ฮอนด้า เปิดราคา Honda Super-ONE (ซูเปอร์-วัน) 990,000 บาท เปิดรับจองออนไลน์ 17 สิงหาคม แต่ก่อนจะลุ้นว่าใครจะได้สิทธิซื้อบ้าง ไปลองขับสั้น ๆ กันดูครับ
Honda Super-ONE (ซูเปอร์-วัน) เป็นรถพล้งงานไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ในกลุ่ม A-Segment รุ่นที่ 3 ของฮอนด้า ต่อยอดจาก N-VAN e และ N-ONE e
โดย Super-ONE ก็ต่อยอดมาจาก N-ONE e แต่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังให้มีความกว้างขึ้น และไม่ได้กว้างเฉพาะซุ้มล้อที่ช่วยให้ดูสปอร์ต และจัดการสร้างระเบียบของทิศทางลม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์เท่านั้น แต่ยังพิ่มความกว้างช่วงล้อ (Track) เพิ่มขึ้น 50 มม.
ทำให้รถที่มีพื้นฐานมาจาก เค คาร์ (KEI Car) ในตระกูล N-Series คันนี้ เป็นรถที่ตอบสนองแนวคิด Low & Wide
แน่นอนว่านอกจากการขยายความกว้างช่วงล้อแล้ว เรื่องของ Low เป็นการจัดการกับการจัดวางแบตเตอรี รวมถึงอุปกรณ์หลัก ๆ ต่าง ๆ ให้จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำที่สุด เพื่อให้มีไดนามิคที่ดี มีประสิทธิภาพในการควบคุมขับขี่รถที่ดี
และไม่เพียงแต่เรื่องนี้ แต่มีอีกหลายสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาจาก N-ONE e รวมถึงระบบช่วงล่าง นอกจากนี้ก็ยังปรับเปลี่ยนในส่วนที่จะทำให้แบตเตอรีมีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เช่น ช่องอากาศด้านล่างรูปทรง Heat Sink พร้อมช่องรับอากาศด้านหน้า และปีกหน้าด้านล่างที่จะช่วยการไหลเวียนอากาศ
และด้านในยังมีท่ออากาศในแนวกันชน เพื่อช่วยระบายความร้อนของแบตเตอรี รองรับโหมดไฮไลท์ ที่ใส่เข้าคือ Boost Mode
Super-ONE เปิดราคาเรียบร้อย 990,000 บาท และจะเปิดให้ผู้สนใจจองผ่านช่องทางออนไลน์วันที่ 17 สิงหาคม นี้ เริ่ม 10.00 น.
บริหารนิ้วบริหารมือกันให้พร้อมนะครับ เพราะมีโควต้านำเข้ามาจำหน่ายล็อตแรกแค่ 30 คันเท่านั้น และฮอนด้ายังไม่ได้ยืนยันว่าล็อต 2 จะมีหรือไม่ และถ้ามี จะมาเมื่อไร
สำหรับค่าตัว 990,000 บาท พบว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไม่น้อย ยังไม่ได้ยินใครบอกว่าราคาเฉียดล้านของรถคันแค่นี้ แพง
หนำซ้ำบางคนยังบอกว่า ถูกกว่าที่คาดเอาไว้
เพราะฉะนั้นถ้าจะเดาว่าหลังเปิดรับจองน่าจะหมดในเวลาไม่นานนัก ไม่น่าจะเกินจริง
ทำไมหลายคนถึงรอคอย
ผมว่าในโลกของข่าวสาร ผู้คนรับรู้รายละเอียด ที่มาที่ไปของข้อมูลเข้ารถคันนี้อยู่แล้ว และชื่นชอบ สมรรถนะของมัน
สมรรถนะในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความแรง ที่จะต้องเป็นรถระดับหลายร้อยแรงม้า หรือ หลักพัน ที่วงการอีวีนิยมพูดถึงกัน แต่หมายถึงความสมดุล ความกลมกล่อม และเสน่ห์ของมัน และที่สำคัญอารมณ์และความรู้สึกในการขับขี่
เพราะถ้าข้อมูลของมอเตอร์ไฟฟ้า ขับเคลื่อนล้อหน้า ก็ไม่ได้มากนัก คือสูงสุด 95 แรงม้า (Boost Mode) แรงบิดสูงสุด 162 นิวตันเมตร แต่ฮอนด้าก็มีวิธีที่จะรีดสมรรถนะตรงนี้ออกมาให้มีความสมดุลกับรถ กับการใช้งาน
เอาจริง ๆ คนที่คิดจะซื้อนั้นเชื่อว่าคงติดตามข่าวสาร รับรู้รายละเอียดของรถกันไปทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ก็เหลือแต่ได้การขับด้วยตัวเอง
ตรงนี้ก็ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าพอใจของฮอนด้าสำหรับการสื่อสารออกไปยังลูกค้าทั่วโลก ในยุคที่สถานการณ์ อีวี ของฮอนด้าไม่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นรถที่ร่วมมือกับพันธมิตรจีนผลิตออกทำตลาด หรือว่าโครงการใหญ่ของอีวี อย่าง "0 Series“ ที่มีทั้ง 0 Saloon, 0 SUV และ 0 Alpha ต้องพับเก็บไป
แต่กับ Super-ONE ไม่เป็นเช่นนั้น มันเป็นรถที่หลายคน หลายตลาด รอคอย
สำหรับการตอบรับที่มีต่อ Super ONE สำหรับในบ้านเราก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องราวที่ดีสำหรับฮอนด้า หลังจากที่ภาพรวมตลาดนั้นถดถอยมานาน และอีวี ก็สู้คู่แข่งจากจีนไม่ได้
แต่การมาของ ซูเปอร์-วัน แม้จะมีโควต้าแค่หยิบมือเดียว แต่วันนี้มันช่วยสร้างการรับรู้ถึงเทคโนโลยี อีวี ของฮอนด้า และยังเห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่ไม่จำเป็นต้องเน้นแค่เป็นรถราคาถูกเท่านั้น แต่การนำสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าบางกลุ่มได้ นั่นก็เป็นการตลาดที่น่าสนใจเช่นกัน
ซึ่งการยกระดับภาพลักษณ์ของฮอนด้าต่อทิศทางพลังงานใหม่ หรือว่าเทคโนโลยีใหม่ในครั้งนี้ ก็จะมีผลต่อในอนาคตหากขยายไปยังตลาด แมส (mass) ก็น่าจะทำให้ฮอนด้าทำตลาดได้ง่ายกว่า e:N1 และ e:N2 เหมือนที่ผ่านมา
ซูเปอร์-วัน ฮอนด้าบอกว่าพัฒนาต่อยอดดีเอ็นเอความสนุกในการขับขี่ หรือ Joy of Driving และถ่ายทอดแนวคิด “e:Dash BOOSTER” บนแพลตฟอร์มน้ำหนักเบา
มาลองขับกันดูครับ
จริง ๆ ผมเคยขับรถคันนี้ ที่สนามทดสอบ โตชิกิ ของฮอนด้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ปลายปี 2568 แต่ในวันนั้น ซูเปอร์-วัน ยังมีสถานะเป็น Prototype Car แต่ก็ขับสนุก และเป็นที่ติดอกติดใจของทุกคนที่ได้ลองกันในวันนั้นครับ
แต่วันนี้เป็นการลองขับ Production Car โดย ฮอนด้า จัดพื้นที่ลานจอดรถย่อม ๆ ของ DAS Haus เป็นสนาม แต่ถือว่าใส่ใจรายละเอียดครับ เพราะตกแต่งเส้นสายบนพื้นแอสฟัลต์ ให้ดูมีสไตล์ ไม่ได้เป็นลานโล่ง กรวยยางก็อุตส่าห์ไปหาสีสันน่ารัก ๆ ให้เข้ากับตัวรถ แต่ท้าทายความดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใน
บนพื้นที่ย่อย ๆ ทีมงานวางเส้นทางทั้ง โค้งกว้าง โค้งแแคบ โค้งยูเทิร์น สลาลอม รวมถึงการเปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือ เลนเชนจ์ ขับสนุก ผ่านอุปสรรคไปได้สบาย ๆ
จะบอกว่าตัวรถที่กะทัดรัด ความยาว 3,569 มม. ความกว้าง 1,573 มม.สูง 1,616 มม. ระยะฐานล้อ 2,516 มม. ช่วยให้การขับขี่ในพื้นที่แคบ ๆ แบบนี้ทำได้ง่าย ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว
เพราะการขับที่จะต้องหักพวงมาลัยไปมา ทั้งแบบไม่เต็มวง หรือ เกินวง ที่เรียกว่าต้องควงพวงมาลัย และเป็นการขับแบบต้องเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน ซ้ายทีขวาทีแทบจะตลอดเวลามาก หากการเซ็ตติ้งไม่ดี ช่วงล่างไม่เล่นด้วย กวาดกรวยแน่นอนครับ
แต่ซูเปอร์-วัน มีความแม่นยำสูง และทิศทางของรถให้ความร่วมมือกับพวงมาลัยด้วยดี เกาะทุกโค้ง จิกกรวยได้ชิด สู้กับแรงหนีศูนย์ผ่านทางเสียงยางที่กำลังสู้กับพื้นผิวดังเอี๊ยดอ๊าด
สำหรับยางมาตรฐานขนาด 185/55 R15
และฮอนด้ายังใส่เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Bucket Seat มาให้ ยิ่งทำให้การควบคุมรถทำได้ดียิ่งขึ้น
และที่เด่นอีกสิ่งหนึ่งก็คือการโยนตัว การให้ตัวน้อย ยิ่งส่งเสริมการขับให้ผู้ขับมีสมาธิกับเส้นทางและสนุกกับรถ แน่นอนทั้งช่วงล่าง และโครงสร้างแบบ Low & Wide ก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้
จริง ๆ แล้วนอกจากการออกแบบต่าง ๆ พวกนี้ วิศวกรฮอนด้ายังออกแบบการจัดการทิศทางลม ทั้งด้านหน้า โป่งล้อ ไปออกด้านท้ายรถเพื่อให้อากาศพลศาสตร์ดีขึ้น
ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ารับมือได้สบาย สนามนี้ก็ดูได้จากจังหวะออกจากโค้งที่ทำได้รวดเร็ว แรงกระชาก ฉุดรถเจ้าของน้ำหนักตัว 1,167 กก. พร้อม 2 คน ภายในรถสบาย ๆ
ซูเปอร์-วัน มีโหมดขับขี่อัดเข้ามาในรถคันเล็ก ๆ 5 โหมด คือ
- ECON เน้นความประหยัดเพิ่มระยะทางขับขี่
- NORMAL สำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
- CITY โหมดใหม่ที่ฮอนด้าพัฒนาสำหรับซูเปอร์-วัน โดยเฉพาะคือ CITY ตอบสนองการขับขี่ในเมืองที่การจราจรหนาแน่นกับฟังก์ชั่น One-Paddle Drive ช่วยให้ขับขี่โดยแทบจะไม่ต้องใช้เบรก คันเร่งแป้นเดียวพอ
อีก 2 โหมดเอาใจผู้ชื่นชอบการขับรถ
- SPORT ที่มีระบบจําลองจังหวะเปลี่ยนเกียร์ (Simulated Gear Shift) 7 สปีด พร้อมแพดเดิล ชิฟท์ ให้เลือกเพิ่มหรือลดเกียร์ด้วยตัวเอง เพิ่มความเร้าใจกับอัตราเร่งและการชะลอความเร็ว คือเหมือนกับเป็นรถเกียร์ ทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ ที่จังหวะเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่องยนต์จะลดลงเล็กน้อยก่อนตีขึ้นไปใหม่
ใช่ครับ คันนี้มีมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ด้วย แน่นอนเป็นการจำลอง เพราะมันไมีเครื่องยนต์ และก็ยังมี Red Line คือใครคิดจะลากเกียร์ยาวๆ ถึงจุดสุดของรอบ ระบบจะตัดการส่งกำลังจนกว่าเราจะเพิ่มเกียร์ขึ้นไป
ซึ่งระบบจะยอมให้รอบขึ้นไปสูงสุด 5,000 รอบ/นาที
- BOOST แต่ถ้าจะให้เร้าใจกว่านั้น เมื่ออยู่ในโหมดสปอร์ต ก็ยืดนิ้วโป้งขวาไปกดปุ่ม BOOST ที่ก้านพวงมาลัย ก็จะได้ BOOST Mode ที่จะยอมให้ลากรอบขึ้นไปถึง 6,800 รอบ/นาที เร้าใจมากครับ ทั้งความรู้สึกและเสียงคำราม
ครับ BOOST Mode มีระบบ Active Sound Control จำลองเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดัน ทุ้มลึก ราวกับยัดเครื่อง V8 วางกลางเอาไว้
BOOST Mode ยังมีส่วนที่เพิ่มจาก SPORT นอกจากเสียงสังเคราะห์ ก็คือ การบูสต์กำลังขึ้นเป็น 70 กิโลวัตต์ หรือ 95 แรงม้า ให้ใช้ตลอดเวลา
ส่วนโหมดอื่น ๆ นั้น ไม่ได้ปล่อยให้ใช้กำลังเต็มที่ โดยจะอยู่ที่ 47 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 64 แรงม้า แต่แค่นั้นก็เพียงพอ และสนุกแล้วในการขับขี่
โดยสรุป ซูเปอร์-วัน เป็นรถที่มีเสน่ห์ เป็นอีวี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกได้ว่า “เล็กพริกขี้หนู”
จะมีสิ่งที่หลายคนเสuยดายอยู่บ้างก็คือ แบตเตอรีความจุ 29.6 kWh รองรับการขับขี่สูงสุด 253 กม. (NEDC) อาจจะดูน้อยไปนิด
แต่เชื่อเถอะ คนที่เตรียมกดจอง มองข้ามเรื่องนี้ไปแล้วครับ
ออปชั่นเด่น
- ไฟหน้า LED เปิด-ปิด อัตโนมัติ ไฟขับขี่กลางวันไฟท้าย LED
- กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว พับเก็บอัตโนมัติ
- สปอยเลอร์หลัง
- ห้องโดยสารแบบ 3 Tone ขาว เทา และฟ้า
- ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (เปลี่ยนเป็นสีม่วงใน Boost Mode)
- เบาะหลังที่แยกพับแบบ 50:50 ปรับพับได้ทั้งแนวราบหรือพับขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง
- พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ ตกแต่งด้วย Blue Stitching
- Google Built-in
- เครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย ลำโพง Mid-range กลางคอนโซลหน้า Tweeter ที่เสา A ทั้ง 2 Wide-range ที่ประตูคู่หน้าและคู่หลัง และ Subwoofer บริเวณใต้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย
- หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว
- รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย
- รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
- พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน ช่องเชื่อมต่อยูเอสบีด้านหน้า ไทป์ ซี 2 ตำแหน่ง
- ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT เจเนอเรชันที่ 4
- ระบบทำความร้อนเบาะคู่หน้า
- ระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบสวิตช์
- เบรกมือไฟฟ้า
- Auto Brake Hold
- จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว แบ่งพื้นที่ด้านบนแสดงตำแหน่งเกียร์เสมือน และพื้นที่การแสดงข้อมูลการขับขี่เป็น 3 มาตรวัด (Triple Meter Design) คือ
1.มาตรวัดอุณหภูมิแบตเตอรี่
2. ในโหมด ECON, NORMAL และ CITY แสดงอัตราการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ และในโหมด SPORT และ BOOST แสดงรอบเครื่องยนต์
3. แสดงกำลังขับของมอเตอร์ไฟฟ้า และพลังงานที่ชาร์จกลับเข้าสู่แบตเตอรี่
เทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ทำงานผ่านกล้องมุมกว้างด้านหน้า มีฟังก์ 6 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่
- ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (LKAS)
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ
- ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่
เทคโนโลยีความปลอดภัยอื่น ๆ
- ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ
- ถุงลมคู่หน้า ด้านข้างคู่หน้า ม่านถุงลมด้านข้าง
- ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง
- เบรก เอบีเอส
- ระบบกระจายแรงเบรก
- ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน
- ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง



