สัปดาห์ที่แล้วผมเล่าให้ฟังถึง มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ไปแล้ว คราวนี้ถึงคิวของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน
ซึ่งมาสด้าเพิ่งจะตัดรถออกมาให้ลองกัน
เครื่องยนต์เบนซิน ของซีเอ็กซ์-5 ที่เรียกว่า สกาย แอคทีฟ จี เป็นการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้ทำงานได้ดีขึ้น จุดเด่นหนึ่งที่มาสด้าทำได้ แต่ยังไม่มีใครทำได้ก็คือ การทำให้กำลังอัดสูงที่สุดในขณะนี้คือ 14:1 ในรุ่น 2.0 ลิตร ส่วน 2.5 ลิตร อยู่ที่ 13:1
และในส่วนของท่อไอเสียก็ออกแบบเป็น 4-2-1 คือ ออกจากเครื่องมา 4 จากนั้น 4 รวมกัน 2 คู่ เหลือ 2 และ 2 ไปรวมกันเหลือ 1 ซึ่งมาสด้าบอกว่าทำให้การออกแบบเช่นนี้ จะช่วยลดอุณหภูมิได้ดีกว่าที่ใช้ท่อแบบ 4-1 และจะช่วยการน็อคของเครื่องยนต์ได้
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่วน 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 192 แรงม้าที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 256 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบ/นาที ทั้ง 2 รุ่น ใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า
ส่วนของตัวรถนั้นคงจะไม่ต้องพูดเยอะ เพราะพูดไปเมื่อครั้งขับดีเซลบ้างแล้ว แต่จริงๆแล้วผมลืมพูดถึงการออกแบบประตูไปนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาบางอย่างของรถที่ออกแบบมาให้ลุยนอกถนนได้ ซึ่งแน่นอนโอกาสที่เลอะเทอะฝุ่น โคลนนั้น มีมากกว่ารถอื่น ซีเอ็กซ์-5 ก็เลยออกแบบประตูให้ปิดคลุมขอบประตู ดังนั้นเมื่อตัวถังเลอะเทอะ ก็จะติดที่ขอบประตู เท่านั้น ช่วยให้เมื่อก้าวขึ้นรถ ก็ไม่ต้องกลัวว่าขา หรือกางเกงจะเปรอะเปื้อน
กลับมาที่เรื่องการขับขี่ครับ เส้นทางทดสอบครั้งนี้คือ พระราม 2 เข้าเพชรเกษม ก่อนออกจากถนนหลักเข้าไปทางเส้นหนองหญ้าปล้อง เฉียดไปใกล้ๆแก่งกระจาน เข้ายางชุม หนองพลับ ไปโผล่ถนนเข้าป่าละอู ก่อนออกมาเพชรเกษมอีกครั้ง มุ่งหน้า กุยบุรี
เส้นทางค่อนข้างหลากหลายมีทั้งทางไฮเวย์ ทางชนบท แบบ 2 เลนสวนทาง ทางผ่านป่าเขา คดโค้ง ทางฝุ่นอีกเล็กน้อยรวมทั้งทางที่ไม่ได้อยู่ในแผน แต่ต้องเจอ ก็คือ ทางหลุมบ่อ ขรุขระ เนื่องจากถนนพัง แต่ก็ช่วยให้รู้จักรถดีขึ้นอย่างน้อย 3 อย่าง คือ การดูดซับแรงสั่นสะเทือน ความสามารถในการควบคุมรถของคนขับ เพราะต้องหักหลบอยู่ตลอดเวลา กับการยึดเกาะถนนและความคล่องตัว
ตลอดเส้นทางทั้งหมด ซีเอ็กซ์-5 เบนซิน ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สอบผ่านทุกอย่างครับ การยึดเกาะถนนของช่วงล่างยังเป็นจุดเด่นเช่นเดียวกับดีเซลที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ไม่ว่าจะเป็นความนิ่งในการขับบนไฮเวย์ด้วยความเร็ว 160-170 กม./ชม. หรือความนิ่ง และความแม่นยำเมื่อขับในเส้นทางโค้ง อาการโยนตัวน้อย ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น
ส่วนเครื่องยนต์ก็ตอบสนองได้เพียงพอกับการใช้งาน แน่นอนว่ารุ่น 2.0 หากใจเร็ว คงจะต้องเท้าหนักสักหน่อยในการกดคันเร่งลงไปเพื่อเรียกกำลัง แต่ผมสรุปอย่างนี้ครับว่าตลอดเส้นทางที่ต้องมีการใช้เบรก และเร่งแซงบ่อยครั้ง ก็ไม่เคยมีช่วงให้รู้สึกว่าต้องลุ้นเหนื่อยครับ ส่วน 2.5 แน่นอน ลื่นไหลมากขึ้น เรียกว่าขับสนุกมากขึ้น ในด้านของกำลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้รวดเร็วกว่า
แต่ถ้าใครมาถามผมว่าจะเลือกรุ่นไหนดี ก็คงต้องตอบว่า ถ้ามีข้อจำกัดด้านงบ หรือไม่อยากจ่ายมาก 2.0 พอแล้ว ขับไปไหนก็ได้ทั่วไทย ขับสนุกด้วย และประหยัดกว่าตัวอื่น แต่ถ้ามีเงินเติมอีกสักนิด อยากได้รถที่ตอบสนองดีขึ้น ก็ขยับไป 2.5 แต่ถ้าต้องการอารมณ์แบบสปอร์ตเต็มที่ และเงินระดับล้านหกล้านเจ็ดไม่ใช่ปัญหา ก็น่าจะเอาดีเซลมาประดับบ้านไว้สักคันครับ


