วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โตโยต้า'ปรับเพิ่มเป้าตลาดรถยนต์ รวมเป็น7.4แสนคัน

"โตโยต้า" ปรับเพิ่มเป้าตลาดรถยนต์รวมเป็น 7.4 แสนคัน หลังครึ่งปีแรกยอดสูงกว่าคาดการณ์ มั่นใจปีนี้ตลาดถึงจุดต่ำสุดก่อนฟื้นตัวปีหน้า

นายเคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่าตลาดรถยนต์ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงอยู่ในสภาวะชะลอตัว ประกอบกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้มียอดขายรวม 3.67 แสนคัน ลดลง 0.4 % จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 1.28 แสนคัน ลดลง 12.6% รถเพื่อการพาณิชย์ 2.39 แสนคัน เพิ่มขึ้น 7.6% รถปิกอัพ 1 ตัน รวมรถดัดแปลง 1.92 แสนคัน เพิ่มขึ้น 12.2% และรถปิกอัพ 1 ตัน ไม่รวมรถดัดแปลง 1.6 แสนคัน เพิ่มขึ้น 2.7%

อย่างไรก็ตามตัวเลขที่ได้ ดีกว่าการคาดการณ์ในช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการเร่งซื้อรถช่วงปลายปี 2558 ก่อนปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ไม่ได้สูงมากนักเหมือนที่เคยประเมินกันไว้ และการที่ค่ายรถหลายค่ายเปิดตัวรถใหม่เสริมตลาดอย่างต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าได้อีกส่วนหนึ่ง

ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังเชื่อว่าตลาดจะมีแรงบวกจากนโยบายของภาครัฐ การท่องเที่ยว ภาคบริการ และการลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงการแนะนำรถรุ่นใหม่ๆ จากหลายค่าย ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์

แต่อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวต่อเนื่องมาอย่างช้านาน รวมถึงกำลังซื้อที่จำกัด และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ยังคงต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ดังนั้นแนวโน้มของตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ จะมียอดขายรวม 7.4 แสนคัน ลดลง 7.5% จากปีที่แล้ว โดยแบ่งเป็นเป้าขายรถยนต์นั่ง 2.71 แสนคัน ลดลง 9.5% รถเพื่อการพาณิชย์ 4.69 แสนคัน ลดลง 6.3% รถปิกอัพ 1 ตัน รวมรถดัดแปลง 3.79 แสนคัน ลดลง 4.5% และรถปิกอัพ 1 ตัน ไม่รวมรถดัดแปลง 3.18 แสนคัน ลดลง 3%

“แต่ว่าเป้าหมายยอดขายของตลาดรวมปีนี้ 7.4 แสนคัน เป็นตัวเลขที่ปรับขึ้นจากการประมาณการในช่วงต้นปีที่ตั้งไว้ 7.2 แสนคัน เนื่องจากยอดครึ่งปีแรกดีกว่าที่คิด อีกทั้งโดยปกติยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังจะสูงกว่าครึ่งปีแรก”

มั่นใจปีหน้ายอดขายฟื้นตัว

นายทานาดะ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หดตัวต่อเนื่องมาหลายปี แต่เชื่อว่าปีนี้จะถึงจุดต่ำสุด และจะเริ่มฟื้นตัวในปีหน้าเป็นต้นไป
ในส่วนของโตโยต้า ช่วงครึ่งปีแรก มียอดขาย 1.09 แสนคัน ลดลง 11.4% มีส่วนแบ่งตลาด 29.7% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 3.57 หมื่นคัน ลดลง 33% รถเพื่อการพาณิชย์ 7.33 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 5.1% รถปิกอัพ 1 ตัน รวมรถดัดแปลง 6.96 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 8.1% และรถปิกอัพ 1 ตัน 5.48 หมื่นคัน ลดลง 7.6%

อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงครึ่งปีแรก โตโยต้าจะมียอดขายที่ถดถอยมากกว่าค่าเฉลี่ยตลาด แต่บริษัทยังคงเป้ายอดขายทั้งปีไว้เท่าเดิมคือ 2.4 แสนคัน เนื่องจากเชื่อว่ากำลังซื้อจะดีขึ้นตามภาพรวมตลาด นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากช่วงครึ่งปีแรก รถซับ คอมแพคท์ วีออส หยุดการผลิตไป 4 เดือน แต่ช่วงนี้ผลิตตามปกติ ทำให้สามารถขายได้เต็มเวลาที่เหลือครึ่งปี และยังมีแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากเดือนส.ค.ที่จะเปิดตัว รถเอ็มพีวี รุ่นใหม่ เสริมตลาด ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

“ปีนี้ ผมยังตอบไม่ได้ว่าเราจะครองตำแหน่งผู้นำทั้ง 3 ตลาดคือยอดขายรวม รถยนต์นั่ง และปิกอัพ หรือไม่ แต่นั่นเป็นหน้าที่ หน้าที่ที่จะต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้”

ส่งออกลดกระทบการผลิต

ด้านตลาดส่งออก ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา โตโยต้าทำได้ทั้งสิ้น 1.66 แสนคัน มูลค่า 9.69 หมื่นล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มขึ้น 26% นอกจากนี้ยังมีการส่งออกชิ้นส่วนอีก 3.13 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในด้านของจำนวนรถที่ส่งออกนั้นลดลง ซึ่งสาเหตุใหญ่มาจากตลาดหลักของโตโยต้า คือภูมิภาคตะวันออกกลาง มีคำสั่งซื้อที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าหลักลดลงอย่างรุนแรง และยังคงอยู่ในระดับต่ำขณะนี้ ทำให้คาดว่าการส่งออกโดยรวมของโตโยต้าปีนี้จะอยู่ที่ 3.12 แสนคัน น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 6 หมื่นคัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการที่ทำให้โตโยต้า ต้องปรับลดพนักงานรับเหมาช่วงในภาคการผลิต 960 คน ในช่วงที่ผ่านมา

การที่ยอดขายในประเทศ และการส่งออกที่ลดลง ทำให้การผลิตของโรงงานโตโยต้าปัจจุบัน เฉลี่ย 60-70% ของกำลังการผลิตรวม 3 โรงงาน 7.7 แสนคัน/ปี แต่ยังคงเปิดสายการผลิต 2 กะ แต่ลดการทำงานล่วงเวลาลงไป

ทั้งนี้ การผลิตที่เคยต่ำสุดของโตโยต้า อยู่ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยครั้งนั้นผลิตเพียงแค่ 1 กะ เท่านั้น ส่วนช่วงที่ผลิตมากที่สุด คือ ช่วงโครงการรถคันแรก โดยผลิต 8.87 แสนคัน/ปี สูงกว่ากำลังผลิตโดยรวม

ยันไทยพื้นที่สำคัญ เตรียมเพิ่มลงทุน

นายทานาดะ กล่าวว่า แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย จะถดถอย แต่โตโยต้ายังคงยืนยันในความสำคัญของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญ และมีส่วนต่อการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าในภูมิภาคนี้ โดยบริษัทจะยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มต่อไป ซึ่งเร็วๆนี้คือการลงทุนเพิ่มสำหรับการผลิตรถรุ่นใหม่

นอกจากนั้นก็ยังเดินหน้ายกระดับด้านการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับความสามารถของบุคลากรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น การเพิ่มบุคลากรชาวไทยในศูนย์วิจัยและพัฒนามากขึ้น

“นอกจากนี้แล้ว เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท สยามโตโยต้า อุตสาหกรรม จำกัด โรงงานผลิตเครื่องยนต์ ในไทยก็ผลิตครบ 10 ล้านเครื่อง เป็นโรงงานที่ 2 ต่อจากโรงงานเคนตักกี้ สหรัฐ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญของไทยในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก และเป็นสิ่งยืนยันอีกว่า โตโยต้าจะไม่หนีเมืองไทยไปไหน”

ขอรัฐหนุนเทคโนโลยีใหม่

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยังคงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะการสนับสนุนในส่วนของเทคโนโลยีขั้นสูง และรถยนต์ทางเลือก ซึ่งโตโยต้า เห็นว่า เทคโนโลยีไฮบริด เป็นแนวทางที่น่าจะได้รับการสนับสนุน เนื่องจากตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ดี และยังเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดไปสู่รถพลังงานไฟฟ้า (EV) หรือ เซลล์พลังงาน (fuel cell) ได้

ขณะที่รถพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งด้านเทคนิค ที่แบตเตอรี่จะต้องชาร์จได้เร็ว ใช้งานได้ระยะทางไกล มีน้ำหนักเบา และจะต้องมีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จไฟ ซึ่งมีต้นทุนสูง รวมถึงการผลิตไฟฟ้า ต้องให้เพียงพอต่อการใช้งาน
ทั้งนี้ จากการศึกษา ในประเทศที่ส่งเสริมการใช้รถพลังงานไฟฟ้า เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐ พบว่ามีประโยชน์ แต่โดยภาพรวมแล้วสู้รถไฮบริดไม่ได้ เพราะลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า ซึ่งในสหรัฐลูกค้าส่วนใหญ่ก็เลือกใช้รถไฮบริดมากกว่ารถพลังงานไฟฟ้า