ถามอย่าง ตอบสองอย่าง

ถามอย่าง ตอบสองอย่าง

"พัฒนเดช" กับอาชีพที่ต้องตอบคำถามเรื่องรถยนต์ ต้องรู้ให้มาก รู้ให้ลึก และทำให้เป็น

ผมเริ่มอาชีพตอบคำถามด้านยานยนต์เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา คนใช้รถส่วนมากจะมีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ถึงขั้นที่ซ่อมบำรุงเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง และเกือบทุกคนจะมีเครื่องมือประจำรถหรือประจำบ้านมากเพียงพอสำหรับทำงาน โดยทุกคนจะมีกล่องเครื่องมือขนาดใหญ่เพียงพอต่อการซ่อมบำรุงเบื้องต้น

คำถามของผู้ใช้รถในยุคนั้นจึงเป็นคำถามระดับที่ช่างสมัยนี้ต้องเรียนรู้กัน เช่น วาล์วไอดีและวาล์วไอเสียต้องตั้งระยะห่างเท่าใด และต้องปรับตั้งระยะห่างของวาล์วขณะเครื่องร้อนหรือเครื่องเย็น คนที่มีหน้าที่ตอบคำถามอย่างพวกผมจึงต้องเรียนรู้และจดจำตลอดเวลาว่า วาล์วทั้งไอดีและไอเสีย, ทองขาว และ หัวเทียน ของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ต้องปรับตั้งระยะห่างเท่าใด

การส่งคำถามเข้ามาก็ใช้จดหมายเป็นช่องทางหลัก ดังนั้นกว่าจะได้รับคำตอบก็ปาเข้าไปถึงประมาณ 2 เดือนนับจากวันที่เริ่มเขียนจดหมาย เพราะทั้งหมดต้องนำไปตอบในนิตยสารรถยนต์รายเดือน มีบ้างที่สอดซองเปล่าติดแสตมป์จ่าหน้าซองถึงตัวเองมาให้ เพื่อจะได้รับคำตอบก่อนนิตยสารออกวางจำหน่าย

คำถามในยุคแรกที่ผมเริ่มเข้าวงการเป็นคำถามเกี่ยวกับการดูแลและซ่อมบำรุงรถ แต่ในยุคถัดมาหรือในยุคที่สองนั้นหนักเข้าไปอีกเพราะเป็นคำถามเกี่ยวกับวิธีการดัดแปลงและโมดิฟายด์รถยนต์ให้เป็นรถแข่งตัวแรง ด้วยว่าในยุคนั้นหากอยากแต่งรถต้องลงมือทำด้วยตัวเอง หรืออย่างน้อยก็ต้องไปหาช่างที่มีหัวทางด้านดัดแปลงตามอู่ แล้วเจ้าของรถต้องแจ้งความประสงค์ว่าให้ช่างทำอย่างไหนเพื่ออะไร

ตัวอย่างของบางคำถามในช่วงแรกนั้นเช่น อยากปรับองศาของลูกเบี้ยวที่แคมชาฟท์เพื่อให้วาล์วไอดีเปิดเร็วขึ้นและวาล์วไอเสียปิดช้าลง ต้องกลึงลูกเบี้ยวไอดีและไอเสียให้เป็นข้างละกี่องศา หรือหากอยากให้อัตราเร่งตีนต้นดีขึ้น ส่วนตีนปลายลดลงเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร เพราะจะได้ประหยัดน้ำมัน ควรใช้นมหนูเดินเบาและนมหนูตัวเร่งเบอร์อะไร

หรือแม้แต่ในยุคที่สามถัดมาซึ่งถือว่าคนที่ใช้รถเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเครื่องยนต์กลไกน้อยลง แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถดูแลรักษารถยนต์ตามมาตรฐานเช่น ตรวจวัดและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้ด้วยตนเอง เป็นต้น คำถามก็จะเกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษารถยนต์และเครื่องยนต์อย่างง่ายๆ

ต่างจากคนใช้รถยนต์ในสมัยนี้ที่มักจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลหรือซ่อมบำรุงเลย แม้แต่วิธีการใช้งานที่ถูกต้องก็ยังคงต้องปรึกษาอยู่ตลอดเวลา เพราะวิถีชีวิตของคนสมัยนี้ที่ต้องใช้เวลาในการทำมาหากินมากขึ้น และเมื่อมีเวลาว่างก็ต้องการไปพักผ่อนหย่อนใจคลายเครียด การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงจึงมอบให้เป็นหน้าที่ของสถานบริการทั้งหมด แม้แต่การล้างรถทำความสะอาดรถก็มีน้อยคนมากที่จะลงมือทำด้วยตนเอง ทำให้คนที่ยังทำหน้าที่ตอบคำถามเช่นผม ต้องปรับวิธีการตอบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

สมัยก่อนผมสามารถตอบคำถามด้วยข้อความสั้นๆ เช่น “ ทำได้” “ทำไม่ได้” ได้ แต่สมัยนี้ผมต้องตอบคำถามยาวมากขึ้นเพราะต้องอธิบายขั้นตอนและบอกถึงข้อห้ามต่างๆ ให้ละเอียด มิฉะนั้นหากผู้ถามหรือผู้อื่นที่ผ่านเข้ามารับรู้คำตอบด้วย เกิดไปทำตามที่ผมตอบอย่างสั้นๆ โดยไม่รู้ขั้นตอนละเอียดแล้วเกิดผลเสียหายขึ้นมาก็จะมาต่อว่าผมเอาในภายหน้าได้

ตัวอย่างเช่นเรื่องการตอบคำถามเกี่ยวกับระบบคลัทช์ของรถยนต์เกียร์ธรรมดา ในทุกยุคสมัยก่อนหน้านี้เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคลัทช์และส่งคำถามเข้ามา ผมก็จะตอบเพียงแค่ว่าให้ไปทำการทดสอบดูว่าคลัทช์ยังมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ตอบเพียงเท่านี้คนถามก็รู้ว่าจะต้องไปทำอย่างไร หรือในสมัยต่อมาจะตอบให้ละเอียดหน่อยก็บอกว่า

หากรถยนต์ของคุณเร่งเครื่องแล้วรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น แต่รถไม่วิ่งหรือไม่พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ให้สงสัยไว้ก่อนว่าคลัทช์ของรถคุณกำลังจะหมดหรือเสื่อมสภาพ ให้ทำการตรวจสอบด้วยการติดเครื่องยนต์ขึ้นมา จากนั้นดึงเบรกมือขึ้นให้สุด แล้วจึงเหยียบคลัทช์และโยกคนเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์สอง เมื่อคลายน้ำหนักเท้าเพื่อปล่อยแป้นคลัทช์โดยที่ยังคาเบรกมือเอาไว้ ให้สังเกตว่าเครื่องยนต์ดับลงไปทันที่ปล่อยคลัทช์สุดแล้วหรือไม่ ถ้าดับทันทีก็แสดงว่าคลัทช์ยังสามารถใช้งานต่อไปได้อีกนาน แต่หากเครื่องยนต์ไม่ดับหรือยังติดอยู่อีกสักพักหนึ่งแล้วจึงค่อยดับก็แสดงว่าคลัทช์ของคุณสึกหรอจนใกล้จะหมดสภาพการใช้งานแล้ว

พอมาถึงทุกวันนี้ผมก็ยังต้องบอกต่อท้ายจากคำตอบที่ยืดยาวไปแล้วนั้นอีกว่า แต่การตรวจสอบเช่นนี้จงอย่าได้ทำกันบ่อยครั้งนะครับ เพราะทุกครั้งที่ทำการตรวจสอบเช่นนี้จะทำให้คลัทช์สึกหรอมากกว่าปรกติ คลัทช์ที่ยังพอใช้งานได้แต่ต้องถูกกระทำเช่นนี้อาจจะหมดสภาพไปทันทีก็ได้ นี่คือการตอบคำถามให้คนใช้รถยนต์จากคำถามเดียวกันแต่ต่างยุคต่างสมัยกันครับ