วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บีเอ็มดับเบิลยู "ไอ8" หรู แรง รักษ์โลก

บีเอ็มดับเบิลยู ใช้เวลา 5 ปี ในการสร้างจินตนาการให้เป็นความจริง สำหรับ "ไอ8" รถไฮบริด ปลั๊ก-อิน

หลังจากปี 2552 ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากมิวนิค เผยโฉมรถต้นแบบที่ชื่อว่า "บีเอ็มดับเบิลยู วิชั่น เอฟฟิเชียน ไดนามิคส์" ซึ่งในวันนั้น อาจจะมีไม่มากคนนักที่คิดว่า บีเอ็มดับเบิลยูจะสร้างรถที่มีรูปร่างหน้าตาและเทคโนโลยีล้ำสมัยออกมาในเชิงพาณิชย์

"ไอ" ถือว่าเป็นยี่ห้อย่อย หรือ ซับแบรนด์ สถานะเดียวกับ ตระกูล เอ็ม แต่มันพัฒนาไปคนละทาง แต่สุดผลงานที่ได้มีบางอย่างที่อยู่ใกล้กัน นั่นคือ อารมณ์สปอร์ต แต่สิ่งที่ไอ 8 จะเด่นกว่าก็คือ ความประหยัด และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมันมีอัตราปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 49 กรัม/กม.เท่านั้น

ไอ 8 เลิกเส้นทางที่เมินเฉยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ แต่หันไปใช้เครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นเครื่องขนาดเล็กที่ใช้พื้นที่ซ่อนตัวไม่มากนักอยู่ด้านท้าย เป็นเครื่องยนต์ 3 สูบ 1.5 ลิตร เทอร์โบ แต่กำลังที่ได้ไม่เล็กตาม เพราะมันให้แรงม้าถึง 231 ตัว กับแรงบิด 320 นิวตันเมตร

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ไอ 8 ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งอยู่ด้านหน้ารถ ซึ่งมันช่วยเติมพลังให้อีก 131 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร ซึ่งวางอยูู่ด้านหน้า และรับพลังงานจากแบตเตอรี่ที่กระจายอยู่หลายส่วน เพื่อลดการรบกวนพื้นที่ใช้งาน และกระจายน้ำหนักให้สมดุล ไม่เว้นแม้แต่ในคอนโซลเกียร์

รถหลายรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยู มีเป้าหมายในการพัฒนาสำคัญอย่างหนึ่งคือการกระจายน้ำหนักให้เท่ากัน และไอ 8 ก็ทำได้เช่นกัน เพราะมันมีน้ำหนักลงที่ล้อหน้าและหลัง 50/50

ส่วนน้ำหนักตัวโดยรวม ก็ถือว่าควบคุมได้ดี มันหนักแค่ 1,485 กก. ทั้งที่ต้องแบกน้ำหนักแบตเตอรี่ไว้ไม่น้อย ซึ่งก็คงต้องยกความดีความชอบให้กับ คาร์บอนไฟเบอร์ที่นำมาใช้ในไอ8 อยู่หลายส่วนทีเดียว มันเป็นวัสดุที่เบากว่าอะลูมิเนียม 30% และเบากว่าเหล็กกล้า 50% แต่มีความแข็งแรงมากกว่า

ไอ เป็นเหมือนการแยกตัวออกจากครอบครัวไปสร้างอาณาจักรใหม่ของตนเอง ดังนั้นการออกแบบของมันจึงต้องมีเอกลักษณ์ มีจุดขายที่โดดเด่น แต่อย่างไรก็ตามต้องไปลืมเอาป้ายประจำตระกูลไปติดด้วย

เราจึงเห็นทั้งรูปทรงที่โฉบเฉี่ยว แปลกตา ทั้งเส้นสายต่าง รายละเอียดอุปกรณ์ในแต่ละส่วนที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งเพื่อความสวยงาม หรูหรา และสมรรถนะ แต่ยังมีความเป็นบีเอ็มดับเบิลยูอยู่ อย่างน้อยรูปทรงกระจังหน้าไตคู่ก็ยังคงติดตัวมา และมันออกแบบสอดรับได้ดีกับโคมไฟหน้า ที่เพิ่มความหรูหรา และปลอดภัย ด้วยไฟหน้าแบบเลเซอร์ที่ให้ลำแสงไกลกว่าเดิมอย่างมาก

ไอ 8 มีส่วนสูงไม่มากนัก ตามแบบฉบับยอดนิยมของรถสปอร์ต ประตูเปิดแบบยกขึ้นด้านบน ผมเลือกใช้วิธีหย่อนก้นลงนั่งก่อนดึงขาตามเป้าไป ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมุดเข้าไปอยู่ในตำแหน่งคนขับ

เบาะนั่งโอบกระชับลำตัว และค่อนข้างแข็ง แต่เป็นความแข็งที่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ หรือเมื่อยล้าเมื่อขับขี่นานๆ เข็มขัดนิรภัยถูกส่งมาจากด้านหลัง สีอาจจะดูแปลกตา มันเป็นสีฟ้าใส บีเอ็มดับเบิลยู คงต้องการสื่อถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากไฮบริดคันนี้

ภายในแม้จะคงแนวคิดของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งชุดคอนโซลต่างๆ ที่โอบล้อมลำตัว แต่หลายๆ ส่วนก็ดูแปลกตาออกไป รูปทรงที่ดูอสมมาตร เช่น คอนโซลหน้า คอนโซลเกียร์ ช่องแอร์ แต่ก็รับรู้ได้ทันทีเช่นกันว่ามันสอดรับกับการออกแบบภายนอก

เท้าเหยียบเบรก เอื้อมไปกดปุ่มสตาร์ท ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ เพราะมันเริ่มต้นทำงานด้วยไฟฟ้า แต่บีเอ็มดับเบิลยูแต่งเสียงที่ชวนให้นึกถึงหนังวิทยาศาสตร์ให้รู้ว่ามันพร้อมที่จะโลดแล่นไปบนท้องถนน

ทัศนวิสัยในบางมุมอาจจะดูแคบ โดยเฉพาะด้านหลัง แต่ไม่มีปัญหาต่อการขับขี่ ผมหักหัวรถออกจากโชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลาโน เมืองมิลาน อิตาลี ไปตามเส้นทางที่เนวิเกเตอร์ที่แสดงอยู่ทั้งบนจอขนาดใหญ่ที่ติดตั้งแบบลอยขึ้นมากกลางคอนโซล และยังมีบอกที่กระจกหน้าจากระบบเอชยูดี ลัดเลาะไปตามเส้นทางในเมืองแบบเงียบเชียบ ก่อนตัดเข้าทางด่วน กดคันเร่งลงไปเล็กน้อย รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานตัวเลขดิจิทัลด้านหน้าระบุว่าความเร็วอยู่ที่ 122 กม./ชม.และรู้สึกว่ามันสะดุดอยู่แค่นั้น

นึกขึ้นได้ว่าผมเลือกใช้โหมดไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งตามสเปคระบุว่ามันใช้งานได้ 37 กม.หลังจากชาร์จไฟเต็มที่ และทำความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม.

ถึงตรงนี้นึกขึ้นได้ว่า ถ้ามาตรวัดความเร็วเปลี่ยนมาใช้แบบเข็มจะดูดีกว่าไหม แต่ก็อย่างว่าแหละครับ คงแล้วแต่คนชอบ และการเลือกแบบดิจิทัล ก็คงเป็นไปตามอารมณ์รวมของตัวรถ

จากนั้นปรับมาใช้โหมด คอมฟอร์ท เครื่องยนต์เข้ามามีบทบาท มันใช้เวลาไม่นานเช่นกันที่จะเติมความเร็วไปถึงระดับ 190 กม./ชม. ถือว่าตอบสนองอารมณ์สปอร์ตได้ชัดเจน แม้ว่าจะยังเลือกการทำงานที่โหมดคอมฟอร์ทก็ตาม ขณะที่ช่วงล่างยังจัดการกับเส้นทางต่างๆ ได้ดี พวงมาลัยมีน้ำหนักที่ดี และมันยังคงให้ความเงียบในห้องโดยสาร

พี่ที่นั่งไปด้วยบอกว่าเหมือนยังขาดอะไรสักอย่าง นั่นก็คือ เสียงแบบที่ซูเปอร์คาร์นิยมกัน

ดังนั้น โหมดสปอร์ต จึงถูกนำมาใช้ ระบบจะเข้าไปปรับเปลี่ยนการทำงานของทั้งเครื่องยนต์ให้ตอบสนองดีขึ้น ปรับน้ำหนัก พวงมาลัย และช่วงล่างให้พร้อมรับการขับขี่ที่ดุดันมากขึ้น อารมณ์กระชากกระชั้นเพิ่มเข้ามา พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้น ดุดันขึ้น รวมึงมีเสียงเบิ้ลเครื่องในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ โดยแพดเดิลชิฟท์ ที่พวงมาลัย

"อืม... เสียงดี" แว่วๆเสียงมาจากข้างๆ

แต่บอกตรงๆ หากเลือกแค่ คอมฟอร์ท ผมว่าไอ8 ก็ตอบสนองการขับขี่ที่สนุกสนานได้แล้ว และจุดเด่นที่ชัดเจนของมันก็คือแรงบิดที่เรียกมาได้ตลอดเวลา ช่วยให้อัตราเร่งทำได้ทันอกทันใจ ความรู้สึกหลังติดเบาะ หาได้ไม่ยาก

จุดเด่นอีกสิ่งหนึ่งของไอ8 ก็คือเป็นรถที่ให้อารมณ์สปอร์ตที่ประหยัดน้ำมัน ซึ่งตามสเปคของโรงงานระบุว่าการทดสอบตามมาตรฐานอียู เทสต์ไซเคิล อยู่ที่ 47.6 กม./ลิตร ขับขี่ในเมือง 20 กม.ต่อลิตร และมอเตอร์เวย์ 14.28 กม.ต่อลิตร หรือขับขี่ทางไกล 12.5 กม./ลิตร เรียกว่าเป็นสปอร์ต รักษ์โลกก็ได้ครับ