ผมเขียนบทความนี้ในวันที่อ่านข่าวพบว่า มีรถที่ติดเครื่องอยู่ ไหลถอยหลังตกลงไปในลำคลอง แต่ยังโชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จึงอยากจะเก็บเอามาเขียนเพื่อเตือนใจ
KEY POINTS
- ชื่อ "เบรกมือ" ทำให้คนเข้าใจผิดว่าใช้สำหรับเบรกขณะรถวิ่ง แต่ความจริงแล้วมีชื่อเรียกว่า "Parking Brake" ซึ่งมีไว้สำหรับป้องกันรถไหลขณะจอดเท่านั้น
- เบรกมือส่วนใหญ่ทำงานโดยการล็อกล้อเพียงคู่เดียว (หน้าหรือหลัง) ไม่ใช่ทุกล้อเหมือนเบรกเท้า และเป็นระบบที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
- รถยนต์รุ่นใหม่มักใช้เบรกมือไฟฟ้า (EPB) ที่ทำงานและปลดล็อกอัตโนมัติเพื่อความสะดวกและปลอดภัย แต่ผู้ขับขี่ต้องระวังเมื่อใช้ร่วมกับระบบ Brake Hold
- บทความเน้นย้ำถึงอันตรายจากการไม่ใช้เบรกมือจนเป็นนิสัย และแนะนำให้ใช้เบรกมือทุกครั้งที่จอดรถเพื่อป้องกันอุบัติเหตุรถไหล
ทั้งนี้ต้องบอกเอาไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้เขียนเพื่อตัดสินว่าใครผิดหรือถูกแต่อย่างใด เพียงแต่ถือโอกาสเอากรณีที่คนกำลังสนใจ มาเป็นอุทาหรณ์ให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น หรือเพื่อเตือนใจไม่ให้ประมาทนั่นเอง
อุปกรณ์ในรถหลายอย่างที่พอเรียกชื่อแบบไทย ๆ แล้ว ทำให้คนต่างชาติเข้าใจผิด หรือบางอย่างก็ทำให้คนไทยเราเองเข้าใจหน้าที่ของมันผิดไป มีทั้งเรียกเพี้ยนมาจากภาษาดั้งเดิม ซึ่งส่วนมากคือภาษาอังกฤษ และบางอย่างก็เรียกกันตามรูปลักษณะ แล้วจินตนาการไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยพบเห็น
ตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ในระบบบังคับเลี้ยวที่เรียกกันว่า “คอม้า” ซึ่งน่าจะมาจากลักษณะมีส่วนที่หักมุมเบี่ยงไปจากแนวตรง ทำให้จินตนาการไปถึงคอของม้าจึงนำมาใช้เป็นชื่อเรียก เช่นเดียวกันกับขาไก่, ปีกนก, หัวนกกระจอก และอีกหลายต่อหลายอย่าง
คนขับรถที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม จะคุ้นเคยกับรถเกียร์ธรรมดาเป็นหลัก และตำแหน่งของคันเกียร์จะอยู่ต่างกันออกไป ส่วนใหญ่จะยื่นขึ้นมาจากพื้นรถ ถูกเรียกว่า “เกียร์กระปุก” เพราะตรงโคนคันเกียร์จะคล้ายกระปุกนูนขึ้นมา
บางรุ่นจะอยู่ตรงแกนพวงมาลัย ก็จะถูกเรียกว่า “เกียร์พวงมาลัย” หรือ “เกียร์คอพวงมาลัย” ซึ่งระยะแรก ๆ จะพบมากในรถยนต์อเมริกัน ที่ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ และมาพบในรถยนต์ปิกอัพของญี่ปุ่นยุคแรก เช่น ดัทสันกระบะเกียร์ธรรมดา แต่มีเกียร์อยู่ตรงแกนพวงมาลัย ส่วนใหญ่ของรถยนต์ที่ใช้เกียร์พวงมาลัยนั้น เบาะนั่งตอนหน้ามักจะเป็นเบาะตัวเดียว ยาวจากประตูรถฝั่งหนึ่ง ไปจรดประตูรถอีกฝั่งหนึ่ง
แต่พอมาถึงการเรียกขานของคนใช้รถยนต์สมัยนี้ มีคนจำนวนมากที่เรียกรถเกียร์ธรรมดาว่า “รถเกียร์กระปุก” ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีความหมายต่างกันไปจากอดีตมาก เพราะเกียร์กระปุกในอดีตนั้น คือเกียร์ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นรถ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ ก็จะถูกเรียกว่าเกียร์กระปุกทั้งสิ้น
ผมเคยเล่าให้ฟังหลายต่อหลายครั้งว่า ด้วยการเรียกขานแบบไทย ๆ ที่เราคุ้นเคยกัน ทำให้ผมไปปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อที่เยอรมนี ด้วยการเรียกอุปกรณ์ตัวหนึ่ง โดยออกเสียงคนไทยเข้าใจกัน นั่นคือ “โช้ค” ครั้งนั้นผมต้องอธิบายกับฝรั่งอยู่นาน กว่าที่ผมจะนึกขึ้นมาได้ แล้วเรียกชื่ออย่างถูกต้องจึงได้เข้าใจตรงกัน
เพราะ “โช้ค” ที่คนไทยเรียกกันติดปากนั้น มีอยู่สองอย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ซึมซับแรงสั่นสะเทือน ซึ่งในภาษาอังกฤษที่เรียกกันทั่วไปนั้น คือ “ช๊อคแอบซอบเบอร์” แปลตรงตัวคือตัวซึมซับแรงสั่นสะเทือน ตามหน้าที่การทำงานของมัน
และโช้ค ซึ่งเป็นอุปกรณ์อีกตัวหนึ่งในเครื่องยนต์ทั่วไป คือการปรับลิ้นหรือกระเดื่อง ให้เปิดหรือปิดเพื่อให้อากาศไหลผ่านมากหรือน้อย ซึ่งเขียนในภาษาอังกฤษคือ Choke ทำให้พอเราเรียกช๊อคแอบซอบเบอร์ด้วยเสียงแบบไทยว่า “โช้ค” ฝรั่งจึงเข้าใจว่าเราพูดถึง Choke นั่นเอง
กลับมาเข้าเรื่องของสิ่งที่ผมตั้งใจพูดถึงในวันนี้ นั่นคือเรื่องของอุปกรณ์ที่เรียกกันแบบไทยว่าเบรกมือ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าทำงานเหมือนเบรกที่ใช้เท้าเหยียบลงไปที่แป้นเบรก เพียงแต่พอเรียกว่าเบรกมือก็เข้าใจเอาว่าคงบังคับกลไกด้วยมือ แต่มีการทำงานที่ไม่แตกต่างกัน และบางคนอาจจะเข้าใจว่าสามารถใช้งานได้เหมือนกันทุกประการอีกด้วย
เบรกมือมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษต้นกำเนิดว่า Parking Brake ซึ่งน่าจะแปลความหมายได้ตามชื่อว่า เป็นเบรกที่ใช้เมื่อรถจอดอยู่กับที่ คือเป็นเบรกเพื่อป้องกันรถไหล หรือขยับเคลื่อนที่ขณะที่จอดอยู่ ในรถยนต์ส่วนมากเมื่อบังคับกลไก หรือกดสวิตช์ให้เบรกมือทำงาน มันจึงไม่ได้ไปสั่งการให้เบรกที่ล้อทั้งสี่ทำงาน แต่จะไปสั่งการให้เบรกที่ล้อคู่หน้า หรือล้อคู่หลังตามแต่วิศวกรจะกำหนด ล็อกหรือทำงานขึ้นมาเท่านั้น ในขณะที่รถยนต์รุ่นเก่า ๆ จะมีชุดเบรกจับที่เพลากลาง เมื่อคันบังคับเบรกมือถูกดึงขึ้นมา คือแยกไปจากระบบเบรกที่ล้อทั้งสี่ไปโดยสิ้นเชิง
คนซื้อรถยนต์ในปัจจุบันนี้ชอบเลือกรถที่มีเบรกมือเป็นแบบไฟฟ้า หรือ EPB (Electric Parkijng Brake) ซึ่งใช้การกดสวิตช์สั่งการให้ระบบเบรกทำงาน เพราะเห็นว่าเป็นระบบที่ทันสมัย อีกทั้งรถยนต์ที่ใช้เบรกมือไฟฟ้าในยุคนี้ มักจะมีตัวช่วยสั่งการให้เบรกมือทำงานเมื่อรถจอดโดยอัตโนมัติ กล่าวคือไม่ต้องห่วงว่าจะลืมขึ้นเบรกมือหรือไม่ และไม่ต้องกังวลว่าจะลืมปลดล็อกจนเบรกไหม้หรือร้อนจัด
เพราะในระบบเบรกมือไฟฟ้านั้น เมื่อคนขับโยกเกียร์ไปที่ตำแหน่งขับเคลื่อน เบรกมือจะปลดไปโดยอัตโนมัติ และเมื่อคันเกียร์ถูกโยกไปที่ตำแหน่ง P เบรกมือก็จะล็อกอัตโนมัติอีกเช่นกัน
ยิ่งในรถยนต์ที่ใช้เบรกมือไฟฟ้า และมีระบบช่วยเบรกขณะหยุดรถชั่วคราว หรือที่เรียกกันว่า Brake Hold นั่นคือหากผู้ขับรถกดปุ่มสวิตช์ Hold ไว้ เมื่อขับรถไปแล้วเกิดจอดติดสัญญาณไฟแดง และเหยียบแป้นเบรกที่เท้าลงไป ระบบ Hold ก็จะทำหน้าที่บังคับเบรกเอาไว้ ต่อให้ผู้ขับปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก รถก็จะไม่ไหลหรือขยับออกจากจุดที่หยุด และเมื่อกดเท้าไปที่แป้นคันเร่ง ระบบ Hold ก็จะปลดเบรกออก
แต่ในการใช้ระบบ Hold นั้น ผู้ขับรถต้องมีสติอยู่เสมอ ต้องไม่เผลอเป็นอันขาด เพราะ Hold จะช่วยหยุดรถเอาไว้ แม้ว่าเกียร์จะอยู่ในตำแหน่ง D ก็ตาม ดังนั้นหากเผลอหรือมีอะไรไปทำให้แป้นคันเร่งขยับ เช่นผ้ายางปูพื้นรถถูกดันจนไปกระทบแป้นคันเร่ง ทำให้แป้นคันเร่งขยับจนตัวอ่านสัญญาณคิดว่า ต้องการนำรถเคลื่อนที่ออกไป รถก็จะเคลื่อนที่ลักษณะเดียวกับถูกคนขับกดคันเร่ง ซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้
ผู้ผลิตรถยนต์เกือบทุกยี่ห้อ จะทำให้เกียร์ไปอยู่ตำแหน่ง P เมื่อดับเครื่องยนต์ แต่มีเจ้าของรถจำนวนมาก ที่พยายามหาทางปลดเกียร์มาอยู่ที่ตำแหน่งว่างหรือ N เมื่อจอด เพราะเกรงว่าเมื่อต้องจอดขวางรถคันอื่นตามลานจอดรถ คนที่ถูกจอดขวางจะไม่สามารถเข็นรถตนเองให้พ้นการกีดขวางได้
เช่นเดียวกันกับผู้ขับรถยนต์จำนวนมาก ที่คุ้นเคยกับการจอดรถโดยไม่ใช้เบรกมือ เพราะต้องจอดขวางรถคันอื่นอยู่บ่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัยการไม่ใช้เบรกมือเมื่อจอดรถ ซึ่งทำให้เกิดความผิดพลาดเมื่อไปจอดในพื้นที่ซึ่งมีความลาดเอียง
หรือเกิดความผิดพลาดเมื่อจอดรถโดยติดเครื่องยนต์เอาไว้ แล้วโยกคันเกียร์ไปอยู่ในตำแหน่ง N โดยเจตนา เพราะคิดว่าลงไปทำธุระเดี๋ยวเดียว หรืออาจจะคาเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D ด้วยความเผลอเรอ ทำให้รถไหลไปชนสิ่งกีดขวางหรือรถคันอื่น หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้
เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่จอดรถ กรุณาใช้เบรกมือทุกครั้งนะครับ





