ และ กลุ่มที่3 กลุ่มโรงหลอมเศษโลหะ โดยจัดฝึกอบรมทั้งหมด 3 ครั้ง (2-3 ธ.ค. 2563, 31 มี.ค.-1 เม.ย. 2564 และ 17-18 ส.ค. 2564) รวมทั้งหมด 14 หลักสูตร มีคนเข้าร่วมทั้งหมด 269 คน  มีคนสอบผ่านทั้งหมด 235 คน (ซึ่งยังไม่รวม หลักสูตร   8, 9 และ 10)   

นอกจากนี้ ทางกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จะเปิดการฝึกอบรมประมาณ 20 หลักสูตรต่อปีอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ทาง www.greenscrapmetalthailand.com และ โครงการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืน (Green Scrap Metal Thailand Project), Facebook Page

ผลการดําเนินโครงการขององคประกอบที่ 3:  การกำหนดมาตรการปฐมภูมิและทุติยภูมิในการลดการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานที่ปลดปล่อยโดยไม่จงใจ (U-POPs) และนำ BAT/BEP ไปใช้งานจริง โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการการระบุแนวทางด้านเทคนิคที่ดีที่สุด (Best Available Technologies; BAT) และ แนวการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด (Best Environment Practices; BEP) ที่เหมาะสมสำหรับการลดการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานประเภทปลดปล่อยโดยไม่จงใจ (U-POPs) จากโรงงานนำร่องที่ได้รับการคัดเลือก (Selected Demonstration Facilities) จำนวน 7 โรงงาน (อยู่ในขั้นตอนของการประสานงานจำนวน 3 โรงงาน) และ ได้ผลักดันการประยุกต์ใช้แนวทางด้านเทคนิคที่ดีที่สุด และแนวการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในโรงงานนำร่อง โดยครอบคลุมทั้งสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเศษโลหะ การหลอมหล่อเศษโลหะ และการแปรรูปโลหะ ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินงานน่าจะสามารถส่งเสริมให้การจัดการเศษโลหะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอมหล่อโลหะ และการรีไซเคิลเศษโลหะ มีประสิทธิภาพและมีการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

เปิดแนวทางการจัดการ “เศษโลหะ” อย่างยั่งยืน รวมถึงจะมีการติดตามตรวจวัดปริมาณการปลดปล่อยสารไดออกซินจากโรงงานนำร่อง (Pre-monitoring) ก่อนการนำ BAT/BEP ไปใช้และจะมีการตรวจวัด (Post-monitoring) ภายหลังด้วย

นอกจากนี้การประชาสัมพันธ์เผยแพร่องค์ความรู้และถ่ายทอดผลสำเร็จจากการดำเนินงานให้แก่สถานประกอบการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยหากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่สนใจต้องการคำแนะนำหรืออยากปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โครงการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือ www.greenscrapmetalthailand.com

สำหรับมุมมองการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืนเพื่อลด U-POPs จากผู้มีส่วนร่วมในโครงการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืนในภาคส่วนต่างๆ

“ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายลดการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรมให้เหลือน้อยที่สุด โดยมี การกำหนดมาตรการให้มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมกับโรงงานของไทย และมีมาตรการส่งเสริมที่สำคัญ อาทิเช่น มาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างแรงจูงใจด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำ BAT/BEP ไปใช้ มาตรการระยะสั้นเพื่อสร้างแรงจูงใจด้านภาพลักษณ์ให้กับผู้ประกอบการ และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในปัจจุบัน”

วิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าว

“ภารกิจหลักของ UNIDO ในปัจจุบัน คือ การสนับสนุนและส่งเสริมความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมในช่วงสถานการณ์ COVID-19 นี้ เพื่อให้มีความเข้มแข็งและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่และการเติบโตอย่างยั่งยืนภายหลังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้ โดย UNIDO มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงขนาดและประเภท และโครงการ “Greening the Scrap Metal Value Chain through Promotion of BAT/BEP to Reduce U-POPs Releases from Recycling Facilities” แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชน และสถาบันการศึกษาในประเทศไทย”

สไตน์ แฮนเซ่น ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคและผู้แทนถาวร UNIDO ประจำประเทศไทย กล่าว

“ในอนาคตข้อบังคับทางสิ่งแวดล้อมของโลกจะมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ข้อจำกัดทางด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการลดการใช้พลังงานและลดการปลดปล่อยสารต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายจะถูกควบคุมและเน้นย้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ  การสนับสนุนการลงทุนบางส่วนจากภาครัฐในเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ มีจำเป็นมาก ผู้ประกอบการขอขอบคุณภาครัฐที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นการร่วมกันทำให้อุตสาหกรรมของไทยก้าวหน้าต่อไปและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน”

รุ่งโรจน์ เลิศอารมย์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล การผลิต (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) กล่าว

“ทางเรามองว่าการได้มีโอกาสในการเข้าร่วมโครงการกับทางหน่วยงานภาครัฐและทาง UNIDO จะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์บริษัทฯในการแสดงถึงความตั้งใจในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและอาจจะเป็นตัวอย่างหรือแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายโรงงาน รวมถึงแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯมีความยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยทางภาครัฐในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ”

โทชิยูกิ  ฟูจิวาระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดกิ อลูมิเนียม อินดัสทรี (ประเทศไทย) จํากัด กล่าว

“หัวใจสำคัญของการรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ประเภทเศษเหล็กและโลหะมีค่าสูง คือ ความสามารถในการเก็บรวบรวมทรัพยากร ที่กระจัดกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศและของโลก เข้าสู่ระบบของการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนเป็นแร่พื้นฐานบริสุทธิ์สำหรับอุตสาหกรรมผู้ใช้ปลายทางในระดับนานาชาติ”

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารกลุ่มวงษ์พาณิชย์ กรุ๊ป กล่าว

“ในแง่ของภาคอุตสาหกรรม เราต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างชุมชนคนไทยปลอดมลพิษและสารพิษปนเปื้อน ในฐานะนักธุรกิจ ต้องการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนทั้งของกิจการและสังคมมากกว่าแสวงหาผลตอบแทนในรูปผลกำไร มาตรฐานอุตสาหกรรมต้องมากกว่าสินค้าและบริการ ต้องมองถึง value chain ทั้งหมด สร้างมาตรฐานใหม่ในการแข่งขันในระดับโลกใน quality & sustainability”

ดร.วารีรัตน์ อัครธรรม ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท ไทรเด้นท์สตีล จำกัด กล่าว 

“U-POPs ไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย และสักวันหนึ่ง เด็ก ๆ ลูกหลานของเราก็จะต้องเติบโตไปเจอกับสิ่งเหล่านี้  ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้สามารถนำไปขยายผลจากรุ่นสู่รุ่น อย่างน้อยในตอนนี้ก็มีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่ได้รับความรู้และส่งต่อความรู้นั้น แม้อาจจะเป็นแค่ชุมชนหรือสังคมเล็ก ๆ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มและไม่ได้ทำอะไรเลย”

นิสาคร พงษ์ระดาวัลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสระบัว กล่าว 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจในการแยกขยะในภาคครัวเรือน คือการรู้ว่าขยะที่เราแยกมันมีที่ไป รู้ว่าสามารถไปเกิดเป็นอะไรได้และมีประโยชน์อย่างไร”

ชณัฐ วุฒิวิกัยการ ผู้ผลิตคอนเทนต์ ช่อง KongGreenGreen กล่าว