"โตโยต้า" เขย่าวงการออฟโรดไทย เปิดตัว Toyota Land Cruiser FJ รถเอสยูวีสายลุยรุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรักการเดินทาง และไลฟ์สไตล์แอดเวนเจอร์ ทั้งการท่องเที่ยว ออกทริป หรือกิจกรรมกลางแจ้งในวันหยุด
Land Cruiser เป็นตระกูลที่สร้างชื่อเสียงระดับตำนาน และมีเสน่ห์เฉพาะตัวของ โตโยต้า มายาวนาน มีอายุ 75 ปี เริ่มต้นพัฒนาครั้งแรกเป็นรถจี๊ปในปี 1951 ใช้ชื่อว่า BJ ส่วนชื่อ Land Cruiser นำมาใช้ครั้งแรกในอีก 4 ปี ต่อมา จากนั้นก็ทำตลาดมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่อท้ายที่ต่างกันออกไป และล่าสุดคือการมาของ Toyota Land Cruiser FJ ที่เปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ เป็นรถที่ผลิตในไทยมีแผนจำหน่ายกว่า 80 ประเทศทั่วโลก รวมถึงบ้านเกิด ญี่ปุ่น ส่วนในไทยตั้งเป้าปีนี้ 5,000 คัน แต่ล่าสุดมียอดจองแล้วมากกว่า 1,000 คัน สำหรับรถที่มีค่าตัว 1,269,000 บาท
FJ พัฒนาบนพื้นฐานของ IMV Platform เหมือนกับ Hilux Champ แต่เป็นช่วงสั้น เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบออฟโรดที่แท้จริง แต่ว่าแชสซีส์ตัวนี้ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงหลายอย่าง อย่างน้อยก็คือบรรดาพวกจุดยึดช่วงล่างหลังที่ไม่ได้เป็นแหนบเหมือนกับแชมป์ แต่เป็นโฟร์ลิงค์ ปรับปรุงโครงสร้างด้านหลังให้แข็งแรง พร้อมกับเสริมความแข็งแรงของรางข้างครึ่งตอนหลัง เพิ่มจุดเชื่อมเฟรมบริเวณจุดยึดช่วงล่างหลัง เพิ่มตะแกรงกันกระแทกใต้เครื่องยนต์ ปรับปรุงคานขวางและคานหลัง และเพิ่มคานขวางเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อ และเพิ่มความอเนกประสงค์สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมรวมถึงการลากจูง รวมถึงเพิ่มจุดถ่วงน้ำหนักให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เป็นการช่วยลดการโคลงตัว ยึดเกาะถนน และรองรับการขับขี่ออฟโรดที่จะต้องผ่านเส้นทางเนินขึ้น-ลง หรือทางเอียงข้างเป็นต้น
ขณะที่พวกระบบช่วงล่าง ล้อ ระบบเบรก ใช้ร่วมกันกับ ฟอร์จูนเนอร์ แต่ก็ปรับเซตใหม่เช่นกันให้ได้อารมณ์ของแลนด์ ครุยเซอร์ รวมถึงช่วยการโคลงตัวของรถ เช่น สปริง หรือช็อค แอบซอร์เบอร์ ที่เป็นคนละเบอร์กัน
สำหรับ FJ การที่ใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ Champ ยังมีความหมายมากกว่านั้น นั่นคือทำให้มันถูกกำหนดเข้าไปอยู่ในกลุ่มรถ PPV
ถ้าให้สรุปตรงนี้ โดยรวมสำหรับการลองขับ FJ ตอบโจทย์ของทีมพัฒนาได้ดี นั่นคือ เป็นรถสายลุย เริ่มตั้งแต่โครงสร้างตัวรถ เช่น ขนาดที่กะทัดรัด หากเทียบกับฟอร์จูนเนอร์ มันสั้นกว่า 18 ซม. ทำให้การเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคทำได้ดีกว่ากันชัดเจน ขณะที่มุมไต่ 30 องศา มุมจาก 38 องศา นั่นช่วยให้ตลอดเส้นทางที่ขับที่มีอุปสรรคทั้งหลุมใหญ่ เนินที่ชันในทันทีทันใด และพอถึงยอดก็ต้องหักลงทันทีเช่นกัน หรือการลุยบ่อน้ำ ไม่มีปัญหาหน้ารถขุดดิน กระแทกหิน และกันชนท้ายก็ไม่ได้ลากอะไรติดมาด้วย ทำได้คล่องตัว
ทั้งนี้สำหรับคุณสมบัติการลุยน้ำ ทำได้ 700 มม. ไม่น้อย ส่วนทางเอียงข้าง รถรองรับได้ที่ 40 องศา ยางอะไหล่ที่ติดตั้งที่ฝาท้ายก็เหมาะกับการลุยมากกว่าติดไว้ใต้ท้องรถ เส้นทางยังมีผ่านดงหญ้า ดงไม้ แคบๆ ก็รับรู้ถึงความคล่องตัว วงเลี้ยวที่แคบ ตัวรถที่กะทัดรัด ทำให้ผ่านมาได้แบบไม่มีรอยขีดข่วน ส่วนเครื่องยนต์เบนซินตัวนี้ แม้จะเป็นรหัสที่คุ้นเคยอยู่มานาน 20 ปี แต่ก็ถือเป็นเครื่องยนต์ตัวเก่งที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน และเมื่อมาอยู่ใน FJ ผ่านการปรับเซตใหม่ให้เหมาะสมทั้งด้านสมรรถนะ รวมถึงมาตรฐานไอเสียยูโร 6
กำลังเหลือเฟือสำหรับการขับขี่เส้นทางแบบนี้ การเซตให้เรียกแรงบิดมาก่อน จากนั้นเมื่อะถึงจังหวะที่แรงบิดเริ่มตก แรงม้าจะพุ่งสวนขึ้นไปรองรับ ทำให้จังหวะการผ่านอุปสรรคต่างๆ ทำได้ไม่ยาก แค่เลี้ยงคันเร่งให้นิ่งๆ ใช้รอบให้เหมาะสม เช่น จังหวะปีนขึ้นเนินชันๆ ลื่นๆ จากฝนพรำ และพื้นผิวที่เป็นดินสลับหินลื่นๆ ทำให้พื้นผิวไม่เรียบจากหลายสิ่งอย่าง รวมถึงรถคันหน้าที่ไปก่อนหน้าตะกุยดินร่วงไปไม่น้อย เท่ากับว่าการปีนไต่เป็นสถานการณ์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น เพราะล้อทั้ง 4 ที่ติดตั้งยาง H/T ไม่ใช่ยางออฟโรด ไม่ได้สัมผัสผิวเส้นทางเท่าๆ กัน และแน่นอนบางจังหวะบางล้อก็ไม่แตะผิวทางด้วยซ้ำ ลอยอยู่ในอากาศแทน แต่ก็สามารถผ่านไปได้ไม่ยากอะไร
ทั้งนี้ FJ มีตัวช่วยให้ใช้กับเส้นทางออฟโรด คือ Rear Differential Lock และยังมี 2nd Start เผื่อใครกลัวว่าการออกตัวเกียร์ 1 แรงบิดจะสูงไปจนไปขุดเส้นทางให้ลึกขึ้น ล้อที่หมุนฟรี หรือเกียร์ 3 ที่แรงบิดอาจไม่พอ เมื่อกดปุ่มนี้ระบบก็จะล็อคไว้ที่เกียร์ 2 ง่ายๆ แค่นั้น
ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นแบบพาร์ตไทม์ เลือกได้เองจะเป็น 2H, 4H หรือ 4L ตามความเหมาะสมกับเส้นทาง พวงมาลัยแรคแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฮดรอลิค มันให้อารมณ์ในการควบคุมที่ดีนะครับกับการขับในเส้นทางแบบนี้ รวมถึงการขับในเส้นทางเรียบก็ไม่เลว ค่อนข้างมีน้ำหนักช่วยให้คุมได้มั่นคง ระยะฟรีมีบ้าง แต่ไม่เป็นปัญหากับการควบคุม โดยรวมของการใช้งานออฟโรด ผมชอบนะ รถคล่องตัว ผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ดี การดูดซับแรงสั่นสะเทือนทำได้น่าพอใจ น่าจะถูกใจสายลุย แต่ก็เชื่อว่ากลุ่มนี้อาจจะมีไม่มากนัก เพราะสงสารรถ แต่สายไลฟ์สไตล์ ท่องเที่ยว หรือแคมปิง น่าจะชอบเช่นกัน ไม่ต้องเอาไปลุยงานหนักมาก แต่เชื่อว่าจะเป็นรถที่ช่วยเพิ่มเส้นทางหรือเป้าหมายปลายทางที่หลากหลายกว่าเดิมได้แน่นอน
ขณะที่การขับขี่บนถนนทั่วไป ก็ไม่เลว เครื่องยนต์ไม่ได้ร้อนแรงนัก แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร วิ่งในระดับความเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนดสบายๆ หรือจะเร็วกว่านั้นเล็กน้อย ในจังหวะเร่งแซงก็ไม่ยากอะไร และที่สำคัญรถนิ่ง บวกกับความสูงของรถและทัศนวิสัยที่ดีทำให้ขับแล้วผ่อนคลาย เหมาะมากกับการเดินทางท่องเที่ยวแบบที่ไม่ต้องรีบร้อนอะไรมาก ขณะที่จังหวะเติมความเร็วกะทันหัน ที่ระดับความเร็วสูงๆ ต้องเค้นกำลังบ้าง เรียกว่าเครื่องยนต์ไม่จี๊ดจ๊าดมากนัก แต่เป็นเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ต่อเนื่อง ช่วงล่างกับถนนหลวง ยึดเกาะได้ดี มีความนุ่มนวลใช้ได้ แต่ถ้าเป็นถนนคอนกรีตรับรู้ได้ถึงความกระด้างบ้าง แต่ก็แค่เล็กน้อย จังหวะเด้ง หรือโยก โยน มีน้อย แต่จุดหนึ่งที่ต้องชื่นชม คือการเก็บเสียงในห้องโดยสารที่ทำได้ค่อนเข้างเงียบเลยทีเดียว รวมถึงเสียงลมปะทะ แม้ว่ารถในรูปแบบ BOXY ทรงกล่องแบบนี้ จะมีองศากระจกบังลมหน้าที่ค่อนชันก็ตาม
สรุปโดยรวม Land Cruiser FJ เป็นรถที่เหมาะกับสายไลฟ์สไตล์ ท่องเที่ยว หรือสายลุย ที่เติมเต็มตัวเองในช่วงวันว่างๆ หรือถ้าใครอยากจะใช้งานในชีวิตประจำวันก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่ประหยัดเท่าไรก็สภาพจราจรที่หนาแน่น ส่วนการขับขี่ ส่วนตัวในทางเรียบ กรุงเทพฯ-บางแสน ด้วยความเร็วแบบขับไปเรี่อยๆ ไม่รีบร้อน อยู่ที่ประมาณ 9 กม./ลิตร ส่วนที่ 2 ห้องโดยสารโปร่งโล่ง แอร์เย็นสบาย
Toyota Land Cruiser FJ ที่โดดเด่นกับการใช้งานออฟโรดนั้น จริงๆ ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ทีมวิศวกรปั้นให้เป็นรถสำหรับออฟโรด เช่น อุปกรณ์บางส่วน อย่างกันชนที่ออกแบบให้มีหลายชิ้นประกอบกัน รวมถึงกาบข้าง กระจกมองข้าง หรือโคมไฟ เพราะมองว่าอุปกรณ์พวกนี้มีโอกาสเกิดความเสียหายจากการกระแทก ขีดข่วนมากที่สุด ดังนั้นหากต้องเปลี่ยนก็สามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นส่วนย่อยๆ ได้ รวมถึงการลดเหลี่ยมมุมของรถทรงกล่อง เพื่อเลี่ยงการปะทะ ขูดขีด เกี่ยว กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ขณะที่ฝากระโปรงหน้าช่วงกลางกดต่ำลงไป ส่วนตัวว่าดีนะ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้าได้เยอะทีเดียว ส่วนออปชันหลักๆ ของ FJ เช่น ยางขนาด 265/60 R18 ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED ไฟขับขี่เวลากลางวัน หรือ Daytime Running Light และไฟตัดหมอก LED ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Bulb และไฟตัดหมอก LED ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ได้อารมณ์ BOXY ล้อไปกับตัวถังภายนอก เน้น ความเรียบง่าย แต่บึกบึน โปร่งโล่งจากหลังคาที่สูง ติดตั้งวัสดุบุนุ่มหลายตำแหน่ง แต่ติดนิดเดียวที่แผงประตูด้านหลังไม่เได้เป็นแบบบุนุ่มเหมือนกับประตูหน้า พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน เบาะนั่งหนังสังเคราะห์สีดำ เบาะผู้ขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะแถวที่ 2 พับแยกได้ 55:45 และปรับเลื่อนเดินหน้าและถอยหลังได้ 5 ระดับ
เบาะหลังยกสูงขึ้นเล็กน้อย ส่วนตัวว่าดีนะช่วยเพิ่มทัศนวิสัย ความโปร่งโลก และยังปรับเอนพนักพิงได้ 40 องศาเพื่อเพิ่มความสบาย ในการเดินทาง และเพิ่มความสะดวกด้วยกระจกหน้าต่าง ปรับขึ้นลงอัตโนมัติแบบ One Touch ทั้ง 4 บาน หน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้วรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบ ไร้สาย ติดตั้งลำโพง 6 ตำแหน่ง จอแสดงข้อมูลการขับขี่ 7 นิ้ว แสดงข้อมูลหลากหลาย รวมถีงสถานะของรถ เช่น มุมเงยและมุมเอียง เพิ่มประโยชน์ในการขับขี่เส้นทางออฟโรด ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบอิสระแยกซ้าย-ขวาแต่ไม่มีช่องแอร์ด้านหลัง แต่ไม่ต้องห่วงครับโตโยต้าทำได้ดี ความเย็นนี่ฉ่ำทั่วถึงเลยทีเดียว
เทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense โดยการทำงานของระบบหลักๆ เช่น ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน กล้องมอบรอบคัน ฟังก์ชันแสดงภาพใต้ท้องรถระบบเตือนมุมอับสายตา ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถพร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่าน และเบรกเมื่อตรวจพบวัตถุหยุดนิ่ง ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี

