วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

'อีวี' 4 เดือน ขยายตัวแรง ไฮบริด บทบาทหลักการผลิตรถยนต์นั่ง

'อีวี' 4 เดือน ขยายตัวแรง ไฮบริด บทบาทหลักการผลิตรถยนต์นั่ง

รถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การตลาด และยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่รถไฮบริด ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์การผลิต

รถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการขาย และด้านผลิตภัณฑ์

แม้ว่าปัจจุบันจะมีอีวีทำตลาดจำนวนมาก ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ และทำให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ก็ดูเหมือนว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่จะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด คือการเปิดตัว “นีโว คิว05” (NEVO Q05) อีกหนึ่งแบรนด์ในเครือฉางอาน พร้อมกับแคมเปญ ราคาพิเศษ เริ่มต้น 599,900 บาท จากราคาปกติ 629,000 บาท สำหรับลูกค้า 3,000 รายแรก ที่รับรถภายในเดือนนี้ รวมถึงแพ็กเกจพิเศษอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทในตลาดกลุ่ม บี-เอสยูวี ไม่น้อย

และหลังจากนี้ วันที่ 17 มิ.ย. เอ็มจี ก็เตรียมเปิดตัว อีวี รุ่นใหม่ “เอ็มจี เออร์เบิน” (MG URBAN) ซึ่งก็จะเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เข้ามาแข่งขันในตลาด บี-เซกเมนต์ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

ทางฝั่งแบรนด์พรีเมียม เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็เตรียมเปิดตัว จีแอลซี อีวี (GLC EV) ช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่จะตามมาด้วย ลักซ์ชัวรี เอ็มพีวี วีแอลอี (VLE) ปีหน้า

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ทำตลาดอีวีจริงจัง และยังประกอบอีวีในไทยที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ พันธมิตรเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็น EQS, EQE, EQC รวมถึงรถใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวช่วงงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา คือ CLA 250+ Electric ที่ได้รับการตอบรับที่ดี เกินคาดหมาย ด้วยยอดจองถึงปัจจุบันกว่า 2,000 คัน ก็ประกอบในไทยเช่นกัน

และว่าที่ผู้มาใหม่อย่าง จีแอลซี อีวี ก็จะทำตลาดด้วยการประกอบในประเทศเช่นกัน

ในด้านตลาด แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยไม่โดดเด่นมากนัก แม้ว่าช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) จะทำได้ 230,477 คัน เพิ่มขึ้นด้วยสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 15.02% แต่ยอดรวมก็ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติก่อนหน้านี้ แต่ภาพรวมของตลาดอีวี ก็ยังโดดเด่น

เช่น เมื่อดูยอดขายเฉพาะเดือน เม.ย.ตลาดรวมทำได้ทั้งสิ้น 48,394 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 2.54%

การเติบโตของตลาดเดือน เม.ย. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่าเป็นผลมาจากการส่งมอบอีวีจากการจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา ที่ยอดจองรวมกว่า 1.32 แสนคัน โดยกว่าครึ่งเป็นยอดจอง อีวี

และหากดูตัวเลขการขายจาก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ฯ ก็จะเห็นว่าอีวี ยังมีบทบาทที่โดดเด่น เช่น ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ที่เป็นตลาดหลักของ อีวี เดือน เม.ย.มียอด 13,882 คัน เพิ่มขึ้น 27.35% และเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด สูงกว่าพลังงานอื่นๆ ทั้งรถที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมัน (ICE) ลูกผสมอย่างไฮบริด หรือ ปลั๊ก-อิน ไฮบริดก็ตาม

และหากดูตัวเลขการขายสะสมช่วง 4 เดือน จะพบว่า อีวี มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยยอดรวม 64,109 คัน และอัตราเติบโตที่ค่อนข้างสูงคือ 90.61%

น่าสนใจว่าปี 2568 ที่ผ่านมา อีวี ที่สร้างสถิติใหม่ยอดขายทะลุ 1 แสนค้นเป็นครั้งแรก โดยทำได้ประมาณ 1.2 แสนคัน แต่ 4 เดือนแรกปีนี้ มียอดขายแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของยอดปีที่ผ่านมา จากตัวเลขดังกล่าวจึงดุเหมือนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ปีนี้ อีวี จะทำลายสถิติอีกครั้ง และน่าจะเป็นการทำลายด้วยตัวเลขที่สูงกว่ากันมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ก็มีบางมุมมองที่เชื่อว่าเมื่อจบปี อีวี อาจจะไม่ร้อนแรงมากเช่นนั้น เช่น ณรงค์ สีตลายน อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ผู้แทนจำหน่าย อีวี “จีลี่” ที่เพิ่งลาออก มีผลต้นเดือนนี้ ที่มองว่าสัดส่วนตลาดอีวีจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าช่วงต้นปีการเติบโตของอีวี เป็นการเติบโตที่ผิดปกติ จากปัจจัยหลายๆ อย่าง รวมถึงการเร่งซื้อเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษต่างๆ 

รวมถึงแรงกระเพื่อมจากสงครามการสู้รบที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ราคาน้ำมันถีบตัวอย่างรุนแรง เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ยังลังเลว่าจะเลือกรถพลังงานใดมาใช้งาน หรือผู้ที่ยังไม่เคยมีแนวคิดจะซื้ออีวี ด้วยเหตุผลบางอย่าง ตัดสินใจซื้อ อีวี ทำให้มียอดขายที่โดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าว

ก็ต้องยอมรับว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา อีวี เป็นหนึ่งในกลุ่มรถที่มีผลทำให้ตลาดรถยนต์ไทยเติบโต ควบคู่ไปกับลูกผสมอย่าง ไฮบริด ที่มียอดขายตามมา 51,434 คัน เพิ่มขึ้น 24.76%

ขณะที่รถ ICE และปลั๊ก-อิน ไฮบริด มียอดขายที่ลดลง 

แต่หากมองในภาพรวมอุตสาหกรรม จะพบว่า กลุ่มรถที่มีบทบาทสูงสุดต่อภาคการผลิต คือ ไฮบริด ที่ช่วง 4 เดือน มียอดผลิต 74,435 คัน เพิ่มขึ้น 7.71% ซึ่งหากเทียบกับยอดขาย จะพบว่ายอดผลิตสูงกว่ายอดขายจำนวนมาก ซึ่งนอกจากเป็นการผลิตเพื่อรอขายแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเป็นการผลิตเพื่อส่งออกด้วย 

ขณะที่อีวี ที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงการผลิตในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการผลิต หรือ สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (local content) แม้จะมีสัดส่วนการผลิตที่เพิ่มขึ้น 7.98% แต่ในแง่ของจำนวนไม่สูงนักคือ 15,211 คัน ซึ่งต่ำกว่ายอดขายมาก (64,109 คัน)

นั่นอาจจะพอระบุได้ว่า อีวีที่ทำตลาดในไทย มีจำนวนไม่น้อยที่ยังเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ 

ซึ่งแน่นอนปัจจุบัน มีหลายแบรนด์ที่ทำตลาด โดยมีแนวทางชัดเจนว่าจะนำเข้าเท่านั้น ไม่มีแผนประกอบในประเทศแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันก็มีหลายแบรนด์ที่เข้ามาเปิดโรงงาน

ก็ได้แต่คาดหวังว่าเราจะเห็นตัวเลขการประกอบ อีวี ในประเทศ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ ตามเป้าหมายของภาครัฐ