เหตุไฟไหม้ในประเทศไทยก็มักจะเกิดในช่วงฤดูหนาว เพราะเป็นช่วงที่อากาศแล้งและมีลมแรงช่วยโหมกระพือ
ให้ไฟไหม้ลุกลามไปเร็ว ที่สำคัญเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ๆ มักจะเกิดขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน ซึ่งว่ากันว่ามีเหตุผลสำคัญสองประการที่ทำให้เกิดไฟไหม้คือ
หนึ่ง เป็นไฟไหม้ที่จากการจุดธูปไหว้เจ้าหรือจุดไฟเผาเครื่องเซ่นไหว้แล้วพลั้งพลาดขึ้นมา สอง เทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นปีใหม่ของชาวจีน คนจีนที่ทำการค้าจึงมีการสรุปปิดบัญชีค้าขายกันในช่วงนั้น จึงเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมาจากการเผาล้างหนี้สินของบางคนด้วย ดังนั้นเมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นมาเจ้าหน้าที่จึงมักจะสันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นไว้ไม่กี่ประการเช่น ไฟฟ้าลัดวงจร, เผาล้างหนี้ และ ประมาทจากการจุดธูปเทียนหรือจากการทำครัว
ประเทศไทยปัจจุบันแม้จะมีเหตุไฟไหม้บ้านเรือนเกิดขึ้นน้อยลง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแต่ละครั้งมักจะมีความเสียหายมากมาย จึงมีคำกล่าวมาแต่โบราณเอาไว้ว่า โจรปล้นสิบครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ความหมายก็คือถูกโจรปล้นสิบครั้งก็ยังเหลือบ้านเรือนและทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากซึ่งโจรไม่สามารถขนเอาไปได้ แต่ไฟไหม้ขึ้นมาทรัพย์สินทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ล้วนแต่ถูกไฟเผาผลาญหมดสิ้นไม่สามารถขนย้ายหนีได้
แม้ว่าไฟไหม้จะมีความร้ายแรงมากเพียงใดก็ตาม แต่คนในสังคมไทยกลับละเลยหรือเพิกเฉยต่อการหาทางป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยจำนวนไม่มากนักที่มีเครื่องมือดับเพลิงติดบ้าน มีคนเพียงไม่กี่คนที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการดับไฟอย่างถูกต้อง แม้ตามอาคารสำนักงานขนาดใหญ่เมื่อมีการประกาศซ้อมหนีไฟ คนที่ทำงานอยู่ในอาคารเหล่านั้นก็มักจะถือโอกาสไม่เข้าไปทำงาน หรือใช้เวลาช่วงซ้อมหนีไฟออกไปเดินจับจ่ายซื้อสินค้าไม่สนใจการซ้อมแต่อย่างใด
รถยนต์เป็นเครื่องจักรกลที่ต้องใช้วัตถุไวไฟเป็นเชื้อเพลิงทำให้เครื่องยนต์ทำงาน แม้แต่น้ำมันดีเซลที่ถือว่ามีความไวไฟต่อเปลวไฟต่ำที่สุดก็ถูกจัดให้เป็นวัตถุไวไฟ เพราะสามารถทำให้ไฟลุกติดโชนได้ง่ายและลามเลียไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นรถยนต์จึงถือว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มากเป็นอันดับต้นๆ แต่คนที่ขับรถยนต์ในประเทศไทยน้อยมากที่จะเรียนรู้วิธีการรับมือกับเหตุไฟไหม้
ช่างหรือเจ้าของรถยนต์จำนวนมากที่มักจะคิดว่า การติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างที่ต้องใช้ไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งที่หากเกิดการลัดวงจรของกระแสไฟฟ้าในรถยนต์ขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงไฟฟ้ากระแสตรงก็ยังทำให้เกิดไฟไหม้รถขึ้นมาได้ และเมื่อเกิดไฟไหม้แล้วด้วยสัญชาตญาณของคนจำนวนไม่น้อยอีกเช่นกันที่มักจะคิดถึงการเอาน้ำมาใช้ดับไฟเป็นอย่างแรก
ซึ่งในความเป็นจริงหากไฟไหม้เกิดขึ้นและมีน้ำมันอยู่ในพื้นที่ด้วย การเอาน้ำสาดเข้าไปเพื่อดับไฟจะยิ่งทำให้ไฟลุกลามไปเร็วยิ่งขึ้น น้ำไหลไปถึงไหนก็จะพาเอาน้ำมันไหลตามไปด้วย นั่นหมายความว่าไฟก็จะลุกลามเลียไปเต็มพื้นที่ซึ่งน้ำและน้ำมันไหลไปด้วยกันนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเกิดไฟไหม้เพราะน้ำมันหรือมีน้ำมันอยู่ในพื้นที่เกิดไฟไหม้ จึงต้องใช้วิธีการดับไฟด้วยสารเคมีหรือด้วยการใช้วัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งคลุมเปลวไฟเอาไว้ ห้ามใช้น้ำอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการดับไฟอย่างเด็ดขาด
ปัจจุบันนี้มีรถยนต์ที่ใช้ก๊าซทั้ง 2 ชนิด คือ ก๊าซหุงต้มหรือ แอลพีจี และ ก๊าซธรรมชาติอัดหรือ ซีเอ็นจี หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เอ็นจีวี วิ่งอยู่บนท้องถนนในประเทศไทยราว 1 ล้านคัน ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพ และมีข่าวไฟไหม้รถยนต์เกิดมากขึ้นทุกๆวัน ซึ่งทุกครั้งที่เกิดก็มักจะมีคนที่สรุปเอาง่ายๆ ไว้ก่อนว่า เป็นเพราะก๊าซที่ใช้ในรถยนต์รั่วหรือเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้
ทั้งที่ในความเป็นจริงหากมีเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้และความชำนาญเข้าทำการตรวจสอบอย่างละเอียดจะพบว่า ในรถยนต์ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งก๊าซและน้ำมันนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ไฟมักจะเกิดขึ้นจากความบกพร่องของระบบน้ำมันก่อนด้วยซ้ำ สาเหตุเป็นเพราะเจ้าของรถที่นำไปดัดแปลงให้ใช้ก๊าซได้ จะเพิกเฉยต่อระบบน้ำมันโดยไม่ใช้งานและไม่ทำการตรวจสอบเลยเป็นเวลานาน
จนกระทั่งแม้จะเกิดการรั่วหรือมีการเปื่อยยุ่ยของระบบท่อส่งน้ำมันเจ้าของรถก็ไม่รู้ตัว เมื่อเครื่องยนต์ทำงานและมีการฉีดออกมาของน้ำมันตามรอยรั่ว ไปโดนประกายไฟหรืออุปกรณ์ที่มีความร้อนสูงจึงเกิดไฟไหม้ แล้วลุกลามไปยังส่วนที่มีก๊าซบรรจุอยู่ ไฟจึงไหม้ลามไปเร็วและรุนแรงหรืออาจจะเกิดการระเบิดขึ้นมา จนทำให้คนสรุปเอาเองว่าไฟไหม้เพราะก๊าซ
ดังนั้นไม่ว่ารถยนต์ของท่านจะใช้เชื้อเพลิงชนิดใดก็ตาม ก็ควรต้องตรวจสอบระบบการส่งเชื้อเพลิงอย่างละเอียดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหากพบว่ามีกลิ่นของเชื้อเพลิงเล็ดลอดออกมาจนรับรู้ได้ จงอย่าเพิกเฉยใช้รถต่อไปอย่างเด็ดขาด ต้องนำรถเข้าไปตรวจสอบที่มาของกลิ่นเชื้อเพลิงนั้นๆ อย่างรวดเร็ว
เมื่อพบว่ามีเปลวหรือกลุ่มควันไฟเกิดขึ้นในห้องเครื่องยนต์ใต้ฝากระโปรง จงจำไว้ว่าห้ามผลีผลามเปิดฝากระโปรงขึ้นมาอย่างเด็ดขาด เพราะทันทีที่ฝากระโปรงเปิดขึ้นมา ก็เท่ากับว่าเรากำลังนำเอาอากาศที่มีออกซิเจนอยู่ด้วย เข้าไปช่วยทำให้ไฟลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนเปลวไฟอาจจะสวนเข้ามาปะทะใบหน้าของคนที่เปิดฝากระโปรงได้
หากไม่มีเครื่องมือในการดับไฟและไม่รู้ว่าจะรับมือกับไฟอย่างไร คำแนะนำที่ดีที่สุดคือพาตัวหนีออกไปให้ห่างจากจุดที่เกิดไฟไหม้ให้ไกลที่สุดและรวดเร็วที่สุด และถ้าเป็นไปได้ควรหาเวลาเรียนรู้วิธีการรับมือหรือวิธีการดับไฟที่เกิดขึ้นในรถเอาไว้ด้วย ก็จะดีต่อตัวเองและผู้อื่นเป็นอย่างยิ่งครับ


