เอ็กซ์เผิง เสริมตลาด XPENG L03 รถที่จะเข้ามาเป็น fighting model หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เอ็กซ์เผิงวางตำแหน่งตัวเองเป็นตลาดพรีเมียม
การเปิดตลาด XPEGN L03 มาเป็น fighting model นั่นหมายความว่ามันจะมีระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เจาะตลาดลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น หรือ ตลาด แมส (mass) รวมถึงเข้าไปยังตลาดกลุ่มคนหนุ่มสาวมากขึ้น รองรับไลฟ์สไตล์มากขึ้น
เป็นรถที่จัดอยู่ในกลุ่ม BC segment ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของรถในยุคสมัยนี้ไปแล้ว ที่จะกึ่ง ๆ ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหนดี
แต่ถ้าเป็นในอดีต แนวคิดคนจะต่างไป ถกเถียงกันแทบเป็นแทบตายว่าจะจัดมันอยู่ในกลุ่มไหนดี
L03 คนไทยหลายคนรู้จักดีและก็คาดหวังว่าจะเข้ามาทำตลาด ตั้งแต่เปิดตัวในจีน ซึ่งที่นั่นใช้ชื่อว่า Mona ถือว่าเป็น ซับ แบรนด์ ของเอ็กซ์เผิง แต่สำหรับในไทยใช้แบรนด์เอ็กซ์เผิง ซึ่งจะง่ายต่อการสร้างการรับรู้และทำตลาด
L03 มี 3 รุ่นย่ย แม้ว่ายังไม่กำหนดราคาที่แน่ชัด แต่เอ็กซ์เผิงก็สื่อสารไปยังลูกค้าถึงกรอบราคาเพื่อประกอบการตัดสินใจ เริ่มจาก
- Standard Range Plus ประมาณ 8.99 ++ แสนบาท
- Long Range Plus 9.++ แสนบาท
- Long Range Ultra รุ่นท็อปที่มาพร้อมกับชิป 3 ตัว 1.2++ ล้านบาท
ซึ่งระดับราคาจะต่ำกว่า G6 พอควร แต่ L03 ตัวท็อป จะไปคาบเกี่ยวกับ G6 รุ่นเริ่มต้น โดยน้องใหม่รุ่นท็อปที่มาพร้อมชิประมวลผล 3 ตัว จะแพงกว่าเล็กน้อย ขณะที่ราคของ G6
- Standard Range 2WD เริ่มที่ 1.189 ล้านบาท
- Long Range RWD 1.349 ล้านบาท ส่วนตัวท็อป
- Performance AWD ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1.489 ล้านบาท
ถ้าพูดถึงตัวรถ L03 สั้นกว่า G6 10.5 ซม. เตี้ยกว่า 5 ซม. แต่ความกว้างเท่ากัน ไม่ต่างกันสักมิล และที่น่าสนใจคือระยะฐานล้อ 2,850 มม. เท่ากัน นั่นหมายความว่า พื้นที่ห้องโดยสารไม่ต่างกันนัก ซึ่งจากการลองนั่งก็ตามนั้น กว้างขวางใช้ได้เลย
แต่แน่นอนพื้นที่ด้านท้าย และพื้นที่เก็บสัมภาระน้อยกว่า แต่ L03 ก็มีสิ่งที่ G6 ไม่มี คือ ช่องเก็บสัมภาระด้านหน้าใต้ฝากระโปรง หรือ Frunk ความจุ 102 ลิตร
ในแง่การดีไซน์รูปทรงเน้นความโค้งมนเป็นหลัก แต่ก็เสริมด้วยมัดกล้ามในหลาย ๆ จุด เช่น ฝากระโปรงหน้า ด้านข้างหรือว่าไหล่ที่บริเวณเสาซี
ตัวถังที่ค่อนข้างลู่ลม บวกกับการจัดการทิศทางลม หรือ กระจังหน้าที่เปิด-ปิด อัตโนมัติ หากไม่ต้องการลมเข้าไประบายความร้อน ด้านท้ายแบบ duck tail ทำให้ได้ค่า cd ที่ค่อนข้างดี 0.228
วันนี้ผมลองขับ รุ่นเริ่มต้น Standard Range ในหลากหลายเส้นทาง ทั้งในกรุงเทพฯ ขึ้นทางด่วน M81 ไปลงนครปฐม จากนั้นวิ่งเส้นเพชรเกษมผ่านราชบุรี ก่อนเลี้ยวขวาไปเขางู ต่อด้วย สวนผึ้ง
การลองขับในเส้นทางที่หลากหลาย สิ่งแรกที่ผมชอบคือ การเซ็ทเรื่องของกำลังมอเตอร์แบบ ลิเนียร์ เรียกกำลังมาได้อย่างต่อเนื่อง ตอบสนองการไล่ความเร็ว หรือเพิ่มความเร็วเพื่อเร่งแซง โดยเฉพาะในถนนเล็ก ๆ 2 เลน สวนทาง หรือจังหวะขึ้นเนินขึ้นเขาได้ตามที่ต้องการ แต่ไม่กระโชกโฮกฮาก ซึ่งแบบนี้จะเป็นมิตรกับผู้โดยสารด้วย ไม่เฉพาะผู้ขับเท่านั้น
พวงมาลัยน้ำหนักดี แม่นยำใช้ได้ ช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้ด้วยดี เพื่อน ๆ บางคนบอกว่ามันไวไปนิด แต่ผมว่าโอเค แม้จะอยู่ในโหมดสปอร์ต (พวงมาลัย) ที่การตอบสนองจะเร็วกว่าโหมดอื่นก็ตาม
ช่วงล่างด้านหน้าแมคเฟอร์สัน สตรัท ด้านหลัง 5 ลิงค์ แอบนุ่ม มีข้อดีคือ เมื่อเจอทางนอกถนน หรือทางขรุขระ ทางชำรุดเสียหาย เก็บแรงสั่นสะเทือนได้เนียน ผู้โดยสารชอบ แต่ก็ทำให้มีการให้ตัวโยนตัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีปัญหาเส้นทางหลวง ทางระหว่างเมือง ทางด่วน รถนิ่ง ขับง่าย
ทางโค้ง ทางเขา มีการโยตัวให้รู้สึกได้บ้าง แต่เอาจริง ๆ ขอให้คุ้นเคยกันสักครู่ ไม่มีปัญหาอะไร รับรู้ได้ว่าล้อยังสัมผัสและจับกับผิวทางได้ดี ตัวถังจะเอียงบ้างเล็กน้อยก็ช่างมัน การคุมพวงมาลัยให้รถผ่านโค้งซ้าย โค้งขวา สลับกันไปแแบบนุ่มนวล ไม่กระชากซ้ายทีขวาที รถก็อยู่ในร่องในรอยที่ดี
เอาเป็นว่าทางโค้งเส้นทางสวนผึ้ง ขับแบบใช้ความเร็วได้ เรียกอารมณ์สปอร์ตมาได้เช่นกัน
โดยรวมก็ถือว่าเป็นอีวี อีกคันที่ขับได้น่าพอใจ ผสมผสานกันไป ระหว่างสปอร์ตกับนุ่ม ขอเพียงหาจุดสมดุลให้ได้ ก็สนุกกับมันได้ครับ





