โลกของรถยนต์ในยุคเริ่มแรกไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมาก ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่นำมาใช้งานและในด้านของกลไกการตลาด
ที่เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ขายรถยนต์ ด้วยว่าในยุคสมัยก่อนนั้นรถยนต์เป็นสินค้าหรือเป็นเครื่องมือที่มีราคาแพง และมีความทันสมัยเมื่อเทียบกับชีวิตประจำวันของคน
ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันหนึ่งเพื่อมาใช้งาน จึงต้องค้นคว้าหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้านครบถ้วน ซึ่งหมายถึงต้องศึกษาหาความรู้ถึงวิธีการใช้งาน, วิธีการดูแลรักษาด้วยตนเอง และรวมเลยไปถึงวิธีการซ่อมบำรุงเบื้องต้นด้วยตนเองด้วย เพราะผู้จำหน่ายรถยนต์ในยุคแรกๆ มักจะทำหน้าที่เพียงแค่การจำหน่าย ส่วนงานบริการนั้นผู้ที่ซื้อไปแล้วต้องไปหาสถานที่อื่นๆ เช่นตามปั๊มน้ำมันหรือตามอู่ทั่วไป ให้ทำหน้าที่บริการรถยนต์ของตนเอาเอง หรือหากมีความรู้ด้านเครื่องยนต์ก็ต้องลงมือทำการซ่อมบำรุงด้วยตนเอง
รถยนต์ในยุคแรกมีการจำแนกประเภทออกไปเพียง 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ รถยนต์ประเภทรถเก๋งนั่ง และ รถยนต์ประเภทรถบรรทุกเท่านั้น หรือหากจะแบ่งแยกย่อยออกไปอีกก็พอที่จะแบ่งได้ เช่น รถยนต์ประเภทเก๋งนั่งแบ่งออกเป็นรถยนต์เก๋งครอบครัว และรถยนต์เก๋งนั่งแบบสปอร์ต เพียงเท่านั้น ส่วนรถยนต์ประเภทบรรทุกก็คงแบ่งได้แค่รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่และรถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก
แต่เมื่อการแข่งขันในธุรกิจรถยนต์มีความรุนแรงมากขึ้น เพราะโรงงานที่ผลิตรถยนต์สามารถทำการผลิตรถยนต์ได้รวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีรถยนต์ออกสู่ตลาดมากจนเกินความต้องการของผู้บริโภค นักการตลาดที่ชาญฉลาดจึงริเริ่มทำการจำแนกประเภทรถยนต์ให้หลากหลายออกไป และทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกคล้อยตามว่า รถยนต์แต่ละประเภทแต่ละชนิดควรถูกนำไปใช้งานต่างกัน ไม่ควรนำรถยนต์คันเดียวไปใช้งานหลากหลายลักษณะ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้ จากนั้นนักการตลาดจึงให้ฝ่ายผลิตทำการผลิตรถยนต์ในรูปทรงที่ต่างกันออกไป และมีระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายแตกต่างกันมากขึ้น
ราวปี ค.ศ.1990 จึงเริ่มมีการใช้คำจำกัดความของรถยนต์แต่ละประเภทเพิ่มขึ้นมาจากรถยนต์เก๋งนั่งและรถยนต์บรรทุกเช่น SUV (Sport Utility Vehicle), MPV Multipurpose Vehicle) ซึ่งสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆดังนี้ คือ SUV หมายถึงรถยนต์ชนิดที่มีรูปทรงแบบรถตรวจการณ์ท้ายตัด พื้นรถจะมีความสูงขึ้นมาจากพื้นถนนมากกว่ารถยนต์เก๋งทั่วไป และต้องมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อให้สามารถขับผ่านพื้นถนนทุรกันดารและผ่านอุปสรรคได้มากกว่ารถยนต์ประเภทอื่นๆ
ส่วนรถยนต์ประเภท MPV หมายถึงรถยนต์ที่ลักษณะคล้ายกันกับรถตู้บวกกับรถเก๋ง โดยเอาข้อดีของรถตู้ทางด้านพื้นที่ใช้สอยมาก มารวมกันกับความขับง่ายควบคุมง่ายของรถเก๋งมารวมกัน หรือเท่ากับเป็นรถยนต์ตู้แบบใช้งานส่วนบุคคล ซึ่งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายเหมือนรถเก๋งตัวรถมีขนาดเล็กกว่ารถตู้แต่ใหญ่กว่ารถเก๋งขนาดใหญ่นั่นเอง
แต่เมื่อการแข่งขันในโลกของธุรกิจไม่เคยหยุดนิ่ง ผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่ได้รับความนิยมจากรถยนต์บางประเภทสู้แข่งไม่ได้ จึงทำการปรับปรุงรถยนต์ที่ตนเองมีอยู่ แล้วปรับเพียงแค่รูปทรงเพื่อให้เข้ากับความนิยมของผู้บริโภคในช่วงเวลานั้นๆ จากนั้นจึงอาศัยกลไกทางการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกคล้อยตามว่า รถยนต์ของตนเองนั้นเหมาะสมที่จะซื้อไปใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์มากขึ้น แล้วก็จัดหมวดหมู่แยกประเภทรถยนต์ของตนเองลงไปไว้ในประเภทที่คิดว่าจะเข้าไปแย่งสวนแบ่งทางการตลาด หรือตามประเภทที่คิดว่าตนเองมีความได้เปรียบคู่แข่ง
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันนี้มีรถยนต์จำนวนมากที่มีรูปทรงแบบรถประเภท SUV แต่มีขนาดของตัวถังเล็กลงเทียบได้เพียงแค่รถเก๋งนั่งขนาดกลางค่อนข้างเล็กเท่านั้น แถมยังมีระบบขับเคลื่อนเพียงแค่ 2 ล้อหน้าหรือ 2 ล้อหลังเท่านั้น หรือบางยี่ห้อใช้เครื่องยนต์, ระบบถ่ายทอดกำลัง และ ระบบช่วงล่างร่วมกันกับรถเก๋งขนาดเล็กด้วย
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้มักจะถูกจัดรวมกลุ่มอยู่กับรถยนต์แบบ SUV แต่หากดูที่ขีดความสามารถตามคำจำกัดความแล้วจะพบว่า เป็นเพียงแค่รถเก๋งแบบตรวจการณ์ท้ายตัดตัวถังยกสูงเท่านั้น ซึ่งรถยนต์แบบนี้เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองที่มีการจราจรติดขัดและมีตรอกซอกซอยแคบ ด้วยว่าที่นั่งของคนขับสูงมองเห็นได้ไกลทัศนวิสัยดี หรือจะใช้ในสภาพพื้นผิวถนนที่อยู่ในระหว่างรอการซ่อมบำรุงหรือรอการพัฒนาก็ได้
เพราะพื้นรถสูงทำให้สามารถแล่นผ่านอุปสรรคต่างๆได้ดีกว่ารถเก๋ง แต่ไม่ควรนำไปใช้ในลักษณะความเร็วสูงๆ เช่น รถเก๋ง เพราะด้วยความที่พื้นรถมีระยะห่างจากพื้นถนนมากกว่ารถเก๋ง จึงทำให้เกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์มากเมื่อขับอยู่ในทางโค้ง หรือเมื่อเปลี่ยนช่องทางเดินรถด้วยความเร็วและในมุมแคบ
ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะตั้งตนเป็นผู้จัดหมวดหมู่ หรือจำแนกประเภทของรถยนต์แต่อย่างใด เพียงแต่อยากจะบอกกับผู้บริโภคที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ว่า อย่าไปหลงยึดติดกับประเภทของรถยนต์ตามที่นักการตลาดของเขาจัดเอาไว้ หรือตามที่สื่อใช้เรียกเพื่อความสะดวกในการเข้าใจตรงกัน แต่จงหาข้อมูลให้ถี่ถ้วนว่ารถยนต์คันนั้นๆไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็นรถประเภทไหน มีขีดความสามารถเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ตนเองต้องการหรือไม่ เพื่อที่ว่าท่านจะได้ไม่ผิดหวังในการจ่ายเงินซื้อรถยนต์มาใช้งานครับ


