"แบงก์ชาติ" จับตาสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หลังสัญญาณค้างชำระหนี้พุ่ง
นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธปท. เริ่มเห็นสัญญาณการค้างชำระหนี้ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการอุปโภคและบริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แต่ฐานของสินเชื่อกลุ่มนี้ไม่ได้สูงมากนัก จึงทำให้ภาพรวมของหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมี NPL เฉลี่ยที่ 2.2% ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้านี้
ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นกลุ่มที่มียอดการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan หรือ SM) เพิ่มขึ้นสูงสุด โดยอยู่ที่ 6.8% เทียบกับไตรมาสแรกซึ่งอยู่ที่ 6.2% ขณะที่ค่าเฉลี่ย SM ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ช่วงไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.2% ส่วน NPL ของกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวที่ 1.7% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ที่เติบโต 1.5%
"ถ้าดูตามตัวเลขสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสัดส่วนหนี้ค้างชำระ โดยเฉพาะ หนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ นั้น กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ถือเป็นตัวที่เพิ่มขึ้นมากกว่าตัวอื่นๆ จึงถือเป็นสัญญาณที่ต้องติดตาม แต่คิดว่าไม่มีอะไรที่ดูแล้วจะกระทบต่อระบบมากมาย เพราะสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมไม่ได้สูงมากนัก" นายอานุภาพกล่าว
ส่วนสินเชื่อกลุ่มอุปโภคบริโภค มีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 30% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมที่ 8.8%
เขากล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาสายกำกับสถาบันการเงินได้เข้าตรวจสอบธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม ถึงการให้สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เพื่อประเมินมาตรฐานและคุณภาพการให้สินเชื่อ โดยในส่วนของสินเชื่ออสังหาฯ นั้นพบว่า คุณภาพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์นั้น เพราะการตรวจสอบเพิ่งแล้วเสร็จไปเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างประเมินผล
การเติบโตของภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบ ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานั้น พบว่ามีการเติบโตที่ 13% แบ่งเป็นการเติบโตในช่วงไตรมาสแรกที่ 13.2% และไตรมาส 2 ที่ 12.8% ส่วนแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในช่วงไตรมาส 3 นั้น คาดว่าอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า การเติบโตของสินเชื่อโดยเฉลี่ยทั้งปีของปีนี้ น่าจะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ธนาคารพาณิชย์ได้วางเอาไว้
"ปีนี้แบงก์พาณิชย์ส่วนใหญ่ตั้งเป้าเติบโตที่ 13-14% ซึ่งครึ่งปีแรกส่วนใหญ่ก็ทำได้ตามเป้าที่วางไว้ ช่วงครึ่งปีหลังหากไม่มีอะไรที่มาทำให้สะดุด ก็คาดว่าโดยรวมจะเติบโตใกล้เคียงกับเป้าที่ได้วางเอาไว้" นายอานุภาพกล่าว
การดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ช่วงที่ผ่านมา ถือว่าใช้หลักความระมัดระวังอย่างมาก สะท้อนจากการทยอยเพิ่มระดับการกันสำรองเพิ่ม ซึ่งเฉพาะไตรมาส 2 ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีการตั้งสำรองเพิ่ม 2.9 หมื่นล้านบาท ถือว่าธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมพอสมควร ที่จะรองรับกับภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอลง
ส่วนการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบไตรมาส 2 ที่โต 12.8% แบ่งเป็น การเติบโตในส่วนของสินเชื่อเพื่อธุรกิจที่โต 10.1% เทียบกับไตรมาสก่อนที่เติบโต 10% ซึ่งสินเชื่อเพื่อธุรกิจยังแบ่งออกได้เป็น สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMES) ที่เติบโต 14.9% เทียบกับไตรมาสก่อนที่โต 16.2% และสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโต 6.2% เทียบกับไตรมาสก่อนที่โต 4.7%
ส่วนสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคช่วงไตรมาส 2 มีการเติบโตที่ 19.5% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่เติบโต 21.3% แบ่งเป็น การเติบโตของสินเชื่อกลุ่มที่อยู่อาศัยที่โต 12.2% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เติบโต 12.5% กลุ่มเช่าซื้อรถยนต์โต 30.2% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่โต 38.7% สินเชื่อส่วนบุคคลโต 22.9% เทียบกับไตรมาสก่อนที่โต 21.8% และ สินเชื่อบัตรเครดิตที่เติบโต 19.5% เทียบกับไตรมาสก่อนที่เติบโต 17.7%
นายอานุภาพ ยังกล่าวถึง ความคืบหน้าการเปิดให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศยื่นขอใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) การจัดตั้งเป็น บริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทย 5 ไลเซ่นส์นั้น จนถึงขณะนี้มีธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 5-6 ราย ที่แสดงความสนใจเข้ามาหารือกับทางธปท.แล้ว แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีรายใดยื่นขออนุญาตเข้ามาอย่างเป็นทางการ
"ตอนนี้ก็มีแวะมาคุยกับเรา 5-6 รายได้ แต่เขายังไม่ได้ยื่นคำขอเข้ามา เข้าใจว่าเขาเองต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวเช่นกัน และเราก็เปิดให้ยื่นขอเข้ามาได้จนถึงสิ้นปีนี้ เชื่อจะเริ่มทยอยยื่นขอเข้ามาช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้" นายอานุภาพกล่าว


