GWM ORA 5 (จีดับเบิลยูเอ็ม โอร่า 5) เข้ามาทำตลาดแทนที่ Good Cat (กู๊ด แคท) รถพลังงานไฟฟ้า (EV) รุ่นแรกที่ GWM นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เมื่อปี 2564
GWM ORA 5 เปิดตัวในไทยเป็นตลาดที่ 2 ต่อจากจีน ยังคงเป็นรถทีมีกลิ่นอายเรโทรคล้ายกับ กู๊ดแคท แต่ดูมีความร่วมสมัย และพรีเมียมมากขึ้น
และการมาของ บี-เอสยูวี ใหม่ครั้งนี้ GWM เพิ่มทางเลือก ไม่ได้มีเฉพาะอีวี แต่มีลูกผสมอย่างไฮบริด (HEV) เข้ามาด้วย ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ แบรนด์ก็คงมองเห็นว่า อีวี คงไม่ใช่คำตอบเดียว ยังมีผู้บริโภคอีกไม่น้อยที่ยังต้องการความสะดวกในการใช้งาน โดย GWM ระบุไว้ว่าเมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง 55 ลิตร สามารถขับขี่ได้ทะลุ 1,000 กม.
ORA 5 HEV เป็นฟูล ไฮบริด การทำงานมีทั้งช่วงของการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อย่างเดียว ขับเคลื่อนพร้อมกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า และขับขี่ด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ก็คงไม่มากนัก กับแบตเตอรีความจุ 1.09 kWh
สิ่งที่ผมชอบจาการลองขับเจ้ามาดเข้มสี โอนิกซ์ แบล็ค คันนี้ อย่างแรกคือ ความลื่นไหลของขุมพลังไฮบริดที่ตอบสนองการขับขี่ดี ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ทั่วไป การไล่ความเร็วที่ทำได้ต่อเนื่อง และจังหวะปรับเปลี่ยนความเร็วสลับไปมา เช่น ชะลอ หรือ เบรกแล้วเดินคันเร่งใหม่ ซึ่งเรียกกำลังมาได้เร็วโดยไม่ต้องเค้นกำลังมากมาย ทำให้การเดินทางลื่นไหล ขับขี่แบบผ่อนคลาย เหมาะกับการเดินทางไกล หรือไปท่องเที่ยวที่ไหนสักที่
ซึ่งการลองขับของผมใช้เส้นทางย่านถนนศรีนครินทร์-กาญจนบุรี มีทั้งเส้นทางในเมือง เส้นทางด่วน M81 เส้นทางชนบท ทางหลวงระหว่างเมือง
ORA 5 มีโหมดการขับแบบ Eco, Normal, Sport และ Snow ซึ่งบ้านเราก็ใช้ได้กับสถานการณ์ถนนลื่น ๆ
หลัก ๆ แล้ว Normal ก็เพียงพอการถ่ายทอดพลังงานนุ่มนวล ผู้โดยสารชอบ การปรับเปลี่ยนความเร็วตอบสนองอารมณ์สปอร์ตได้ แต่ถ้าเลือก Sport ก็จะยิ่งกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น ตอบสนองรวดเร็วขึ้นแบบรู้สึกได้ชัดเจน แต่ผมว่าไม่จำเป็น
จังหวะการเชื่อมต่อหรือสลับการทำงานของมเตอร์กับเครื่องยนต์ค่อนข้างเนียน จะมีให้รู้สึกอยู่บ้างในจังหวะกดคันเร่งแบบรุนแรงทันทีทันใด ที่จะรับรู้ถึงจังหวะเชื่อมต่ออยู่บ้าง แต่ก็แค่นิดเดียวครับ
ช่วงล่างหน้าอิสระแมคเฟอร์สัน สตรัท ด้านหลังอิสระ มัลติลิงค์ ทำงานได้ดี การขับขี่ในเส้นทางแบบนี้แม้จะใช้ความเร็วสูง แต่รถนิ่ง คุมรถได้สบาย ๆ ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับว่าเหมาะกับการเดินทางไกล ๆ
ช่วงล่างมีความนุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือนในช่วงทางขรุขระ หรือรอยต่อถนนที่เป็นทางปูนได้ดี นั่งได้สบาย
แต่ความนุ่มก็ทำให้มีจังหวะขึ้นลงของตัวรถบ้าง เมื่อผ่านทางที่เป็นคลื่นเป็นลอน และจังหวะผ่านทางโค้งลึก ๆ ตัวถังให้ตัว โยนตัวบ้าง แต่ก็ไม่มีผลกับการคุมรถในเส้นทางแบบนี้มากนัก
เซ็ทมาแบบผสมระหว่างนุ่มสบายกับสปอร์ต
ส่วนยางมาตรฐานที่ติดตั้่งมาขนาด 225/60 R18
และจุดเด่นอีกอย่างคือ การเก็บเสียงที่ทำได้ดี ค่อนข้างเงียบไม่ว่าจะเป็นเสียงลมปะทะ หรือเสียงยาง
ส่วนห้องโดยสารนั่งแล้วให้ความรู้สึกโปร่งโล่งกว้างขวางใช้ได้สำหรับรถในกลุ่ม บี-เซ็กเมนต์ และในรุ่น ULTRA ที่ผมขับมีหลังคากระจกพาโนรามิกเพิ่มความโปร่งโล่งเข้าไปอีก โดยมีม่านบังแดดไฟฟ้าเอาไว้รับมือกับช่วงแดดจัด
เบาะผู้ขับกำลังดีไม่เล็กไม่ใหญ่ กระชับลำตัวได้ดี มีความนุ่ม ที่เรียกว่านุ่มคือนุ่มจริง ระยะทางไปกลับเมืองกาญจน์นั่งได้สบาย แต่เดินทางไกลกว่านี้ความนุ่มจะมีผลกับการเมื่อยล้าหรือไม่ต้องลองอีกที แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งคือการปรับตำแหน่งเบาะ (ไฟฟ้า) กับพวงมาลัยที่ปรับได้ 4 ทิศทาง มันเหมือนจะยังขาด ๆ เกิน ๆ เล็กน้อย แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เรื่องนี้บางทีสรีระแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความถนัดก็ต่างกัน แต่ที่แน่ ๆ คือ นั่ง ๆ ไปสักพัก ให้ร่างกายปรับตัวก็เริ่มไม่รู้สึกอะไร
ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ต้องการรถที่ได้จุดเด่นด้านสมรรถนะจากมอเตอร์ไฟฟ้า แม้จะไม่ประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงานเท่า อีวี แต่ได้ความสะดวกจากการใช้งาน ก็ไปลองขับลองใช้งานกันดูครับว่าเหมาะกับเราหรือไม่
ทั้งนี้ค่าตัวของ HEV มี 2 รุ่น คือ PRO กับ ULTRA อยู่ที่ 7.09-7.79 แสนบาท ซึ่งจะแพงกว่ารุ่น EV ที่มีค่าตัว 6.49-7.19 แสนบาท
ออปชั่น หลัก
สำหรับ ORA 5 HEV Ultra ใส่ออปชั่นมาให้ไม่น้อย เช่น ไฟหน้า LED พร้อมระบบเปิด-ปิด ปรับสูงต่ำอัตโนมัติ และ Follow Me Home ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่กลางวัน สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ไฟท้ายแอลอีดีแบบซ่อน ประตูท้ายปิด-ปิด ไฟฟ้า
ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง ราวหลังคา กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า และพับอัตโนมัติเมื่อล็อกรถ
เบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์ผู้ขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศ และระบบจดจำตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศ
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ปรับได้ 4 ทิศทาง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ กระจกไฟฟ้าแบบ One Touch ทั้ง 4 บาน เบรกมือไฟฟ้า และ Auto Brake Hold
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ช่องแอร์ด้านหลัง ระบบกรองอากาศ N95 ช่องเก็บความเย็น 3.2 ลิตร
หน้าจอดิจิทัล 10.25 นิ้ว จอกลางแบบสัมผัส 14.6 นิ้ว ระบบนำทางออนไลน์ ลำโพง 9 ตำแหน่ง ระบบสั่งการด้วยเสียงรองรับภาษาไทย และอังกฤษ ระบบสั่งการด้วยเสียง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย
รองรับ Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ ระบบเชื่อมต่อข้อมูลรถยนต์ (Telematic) ระบบควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชั่น ช่องเชื่อมต่อยูเอสบี ด้านหน้าไทป์ เอ และ ซี อย่างละ 1 ตำแหน่ง ด้านหลังไทป์ ซี 1 ตำแหน่ง การอัปเดทซอฟท์แวร์ออนไลน์
ด้านความปลอดภัยระบบระบบช่วยการขับขี่เช่น ระบบติดต่อฉุกเฉิน ถุงลม 6 ตำแหน่ง เบรกเอบีเอส ระบบกระจายแรงเบรก ระบบควบคุมการลื่นไถล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันและระบบช่วยลงทางลาดชัน
เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 ตำแหน่ง กล้องรอบทิศทาง พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ หรือ Body Transparent View ระบบวัดแรงดันลมยาง
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบคุมความเร็วเมื่อเข้าโค้ง ระบบเตือนเมื่อเสี่ยงชนด้านหน้า ระบบเบรกฉุกเฉิน ระบบเตือนเครื่องหมายจราจร ระบบเตือนจำกัดคมเร็ว ระบบประคองรถให้อยู่กลางเลน ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน ระบบเตือนมุมอับสายตา ระบบเตือนเมื่อเปิดประตู ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน
ระบบเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง ระบบเตือนเสี่ยงถูกชนด้านหลัง รเบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเดินหน้า ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถผ่านด้านหน้า

