ตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) ยังคงมีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และหลายฝ่ายมองว่ามีผลกระทบกับทั้งภาพรวมตลาด และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รายงานยอดขายรถยนต์ล่าสุด เดือน ก.ค. 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 20.07%
โดยหลัก ๆ การเติบโตเป็นการขับเคลื่อนของ อีวี ที่มียอดขาย 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% คิดเป็นสัดส่วน 35.46% ของยอดขายทั้งหมด สวนทางกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มียอดขาย 7,654 คัน ลดลง 34.58% สัดส่วนการตลาด 12.76% เหตุผลหลัก ๆ เป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่าสิ่งที่น่ากังวลมาก ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้คือ เมื่อดูยอดขายช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วนั้น ในจำนวนนี้เป็นยอดขาย อีวี 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% แต่ในเวลาเดียวกันพบว่ายอดผลิตรถยนต์นั่ง อีวี ในประเทศมี 46,924 คัน เท่ากับ 37.42%
นั่นเท่ากับว่า อีวี ที่จำหน่ายในบ้านเรา กว่า 62% เป็นรถนำเข้า (CBU)
ซึ่งข้อมูลนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ คงจะชี้ให้เห็นว่ามีความไม่สมดุลเกิดขึ้นในตลาด อีวี
ซึ่งสถานการณ์ในรูปแบบนี้เกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว และนำมาซึ่งการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างสมดุลให้กับตลาดและอุตสาหกรรมเสียใหม่
ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงการในหลายประเด็น ตั้งแต่ควรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ควร ถ้าเปลี่ยนแปลงอัตราเท่าไรจึงจะเหมาะสม ไปจนถึงควรให้เวลาปรับตัวนานแค่ไหน หรือปรับขึ้นเป็นขั้นบันได ค่อย ๆ ขยับเป็นขั้น ๆ ไป
หรือ ต้องปรับทันที และปรับในอัตราสูงสุดเท่าที่จะทำได้
ซึ่งก่อนหน้านี้มีการพูดถึงตัวเลขการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตไปอยู่ในระดับ 32% ไปจนถึง 50% แต่จริง ๆ แล้ว 50 นั้นคงไม่ได้ เนื่องจากเพดานสูงสุดที่ทำได้คือ 40%
ทั้งนี้ปัจจุบันภาษีสรรพสามิต อีวี มี 2 อัตรา คือ
- รถประกอบในประเทศ (CKD) อัตรา 2%
- รถนำเข้า (CBU) อยู่ที่ 10%
และโครงสร้างภาษีที่ใช้ในปัจจุบันนี้เองที่เป็นหนึ่งเหตุผลที่เรียกร้องให้ปรับโครงสร้างใหม่ เพราะมองว่าช่องห่างระหว่าง CKD กับ CBU 8% ไม่จูงใจให้เข้ามาผลิตในประเทศ
เพราะมองว่าการผลิตรถในจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตในไทยมาก และเมื่อนำรถเข้ามาโดยไม่มีภาระภาษีนำเข้า ผลประโยชน์ในส่วนนี้ มันครอบคลุมตัวเลข 8% แบบไม่ยากเย็นอะไร
ประเด็นความสงสัยเรื่องว่ารัฐจะปรับหรือไม่ หรือปรับเท่าไร เอาเป็นว่าไม่ต้องคาดเดากันว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร เพราะล่าสุดทางรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “เอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ” ระบุชัดเจนว่าได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้
และหากมีการเปลี่ยนแปลง จะทำให้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไทย เปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี หลังจากที่เพิ่งปรับไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569
และก็ต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมีผลต่อความเชื่อมั่นในนโยบายหรือไม่ หรือจะมีการนำเรื่องนี้ไปใช้ในการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าของประเทศคู่ค้าเราด้วยหรือไม่ เช่นเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า (AFTA) ที่ปัจจุบันในอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถนำเข้า ส่งออก ระหว่างกันโดยไม่เสียภาษีศุลกากร
หรือ หากมองยังสิ่งที่คนมองว่าเป็นต้นเรื่องคือ จีน ต้นทางของอีวีส่วนใหญ่ที่ทำตลาดในไทยปัจจุบัน จะมีต่อเนื่องเรื่องการตอบโต้ที่ขยายไปสินค้าอื่น ๆ หรือไม่
เรียกว่าประเด็นนี้ เข้าใจกันดีว่าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
จริง ๆ แล้ว แนวคิดการปรับเปลี่ยนภาษี วันนี้มองกันที่ อีวี เป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วหากปรับเปลี่ยนคงต้องขยับกันทั้งกระดาน เพียงแต่ช่วงแรกเน้นไปที่อีวีก่อน เพราะมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน
สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์หากมองไปให้ทั่วตลาด พบว่ามีรถอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “เทคโนโลยีเครื่องยนต์ขยายระยะทาง” หรือ REEV (Range Extended Electric Vehicle) ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% แต่มีเครื่องยนต์สำหรับทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า ไม่ได้ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อโดยตรง ซึ่งปัจจุบันได้สิทธิการนำเข้าเหมือนกับอีวี คือ ไม่ต้องเสียภาษี
แต่เมื่อเข้ามาแล้ว รถกลุ่มนี้ถูกจับไปอยู่ในกลุ่มภาษีสรรพสามิต ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) แตกต่างกันที่ระยะทางในความสามารถใช้งานโหมดอีวี อย่างเดียว
ซึ่งรถกลุ่มนี้ก็ถูกจับเช่นเดียวกัน เพราะหลายคนมองว่าเป็นการเปิดช่องให้ผู้ประกอบการตัดสินใจนำเข้ามาทำตลาด แทนที่จะลงทุนในประเทศ
ซึ่งที่ผ่านมาตลาดก็ได้เห็นรถบางรุ่นที่จำหน่ายในจีนเป็น PHEV แต่เมื่อนำเข้ามาทำตลาดในไทย ปรับเปลี่ยนใหม่ ให้เป็น REEV เพราะหากนำเข้า PHEV จากจีน ต้องเสียภาษีนำเข้า 80%
เพราะแม้จะมีมอเตอร์ และเครื่องยนต์ เหมือนกัน แต่หน้าที่ของเครื่องยนต์ใน PHEV ดันมีหน้าที่ร่วมขับเคลื่อนรถด้วยเป็นบางช่วง
แม้ว่าปัจจุบัน REEV ยังมีปริมาณไม่สูงนัก แต่ก็ได้เห็นตัวเลขการขยายตัว และเห็นมีโมเดลใหม่ ๆ เข้ามาเติมตลาดอย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่วันนี้กระแส อีวี ยังได้รับความนิยมสูงกว่า แต่หากวันไหนที่ผู้บริโภคมองว่า อีวี มีข้อจำกัด หรือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีจนทำให้ระดับราคาเปลี่ยนแปลงไปมาก
ก็น่าจับตาที่ตลาด REEV เช่นกัน



