ขับรถในที่จอดรถ

ขับรถในที่จอดรถ

ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับการขับรถในอาคารจอดรถที่"ออโต้คลินิก"มา2หรือ3ครั้งแล้วในรอบประมาณ5ปี

ที่ผ่านมา ยังจำได้ว่าครั้งแรกที่ผมเขียนนั้น มีบางท่านสงสัยว่าการขับรถในอาคารจอดรถหรือลานจอดรถ ไม่เห็นจะมีความยุ่งยากแต่อย่างใด ทำไมต้องมาเขียนเตือนกันให้เสียเวลา

แต่ทั้งนี้หากสังเกตให้ดีจะพบว่าระยะหลังๆ นี้มี อุบัติเหตุเกิดขึ้นที่ลานจอดรถและอาคารจอดรถบ่อยครั้งมากขึ้น และความเสียหายและความรุนแรงก็เริ่มมากขึ้นตามลำดับ ส่วนจำนวนครั้งที่กล่าวอ้างว่าเกิดมากและบ่อย แต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวคราวขึ้นมานั้น เป็นเพราะลานจอดรถหรืออาคารจอดรถเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายการจราจรปรกติเข้าไปตัดสินหรือจัดการได้ทุกเรื่อง ส่วนใหญ่จึงไกล่เกลี่ยแล้วก็จบเรื่องกันไป ยกเว้นแต่มีความเสียหายมากหรือมีอันตรายถึงแก่ชีวิตเท่านั้นจึงจะเกิดเป็นข่าวออกมาให้ได้รับรู้กัน

โดยสภาพทางกายภาพของอาคารจอดรถทั้งหลายในโลกนี้ แสงสว่างทั้งในพื้นที่จอดรถและทางวิ่งย่อมจะน้อยกว่าแสงสว่างในพื้นที่สาธารณะบนท้องถนนทั่วไป ดังนั้นการขับรถในพื้นที่สำหรับจอดรถหรือในอาคารจอดรถ จึงควรต้องเปิดไฟหน้าทุกครั้ง และต้องเป็นไฟหน้าที่เป็นไฟใหญ่หรือไฟต่ำเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่เปิดไฟหรี่หรือเปิดไฟเดย์ไลท์

เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดไฟเพื่อให้ผู้ขับรถสามารถมองเห็นทัศนวิสัยเบื้องหน้าได้ชัดเจนแล้ว ยังเพื่อต้องการให้รถคันอื่นที่อยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกัน ได้มองเห็นรถของเราด้วย และรวมไปถึงคนที่เดินไปมาตามอาคารจอดรถ เช่น คนที่กำลังลงจากรถจะเข้าไปจับจ่ายซื้อของในห้าง และคนที่กำลังเดินออกจากห้างกลับมาขึ้นรถ คนเหล่านั้นอาจจะต้องเดินตามซอกระหว่างรถที่จอด ซึ่งอาจจะโผล่ออกมาบนเส้นทางเดินรถเมื่อใดก็ได้ หรืออาจจะมีเด็กเล็กๆ เดินทางมาด้วย แล้วอาจจะวิ่งออกมาจากทางที่ลับตาของผู้ขับรถ

อีกทั้งเส้นทางการจราจรในลานจอดรถและอาคารจอดรถ ก็จัดการเส้นทางการเดินรถกันตามความคิดเห็นของเจ้าของสถานที่ ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องวิ่งกันจากซ้ายมาขวา หรือจากขวามาซ้ายตามที่มีกำหนดเอาไว้บนถนนสาธารณะ การมองหารถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่ต้องรอบคอบมากขึ้น รวมทั้งคนที่ขับรถจำนวนไม่น้อย ก็มักจะขาดสมาธิกับพื้นที่ทางวิ่งเบื้องหน้า เพราะต้องคอยสอดส่ายสายตามองหาพื้นที่ว่างสำหรับจอดรถ โอกาสเกิดอุบัติเหตุจึงมีสูงกว่าการขับรถบนท้องถนนทั่วไป

หากท่านผู้อ่านนึกสภาพการขับรถในที่จอดรถได้ ลองนึกดูว่าขณะที่ท่านขับรถผ่านรถยนต์ที่จอดเรียงกันนับสิบนับร้อยคันอยู่นั้น ท่านจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่ารถยนต์คันไหนบ้าง ที่สตาร์ทเครื่องและพร้อมที่จะเดินหน้าหรือถอยหลังออกมาขวางหน้ารถของท่านที่กำลังขับเคลื่อนที่หาที่จอดอยู่ และหากท่านเป็นผู้ขับรถยนต์ที่จอดเรียงกันเป็นตับอยู่นั้น หากรถยนต์ที่ขับผ่านมาเพื่อหาที่จอดไม่ได้เปิดไฟหน้าขึ้นมา กว่าท่านจะรู้ว่ามีรถเคลื่อนที่มาขวางทางที่ท่านกำลังจะขยับรถออกไป รถของท่านและของเขาก็จะอยู่ในระยะที่กันชนถึงกันพอดี เพราะมีรถยนต์ที่จอดขนาบรถของท่าน หรือมีเสาค้ำอาคารขนาดใหญ่เป็นตัวบดบังทัศนวิสัยเอาไว้ ซึ่งปัญหานี้การเปิดไฟหน้ารถจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุลงไปได้มาก

การขับรถในอาคารจอดรถขนาดใหญ่นั้น แน่นอนว่าต้องมีการขับขึ้นและลงทางลาดชันซึ่งมีทั้งลาดชันมากและน้อย และมีทั้งลาดชันยาวและสั้นต้องหักเลี้ยวในมุมแคบ ซึ่งการขับรถในลักษณะดังกล่าวนั้น ผู้ขับต้องใช้สมาธิและความระมัดระวังเทียบเท่ากับการขับรถขึ้นลงทางลาดชันตามภูเขาทีเดียว

แต่คนขับรถในอาคารจอดรถส่วนใหญ่กลับชะล่าใจ คิดว่าขับรถอยู่ในที่ปลอดภัย จึงขาดสมาธิและทำตัวประมาท เช่นสุภาพสตรีก็มักจะวางกระเป๋าถือเอาไว้ที่คอนโซล เมื่อรถอยู่ในทางลาดชันขาลงที่หน้ารถทิ่มต่ำลง กระเป๋าที่วางไว้ก็มีโอกาสที่จะไหลล่วงลงมากีดขวางแป้นเบรกและแป้นคันเร่งได้

หรือสุภาพสตรีที่สวมรองเท้าส้นสูงซึ่งไม่เหมาะกับการขับรถไปเดินจับจ่ายสินค้าตามห้าง เมื่อกลับมาถึงรถแล้วถอดรองเท้าส้นสูงเพื่อขับรถ ก็เอารองเท้าส้นสูงไปไว้ที่พื้นหรือใต้เบาะนั่งฝั่งคนขับ พอรถอยู่ในสภาพหน้าทิ่มต่ำเพราะลงทางลาดชันในอาคาร รองเท้าส้นสูงก็อาจจะไหลมาขวางหลังแป้นเบรก ทำให้เบรกขัดข้องไม่สามารถชะลอหรือหยุดรถได้เมื่อคับขันจนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้ เป็นต้น

การขับรถในอาคารจอดรถอย่างปลอดภัยจึงสรุปได้ว่า ต้องเปิดไฟหน้าที่เป็นไฟต่ำ, ต้องมีสมาธิและให้ความสนใจกับทางเบื้องหน้าไม่น้อยกว่าการขับรถบนท้องถนนที่การจราจรจอแจ, ต้องระวังตลอดเวลาว่าอาจจะมีรถอื่นโผล่ออกมาจากที่จอด, ต้องระวังว่าอาจจะมีคนหรือเด็กวิ่งหรือเดินออกมาจากซอกรถที่จอดอยู่, ต้องไม่วางสิ่งของที่อาจจะไหลไปกีดขวางการใช้งานแป้นเหยียบต่างๆ หรืออาจจะไหลไปโดนคันเกียร์จนทำให้เกียร์เปลี่ยนตำแหน่งไปได้

ถ้าทำได้ตามหลักการใหญ่ๆ อย่างนี้ อุบัติเหตุจากอาคารจอดรถก็จะน้อยลงได้ครับ