วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ของดีและฟรีไม่มีในโลกนี้

ซื้อรถจะยี่ห้อไหนรุ่นไหนซื้ออย่างไรให้คุ้มค่าเงินที่เสียค่าดูแลค่าซ่อม น้อยที่สุดเพราะของดีและฟรีไม่มีในโลกนี้

คำกล่าวที่ว่า "ของดีและฟรีไม่มีในโลกนี้" บางครั้งก็สามารถนำมาใช้กับการเลือกซื้อสินค้าได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นเรื่องของการซื้อรถยนต์ที่ผมได้รับคำถามจากผู้อ่านและผู้ฟังรายการวิทยุบ่อยๆ ว่า "จะซื้อรถยนต์ยี่ห้อไหน หรือรุ่นไหนถึงจะดีคุ้มค่าเงิน" เมื่อผมแนะนำว่ารถยนต์ยี่ห้อนั้นรุ่นนี้มีจุดเด่นจุดด้อยอยู่ตรงไหนอย่างไร ทั้งในแง่ของราคาซื้อ, ค่าซ่อมบำรุง, อัตราการบริโภคเชื้อเพลิง และ ราคาขายต่อ ฯลฯ ผู้ถามจำนวนไม่น้อยก็มักจะบอกว่า “ผมต้องการซื้อรถยนต์มาใช้งาน ไม่สนใจค่าซ่อมและราคาขายต่อ” แล้วท้ายที่สุดก็ตัดสินใจซื้อรถยนต์ยี่ห้อและรุ่นไปตามการตัดสินใจของแต่ละคน

ขณะที่อยู่ในขั้นตอนการเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่ หลายคนให้ความสนใจกับอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ทันสมัยและประสิทธิภาพของรถยนต์เป็นหลัก ส่วนมากมักจะไม่สนใจการตรวจสอบค่าซ่อมบำรุงและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน บางคนเข้าข่ายมาทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงแพงขึ้นด้วยตนเองภายหลังจากการซื้อมาแล้วด้วยซ้ำ

ผมมีตัวอย่างเรื่องนี้ที่อยากนำมาเขียนเล่าสู่กันฟังเป็นอุทาหรณ์เอาไว้คือ เมื่อ 3 ปีที่แล้วเพื่อนรักของผมคนหนึ่ง มาขอแนะนำเกี่ยวกับการซื้อรถให้ลูกชายผู้ที่เพิ่งจบการศึกษามาจากต่างประเทศใหม่ๆ และเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นพนักงานบริษัทเอกชนได้รับเงินเดือนประมาณ 3 หมื่นบาท พ่อแม่ที่มีฐานะอยู่ในขั้นดีมาก จึงให้รางวัลด้วยการออกเงินซื้อรถให้ตามความพอใจของลูกชาย

หลังจากที่ผมให้คำแนะนำยี่ห้อและรุ่นไปหลากหลายแล้ว ท้ายที่สุดหนุ่มน้อยผู้เป็นคนทันสมัยและมีวิธีคิดตามแบบฉบับของคนรุ่นใหม่ ตัดสินใจเลือกรถยนต์สัญชาติยุโรปยี่ห้อดังที่มีอุปกรณ์และระบบต่างๆ ดีเยี่ยม เช่น มีระบบช็อคแอบซอบเบอร์ไฟฟ้าที่สามารถปรับได้ 3 ระดับตลอดเวลา ด้วยปุ่มปรับข้างคันเกียร์, มีสปอยเลอร์ท้ายที่ยกตัวขึ้นอัตโนมัติเมื่อความเร็วถึงระดับที่ถูกตั้งเอาไว้ แถมยังเลือกเอายางขนาด 20 นิ้วเป็นยางติดรถ

ในขณะที่รถยนต์ยี่ห้อและรุ่นดังกล่าวมีรุ่นมาตรฐานวางจำหน่ายคู่กันไปด้วย แต่ช็อคแอบซอบเบอร์เป็นแบบปรกติไม่สามารถปรับระดับได้ สปอยเลอร์ท้ายไม่มีระบบอัตโนมัติแต่มีระบบไฟฟ้าที่สามารถกดให้ยกหรือลดระดับลงได้ และยางติดรถเป็นแบบมาตรฐานทั้ง 4 ล้อเป็นขนาด 17 นิ้วเท่านั้น ราคาจำหน่ายของรถยนต์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันซึ่งมีเครื่องยนต์และเกียร์เหมือนกันแต่มีอุปกรณ์ต่างกันนั้น แตกต่างกันถึงคันละเกือบ 5 แสนบาท จากราคาขายรุ่นมาตรฐานคันละ 3 ล้านบาทเศษ ซึ่งเทียบสัดส่วนราคาเป็นร้อยละแล้วถือว่าสูงมากเอาการทีเดียว

ลูกชายของเพื่อนผมใช้รถคันดังกล่าวไปได้ประมาณ 3 ปี ก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยางและชิ้นส่วนบางอย่างเริ่มชำรุด ราคาค่ายางขนาด 20 นิ้วแบบแก้มเตี้ยเส้นละ 3 หมื่นบาทเศษๆ เปลี่ยน 4 เส้นต้องจ่ายเงินมากกว่า 1.3 แสนบาท

ช็อคแอบซอบเบอร์ไฟฟ้าปรับระดับได้มีน้ำมันรั่วซึมออกมาเพียงแค่ 1 ต้น แต่ศูนย์บริการตีราคาค่าเปลี่ยนทั้งชุด 4 ต้น 2 แสนบาทเศษ ไม่สามารถเปลี่ยนเพียงแค่ต้นเดียวได้ เพราะศูนย์บริการอ้างว่าช็อคแอบซอบเบอร์สั่งมาเป็นชุดไม่อย่างนั้นก็ต้องดัดแปลงให้กลับมาเป็นช็อคแอบซอบเบอร์แบบมาตรฐานปรับไม่ได้ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 6 หมื่นบาท เป็นค่าดัดแปลงและค่าช็อคแอบซอบเบอร์เพียงแค่ต้นเดียว

ส่วนสปอยเลอร์ด้านท้ายที่ชำรุดเพราะไปจอดซ้อนคันตามห้างสรรพสินค้า แล้วโดนคนอื่นมาดันรถให้หลบจากการกีดขวางจนทำให้ระบบอัตโนมัติไม่ทำงาน หากจะซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมต้องเสียเงินประมาณ 8 หมื่นบาท หรือหากตัดระบบอัตโนมัติออกและปรับด้วยไฟฟ้าตามรุ่นมาตรฐานก็จะต้องจ่ายเงิน 5 หมื่นบาท

ทั้งหมดนั้นหากลูกชายของเพื่อนผมซื้อรถยนต์รุ่นและยี่ห้อเดียวกันแต่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เมื่อจะต้องทำการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนยางตามรายการเดียวกัน ก็จะมีค่าใช้จ่ายรวมเบ็ดเสร็จเพียงแค่ 2 แสนบาทต้นๆ เท่านั้น แต่ในกรณีตัวอย่างนี้ยังดีที่พ่อของเจ้าของรถหรือเพื่อนของผม เป็นนักธุรกิจที่มีฐานะดีมากจึงสามารถออกค่าใช้จ่ายช่วยลูกได้

มิฉะนั้นหากคิดราคาค่าตัวรถและค่าซ่อมบำรุงที่ต่างกัน จะพบว่าสามารถนำมาเป็นเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเติมรถวิ่งใช้งานได้อีกนานนับปีเลยทีเดียว ทั้งนี้หากจะถามว่าแล้วรถยนต์ที่ต่างอุปกรณ์กันเช่นนี้มีข้อดีต่างกันหรือไม่ก็ต้องตอบว่าต่างกันแน่นอน แต่การจะตัดสินใจเลือกชนิดไหนอย่างไรนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับฐานะหรือสภาพเศรษฐกิจของผู้เป็นเจ้าของเป็นสำคัญด้วย

เพราะของดีและฟรีไม่มีในโลกนี้แน่นอนครับ