สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับไฟลุกไหม้รถยนต์เอาไว้แล้วบอกว่าสัปดาห์นี้จะมาเขียนต่อถึงวิธีการรับมือกับไฟไหม้รถ
และไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอพูดถึงต้นเหตุบางประการที่เจ้าของรถเป็นผู้ทำให้เกิดไฟไหม้รถโดยไม่รู้ตัว เพื่อที่จะได้สมบูรณ์ครบถ้วนทั้งในแง่ของการป้องกัน และการแก้ไขไปในคราวเดียวกันนี้ด้วย
ก่อนที่จะเข้าไปสู่เรื่องของไฟไหม้รถ ผมขออนุญาตแวะมาที่เรื่องของระบบการแก้ไขเมื่อรถเกิดไฟลุกไหม้ที่ค้างไว้ในสัปดาห์ที่แล้วก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์โดยสารสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันเป็นรถยนต์ที่มีทั้งใช้น้ำมันและใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง แต่มีรถยนต์โดยสารสาธารณะเพียงไม่กี่คัน หรือไม่เกินกว่าร้อยละสิบห้ามีเครื่องดับเพลิงติดตั้งประจำรถ ที่แย่กว่านั้นคือเครื่องดับเพลิงที่ติดตั้งประจำรถส่วนใหญ่ ไม่สามารถใช้งานดับเพลิงได้อย่างเหมาะสมกับเชื้อเพลิงที่รถคันนั้นๆ ใช้อยู่
เจ้าของรถที่ตระหนักถึงภัยจากไฟไหม้รถจนถึงขั้นซื้อเครื่องดับเพลิงไว้ประจำรถ ส่วนหนึ่งยังไม่รู้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องดับเพลิงที่มีต่อเชื้อเพลิงแต่ละอย่างนั้นแตกต่างกันมาก เช่น เครื่องดับเพลิงชนิดฉีดพ่นออกมาเป็นโฟม แม้ว่าจะมีขีดความสามารถดับไฟลุกไหม้ได้ดีมาก แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่ไม่เหมาะสมกับการดับไฟที่มีระบบไฟฟ้ากระแสสลับอยู่
หรือเครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซ CO2 ซึ่งมีข้อดีตรงที่ไม่ทิ้งร่องรอยความเสียหายจากสารที่ใช้ดับไฟเอาไว้ แต่มีข้อด้อยตรงที่ไม่สามารถพ่นไปดับเพลิงที่ลุกไหม้ได้ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีลมพัด หรืออุปกรณ์ดับเพลิงแบบเป็น ลูกแก้ว ใช้ขว้าง ซึ่งมีข้อดีตรงที่สามารถใช้ดับไฟในระยะไกลๆ ได้ แต่มีข้อด้อยตรงที่ใช้ดับเพลิงได้ในรัศมีที่จำกัดเท่านั้น เมื่อต้องใช้จึงต้องใช้อย่างแม่นยำต่อจุดที่เกิดเพลิงลุกไหม้
ส่วนสาเหตุที่เจ้าของรถเป็นตัวการทำให้เกิดไฟลุกไหม้รถยนต์โดยไม่รู้ตัว เช่น การไม่เอาใจใส่ต่อระบบหล่อลื่นทั้งหลายในรถยนต์ ด้วยว่าเมื่อระบบหล่อลื่นล้มเหลว ก็จะทำให้เกิดความร้อนสูงมากจนไฟลุกไหม้ได้ง่าย รวมถึงการไม่เอาใจใส่ต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิง ซึ่งหากมีการรั่วซึมเกิดขึ้นก็เกิดไฟลุกไหม้ได้ง่ายมากขึ้นด้วย หรือการตัดต่อระบบไฟฟ้าภายในรถยนต์อย่างผิดวิธี ก็ส่งผลให้เกิดการลัดวงจรของไฟฟ้าจนทำให้เกิดไฟลุกไหม้
หรือแม้แต่การขับรถลงจากภูเขาหรือทางลาดชัน หากผู้ขับรถขาดประสบการณ์และขับรถอย่างผิดวิธี เช่น ขับรถด้วยวิธีการที่เรียกกันว่าเลียเบรกตลอดเวลา หรือใช้เบรกต่อเนื่องยาวนานเมื่อขับรถลงทางลาดชัน จนทำให้ระบบเบรกและชิ้นส่วนที่อยู่ใกล้เคียงเกิดความร้อนสูง ก็จะส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้
ในกรณีตัวอย่างทั้งหลายที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น หากผู้ขับรถยนต์มีสมาธิกับรถยนต์ตลอดเวลาที่ขับ ก็จะรู้ตัวล่วงหน้าว่ากำลังมีเหตุขัดข้องเกิดขึ้น จนอาจจะนำไปสู่ปัญหาไฟไหม้รถยนต์ได้ เช่น หากทำการสังเกตด้วยการดูมาตรวัดความร้อน หรือหากพบว่ามีกลิ่นเหม็นไหม้เกิดขึ้น ก็ต้องรีบจอดรถหรือดับเครื่องยนต์ แล้วหาต้นสายปลายเหตุของกลิ่นเหม็นไหม้นั้นๆ เพื่อทำการแก้ไขโดยเร็ว อย่าชะล่าใจปล่อยทิ้งไว้จนทำให้เกิดไฟลุกไหม้เป็นอันขาด
หากพบว่ามีไฟลุกไหม้ในห้องเครื่องยนต์ขณะขับรถ ให้จอดรถในพื้นที่ซึ่งเห็นว่าปลอดภัยมากที่สุด หรือนำรถไปจอดให้ห่างจากรถคันอื่นหรือสถานีบริการน้ำมันให้มากที่สุด จากนั้นรีบลงจากรถพร้อมทั้งเครื่องมือดับเพลิงประจำรถ โดยมีข้อควรจำที่ต้องนึกเตือนสติเอาไว้ตลอดเวลาว่า ห้ามเปิดฝากระโปรงหน้ารถเป็นอันขาด ให้มองลอดกระจังหน้ารถเข้าไปที่ห้องเครื่อง เมื่อพบว่ามีเปลวไฟเกิดขึ้นบริเวณใด ก็ให้ใช้เครื่องมือดับเพลิงฉีดน้ำยาเข้าไปตรงจุดนั้นๆ โดยที่ไม่ต้องเปิดฝากระโปรงรถยนต์ขึ้นมา เมื่อเห็นว่าไฟที่ลุกไหม้สงบลงแล้ว จึงค่อยเปิดฝากระโปรงขึ้นมาเพื่อแก้ไขต่อไป
ย้ำว่า อย่าเปิดฝากระโปรงรถยนต์ ขึ้นมานะครับ เพราะทันทีที่ท่านเปิดฝากระโปรงรถยนต์ขึ้นมา ทั้งที่มีเปลวไฟเกิดขึ้นในห้องเครื่องยนต์ ออกซิเจนที่ปะปนอยู่ในอากาศ จะทำให้เปลวไฟพุ่งเข้ามาหาที่ใบหน้าของท่านทันที
หากท่านไม่มีเครื่องมือดับเพลิงประจำรถ ให้หาผ้าหนาๆ ผืนใหญ่ๆ เช่น ผ้าเช็ดตัวมาชุบน้ำให้เปียกโชก จากนั้นจึงเอาผ้ามาบังใบหน้าเอาไว้ และทันที่เปิดกระโปรงรถยนต์ขึ้นมาก็เอาผ้านั้นบังใบหน้า และคลุมลงไปที่ตำแหน่งของเปลวไฟทันที
หากไม่มีผ้าผืนใหญ่เพียงพอ ก็ให้เอาผ้ายางปูพื้นรถขึ้นมาทำการคลุมลงไปที่ตำแหน่งต้นกำเนิดของเปลวไฟแทน เพียงเท่านี้ก็สามารถควบคุมไฟที่ลุกไหม้ ไม่ให้ลุกลามมากขึ้นได้ในระดับหนึ่ง...นะครับ





