เริ่มต้นขึ้นแล้ว สำหรับงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 27 มี.ค. จนถึง 7 เม.ย.นี้
สำหรับปีนี้มีค่ายรถยนต์เข้าร่วมกว่า 36 บริษัท รถจักรยานยนต์กว่า 7 บริษัท ผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์กว่า 230 ราย ร่วมออกบูธ ภายใต้คอนเซปต์ “Street of automotive fashion หรือ แฟชั่นแห่งโลกยนตรกรรม”
ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่ท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ หลังจากปีก่อนได้โครงการ “รถยนต์คันแรก” หนุนทำให้ยอดจองรถทั้งปีวิ่งไปที่ 1.25 ล้านคัน สถิติที่สูงดังกล่าว ทำให้ค่ายรถจำเป็นต้องงัดทุกกลยุทธ์ออกมาปั้นยอดขายให้ใกล้เคียงปีก่อน
ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรังค์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะประธานการจัดงาน “มอเตอร์โชว์” กล่าวว่าปีนี้คาดว่าจะมีผู้สนใจสั่งจองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 4 หมื่นคัน จากปีก่อนที่มียอดจอง 5.8 หมื่นคัน แม้จะไม่มีโปรเจครถคันแรกสนับสนุน แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นพุ่งแรง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อใน
อุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มขึ้น และถือเป็น "กำลังซื้อที่แท้จริง" ต่างจากปีก่อนที่มาจากการกระตุ้นผ่านรถยนต์คันแรก โดยปีนี้คาดว่ายอดรวมผลิตรถยนต์จะอยู่ที่ 2.7-2.8 ล้านคัน แต่ตลาดส่งออกที่มีสัดส่วน 40% อาจได้รับผลกระทบจาก "ค่าเงินบาทแข็ง" ซึ่งจะทำให้ค่ายรถหันมาโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายในประเทศ "แรง" กว่าทุกปี
"ยอดจองรถในงาน มอเตอร์โชว์ ถือเป็นดัชนีชี้วัดอุตสาหกรรม ประการหนึ่งว่าอยู่ในทิศทางใด อีกทั้งเป็นกลไกวัดเครื่องมือการตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้เป็นอย่างดี"
จากอัตราการขยายตัวของการจัดงาน "มอเตอร์โชว์" ทุกปี ทำให้ปีนี้ได้เตรียมแผนนำมอเตอร์โชว์ เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อวางแผนจัดงานมอเตอร์ โชว์ ในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียนด้วย ตอบรับการประเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ไทยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนในอุตสาหกรรมยานยนต์
"เชื่อว่าปัจจัยลบต่างๆ ในปีนี้จะไม่กระทบอุตสาหกรรมยนตร์ ที่ทุกค่ายต้องงัดกลยุทธ์ออกมาแข่งขัน เพื่อสร้างยอดขายเติบโตในปีนี้" ปราจินกล่าว
ขณะที่มุมมองของภาคอุตสาหกรรม สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าโครงการรถยนต์คันแรก ที่มียอดรวม 1.25 ล้านคัน ได้ส่งมอบไปแล้วในปีที่ผ่านมาราว 5-6 แสนคัน และปีนี้เตรียมส่งมอบ 6 แสนคัน
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. พบว่าหลังจากดีลเลอร์แจ้งให้ลูกค้ามารับรถยนต์ กลับพบว่ามีการขอเลื่อนการรับรถยนต์ไปบ้างส่วน โดยอาจจะรอดูรถยนต์รุ่นใหม่จากงานมอเตอร์โชว์ หรือมีปัญหาด้านการเงิน สถานการณ์ "เลื่อน" รับรถ ถือเป็นเรื่องปกติ แม้ไม่มีโครงการรถยนต์คันแรก เพราะบ้างรายไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งในภาวะปกติอยู่ที่ 10-20% ต่อปี
สำหรับทิศทางตลาดส่งออกรถยนต์ ในปีก่อนที่มีสัดส่วนราว 40% ของยอดการผลิต แต่สถานการณ์ "เงินบาทแข็งค่า" ก็มีผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ส่งออก ที่อยู่ในภาวะขาดทุนจะบาทแข็งกว่า 3% แล้วในขณะนี้อย่างไรก็ตามคงต้องดูยอดจองงานมอเตอร์โชว์ และสำรวจผู้จองว่ามีการรับรถหรือไม่ โดยปีนี้ยังคงเป้าหมายการผลิต 2.5 ล้านคันต่อปี และอาจถึง 2.7-2.8 ล้านคัน
"เรากำลังดูกำลังซื้อในงานบางกอก มอเตอร์ ที่จะสะท้อนภาพรวมอย่างแท้จริง"


