เดือน มี.ค.นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส รุ่นปี 2014 จะเริ่มเดินทางเข้าสู่โชว์รูม เพื่อรอการส่งมอบให้กับผู้ที่ชื่นชอบรถหรูจากสตุทการ์ท
หลังจากที่มันได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แม้จะดูแตกต่างจากรุ่นเดิม แต่ว่าจริงๆแล้ว มันยังไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนใหม่หมด หรือ all new แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ แต่เป็นไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ ทั้งอุปกรณ์ภายนอก ภายใน หรือแม้แต่รูปทรงของตัวถัง
อี-คลาส 2014 ผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบ มีทั้งรูปทรง 4 ประตู ซีดาน หรือจะเอาแบบสเตชั่นแวกอน นอกจากนี้ก็ยังมีคูเป้ และคาบริโอเลต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันไป
รวมไปถึงเรื่องของกระจังหน้าที่สร้างออกมา 2 แบบ ซึ่งก็คล้ายๆ กับรุ่นอื่นๆในยุคหลังๆของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ผลิตมาให้ลูกค้าได้เลือกว่าจะเอาอารมณ์สปอร์ต กับกระจังหน้าแบบ 2 ซี่ ที่ฝังโลโก้ตราดาว 3 แฉกเอาไว้ด้วย หรือว่าอยากได้แบบที่ดูหรูหรา สุขุม เป็นผู้ใหญ่มากกว่ากัน ก็เลือกแบบ 3 ซี่ และโลโก้ตั้งเด่นอยู่บนฝากระโปรงหน้า แบบที่คุ้นเคย
ด้านหน้าโคมไฟออกแบบใหม่ ให้อารมณ์ที่โฉบเฉี่ยว และแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับไฟขับขี่กลางวัน หรือ daylight running แบบแอลอีดี ก็ออกแบบใหม่เช่นกัน
ในช่วงแรก อี-คลาส เผยโฉมรุ่น ซีดาน และสเตชั่นแวกอนออกมาก่อน แบ่งออกเป็น 18 รุ่นย่อย โดยมีรุ่นที่ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 10 รุ่น ประกอบไปด้วย อี 200 ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า อี 250 กำลังสูงสุด 211 แรงม้า อี 300 กำลังสูงสุด 252 แรงม้า อี 300 4MATIC กำลังสูงสุด 252 แรงม้า อี 350 กำลังสูงสุด 306 แรงม้า อี 400 กำลังสูงสุด 333 แรงม้า อี 400 4MATIC 333 แรงม้า อี 500 ขนาด 408 แรงม้า อี 500 4MATIC 408 แรงม้า
เครื่องยนต์ดีเซล มี 7 รุ่น คือ อี 200 ซีดีไอ 136 แรงม้า อี 220 ซีดีไอ 170 แรงม้า อี 250 ซีดีไอ 204 แรงม้า อี 250 ซีดีไอ 4MATIC 204 แรงม้า อี 300 บลูเทค 252 แรงม้า อี 350 บลูเทค 4MATIC 252 แรงม้า และก็ยังมีไฮบริดอีก 1 รุ่น ก็คือ อี 300 บลูเทค ไฮบริด 230 แรงม้า
มันมีระบบสำคัญที่เรียกว่า อินเทลลิเจนท์ ไดรฟ์ ติดตั้งมาด้วย เช่น ระบบเซ็นเซอร์ที่ทำงานกับกล้อง มัลติ เพอร์โพส ช่วยให้มองเห็นภาพแบบ 3 มิติได้ 50 เมตรด้านหน้ารถ เพื่อคอยบอกคนขับว่าจะสามารถแซงได้หรือไม่ควรแซง และยังมีระบบเรดาร์ เพื่อให้ระบบประมวลผล ประเมินเส้นทางข้างหน้า ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากรถที่วิ่งสวนทางมา หรือรถที่ขับตัดข้ามถนน รวมไปถึงอ่านค่าสัญญาณ และป้ายจราจรต่างๆ เพื่อช่วยเตือนผู้ขับขี่ กรณีที่อาจจะเผลอเรอ มองไม่เห็นป้ายจราจร
ระบบอื่นๆ ที่ให้มา เช่น ระบบเตือนที่พวงมาลัย เมื่อผู้ขับขี่ออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้ตั้งใจ และนี่เป็นครั้งแรกที่มีระบบช่วยเบรกในการขับขี่ผ่านทางแยก หรือ บริเวณที่มีคนเดินเท้า ทั้งนี้ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อมีความเสี่ยงจะชนคนเดินเท้าจะทำงานถึงระดับความเร็วในการขับขี่ถึง 50 กม./ชม.เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นความเร็วที่ค่อนข้างสูง และแน่นอนสำหรับผู้ที่ไม่เชียวชาญในการจอดรถ มันมีระบบช่วยจอดมาให้ ที่สำคัญก็คือ มันคุมให้ทั้งพวงมาลัยและเบรก
หลังจากนั้นไม่นาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็เผยโฉมรุ่น อี-คลาส คูเป้ และ คาบริโอเลต์ 4 ที่นั่ง ตามออกมา ซึ่งโจอาคิม ชมิดท์ บอร์ด บริหาร เมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่า 3 คำ สำหรับ คูเป้ และคาบริโอเลต์ ก็คือ Captivating, Athletic และ Passionate และเชื่อว่ามันจะเป็นที่ถูกตาต้องใจของลูกค้า เพราะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาดชนิดมากที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา เรียกว่ามันเป็นรถในความฝันอย่างแท้จริง
ด้านการออกแบบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เล่นคำว่ามันผ่านแนวคิด คือ e-motion at its bes หน้าตามีความแตกต่างไปจากซีดาน และสเตชั่นแวกอน ก่อนหน้านี้
มุมมองที่สำคัญ ก็คือ ไฟหน้าแบบใหม่รวมอยู่ในโคมเดียวกัน ดวงไฟเป็นแบบแอลอีดีชนิดไม่รบกวนสายตาผู้อื่น และก็ยังมีแบบแอลอีดีทั้งหมดเป็นออปชั่นให้ลูกค้าเลือกได้อีกด้วย
กันชนหน้าแบบใหม เรียกว่าเป็นวี-เชพ ได้เต็มปากเต็มคำมากขึ้น ช่องดักลมด้านหน้าขนาดใหญ่แบบผิดหูผิดตา และอาจจะไม่ชินนักกับรถตราดาวสามแฉก แต่มันทำให้รถมีอารมณ์สปอร์ตเพิ่มขึ้น มีพลัง และดุดัน มีมัดกล้ามที่ปีกด้านท้าย บึกบึน ไฟท้ายใหม่ พร้อมกันชนท้ายแบบกว้าง ออกแบบให้ดูเหมือนปีกซ่อนอยู่ในโครงสร้างตัวถัง
คูเป้ ออกแบบให้ดูคลาสสิค ด้วยฝากระโปรงหน้าแบบยาว รูปทรงด้านข้างเรียวยาว หลังคาแบนเรียบ และด้านท้ายที่ดูทรงพลัง และยังโดดเด่นกับมุมมองด้านข้างกับเสาบีที่แทบจะไม่ได้มารบกวนสายตา ทำให้มุมองกว้างขวางอย่างมาก
ภายในปรับปรุงให้ดูหรูหรา มีสไตล์มากขึ้น ใช้วัสดุที่ดูดีขึ้น และที่สำคัญลูกค้ายังสามารถเลือกได้ว่าจะเอาอารมณ์แบบไหน หรูหราแบบลายไม้หรือดูทันสมัยแบบอลูมีเนียม หรือจะเลือกตกแต่งอย่างอื่นก็ได้เช่นกัน อย่างเช่นสีของอุปกรณ์ภายในต่างๆ เป็นต้น





