ยูดี ทรัคส์ เปิดเกมรุกรถบรรทุกส่ง'เควสเตอร์'ดันยอดขายเพิ่มเท่าตัว
เอบี วอลโว่ สวีเดน เข้าซื้อกิจการ ยูดี ทรัคส์ ญี่ปุ่น จาก ตันจง กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของสิงคโปร์ ในปี 2550 และกลายเป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว 100% แต่สำหรับในไทยการเจรจาต่างๆ ได้ข้อสรุปหลังจากนั้น 4 ปี โดยปี 2554 วอลโว่ก็เข้าบริหารงานอย่างเต็มตัว พร้อมกับตั้งเป้าบุกตลาดอย่างจริงจัง โดยวางให้ ยูดี เจาะตลาดแมส (mass) ขณะที่วอลโว่ กินตลาดบนซึ่งปัจจุบัน รถบรรทุกจากสวีเดน สามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 1
ผู้บริหารวอลโว่ บอกว่า ยูดี ดูเหมือนจะหายไปจากตลาดเมืองไทย แต่วอลโว่มั่นใจว่าจะฟื้นตลาดกลับขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นรถที่มีคุณภาพ และได้รับการยอมรับในตลาดโลก และล่าสุด ยูดี ทรัคส์ เปิดโรงงานที่ญี่ปุ่นให้สื่อมวลชนไทยได้ดูถึงเทคโนโลยี พร้อมกับเปิดเผยรายละเอียดแผนการทำตลาดนับจากนี้
นายเคนเนท ฮากาส รองประธานฝ่ายกลยุทธ์แบรนด์และการตลาด ยูดี ทรัคส์ คอร์ปอเรชั่น ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยูดี มีเป้าหมายที่จะทำตลาดนอกประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น เพื่อหาทางสร้างรายได้เพิ่ม หลังจากที่ตลาดในญี่ปุ่นเริ่มอิ่มตัว ซึ่งเป็นไปตามทิศทางประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตแล้วและมีโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างพร้อม จึงชะลอการลงทุนโครงการใหม่ คล้ายกับตลาดยุโรปบางประเทศ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในอนาคตตลาดจะสดใสขึ้น ตามวงจรขึ้นลงเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ตลาดรถบรรทุกใหญ่ในญี่ปุ่น เคยมียอดขาย 8 หมื่นคันช่วงปี 2533-2534 แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 3-4 หมื่นคัน ทำให้ยูดี ต้องปรับลดการผลิตจาก 2 กะ เหลือ 1 กะ
สำหรับการทำตลาดนอกญี่ปุ่น ยูดี จะเน้นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจเติบโต เช่น จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ และอาเซียน โดยปัจจุบันตลาดใหญ่ของยูดี ทรัคส์ 5 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ส่วนไทยยังไม่ติดอันดับยอดขาย เพราะอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างเพื่อรับตลาดที่กำลังเติบโต โดยได้ลงทุนครั้งสำคัญในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาด้วยงบ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการขยายโรงงานประกอบ 2,000 ล้านบาท ให้มีกำลังการผลิตสูงสุด 20,000 คัน/ปี มากกว่าเดิม 10 เท่า เพื่อรองรับการรุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ทั้งนี้ปัจจุบันยอดขายยูดีในญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วน 43% นอกญี่ปุ่น 57%
สำหรับรถที่ยูดี จะเริ่มต้นการผลิตในไทยคือ เควสเตอร์ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 26 ส.ค.นี้ และเป็นการเปิดตัวรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรกในโลกอีกด้วย
เควสเตอร์เป็นรถบรรทุกหนักมากกว่า 16 ตัน ออกแบบ และผลิต โดยใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับสภาพการใช้งานของประเทศกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มยอดขายนอก ตลาดนอกประเทศญี่ปุ่นให้ได้ และเชื่อว่า เควสเตอร์ จะเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้ยูดีมียอดขายเพิ่มเท่าตัว รวมถึงช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในตลาดหลักๆ ทั่วโลก
"การรุกประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ยูดี ได้เริ่มสร้างแบรนด์มากขึ้น เพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ให้เกิดขึ้น จึงมีการสื่อสารมากขึ้น ผ่านทั้งสื่อดั้งเดิมและออนไลน์ " นายเคนเนทกล่าว
สำหรับตลาดรถบรรทกุในไทยมั่นใจว่าจะมีการเติบโตที่สูง แม้ว่าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐอาจล่าช้าออกไปบ้าง แต่อุตสาหกรรมอื่นๆ ยังคงเติบโต เช่น อาหาร ห้างสรรพสินค้า ค้าปลีก ที่ต้องมีการขนส่งสินค้า เป็นต้น ทั้งนี้ ยูดี ยังมองไทยเป็นฐานการผลิตของอาเซียนอีกด้วย
ด้านนายเอกนาถ สุวินทวงศ์ รองประธานกรรมการฝ่ายขาย และการตลาด ยูดีทรัคส์ คอร์ปอเรชั่น บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยูดี มีเป้าหมายเพิ่มเครือข่ายศูนย์บริการเพิ่มจาก 10 แห่งเป็น 17 แห่ง ภายในปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่สำคัญ คือ การบริการหลังการขาย ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าว่าในอนาคตจะมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 10% จากปัจจุบันทำได้ไม่ถึง 10%
สำหรับตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่เฉลี่ยราคา 3 ล้านบาท/คัน ปี 2555 มียอดขายประมาณ 20,000 คัน เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อนหน้า โดย อีซูซุ และ ฮีโน่ ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 80% ส่วนยูดี ทรัคส์ เคยสามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดได้ 15% แต่ลดลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาช่วงที่ที่กลุ่มตันจงได้สิทธิ์ทำตลาด





