วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

สงคราม-น้ำมัน วัดกำลังซื้อมอเตอร์โชว์ ชี้ดันอีวีไม่มาก

สงคราม-น้ำมัน วัดกำลังซื้อมอเตอร์โชว์  ชี้ดันอีวีไม่มาก

งานมหกรรมยานยนต์ปีนี้ จัดขึ้นท่ามกลางการสู้รบภุมิภาคตะวันออกกลาง และน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และขาดแคลน ทำให้เกิดความสงสัยทั้งกำลังซื้อ และการเปลี่ยนไปใช้อีวี

ปี 2568 งาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์ โชว์ ฝ่ากระแสเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์ที่ถดถอย ด้วยยอดจองกว่า 5 หมื่นคัน 

ส่วนการจัดงานปีนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 47 ผู้จัดก็ยังตั้งเป้ายอดจองใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ถือว่ามีความท้าทายไม่น้อย จากสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะเหตุสงคราม และราคาน้ำมันที่ขยับตัวขึ้น 

อย่างไรก็ตามบรรยากาศโดยรวมในปีนี้ ถือว่ามีความคึกคักไม่น้อย หากมองความเคลื่อนไหวในด้านผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ต่าง ๆ 

ในส่วนของแบรนด์ ปีนี้มีแบรนด์ใหม่เข้ามาร่วมแสดงงานเป็นครั้งแรก และมีโมเดลใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทาง โดยเฉพาะรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) และรถพลังงานอื่น ๆ อีกหลายรุ่น

ในส่วนของ อีวี ก็มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น เพราะมีทั้งเจ้าประจำอย่าง อีวี จากจีน และจากแหล่งอื่น ที่ปีนี้เรียกความสนใจจากตลาดได้ไม่น้อย 

เช่น มาสด้า ที่เปิดตัว อีวี รุ่นแรก “Mazda 6e” รถที่แม้จะมีพันธมิตร และใช้ส่วนประกอบสำคัญอย่างแบตเตอรี และมอเตอร์ไฟฟ้า กับ ดีพอล ค่ายฉางอัน แต่ก็สามารถสร้างดีเอ็นเอความเป็นมาสด้าให้ลูกค้าเห็นได้

เมื่อบวกกับการตั้งราคาที่หลายคนมองว่าสามารถแข่งขันได้ 1.169-1.199 ล้านบาท นั่นดูเหมือนจะทำให้ อีวี แบรนด์ญี่ปุ่น เริ่มมีสปอตไลท์ มากขึ้น 

ขณะที่ฮอนด้าเปิดตัว "e:N2" อย่างเป็นทางการด้วยค่าตัว 1.429 ล้านบาท

ข้ามไปทางฟากฝั่ง ยุโรป เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอ อีวี เจเนอเรชั่นใหม่ “CLA 250+” ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดราคาอย่างเป็นทางการ 2.29 ล้านบาท 

ซึ่งดูเหมือนรถที่มาพร้อมแพลทฟอร์มใหม่ MMA หรือ Mercedes-Benz Modular Architecture และแบตเตอรีที่รองรับการใช้งาน 792กม.ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง คันนี้ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น 

สงคราม-น้ำมัน วัดกำลังซื้อมอเตอร์โชว์  ชี้ดันอีวีไม่มาก

ขณะที่แบรนด์จีน ก็ยังมีอีวี เสริมตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น บีวายดี ที่เปิดตัวรวดเดียว 3 รุ่น คือ แอทโต 1, แอทโต 2 และ ซีล 6 ฉางอัน เสริมตลาด นีโว คิว 05 จีดับเบิลยูเอ็ม เปิดตัว โอร่า 5 อีวี เอ็มจี มี ไอเอ็ม 5 หรือว่า ไฟเออร์ไฟร์ ของนีโอ แบนด์ในเครือ จีลี เป็นต้น 

ขณะที่รถพลังอื่น ก็มีหลายรุ่นที่น่าสนใจ เช่น นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปรับโฉมที่ปรับรูปลักษณ์หน้าตาใหม่ เพิ่มออปชั่น เพิ่มเทคโนโลยี หรือ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ปิกอัพ สมรรถนะสูงสายลุย 

เมื่อดูความเคลื่อนไหวด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ความจริงงานปีนี้น่าจะเป็นอีกงานที่ช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยหลายคนประเมินกันว่าตลาดปีนี้น่าจะขยายตัวได้ประมาณ 5%

แต่สถานการณ์โลก โดยเฉพาะการตัดสินใจอิหร่านโดยสหรัฐ และอิสราเอล ทำให้เกิดความผันผวนหลายอย่าง รวมถึงราคาน้ำมัน ทำให้อาจจะต้องกลับมาทบทวนกันใหม่

แต่เสียงจากผู้บริหารบริษัทรถยนต์หลายคนต่างมองตรงกันว่ายังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินได้ เพราะไม่รู้ว่าสงครามจะลากยาวหรือจะจบได้เร็ว

ณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้จำหน่ายรถยนต์ จีลี (GEELY) กล่าวว่า แต่เดิมประเมินกันว่าตลาดรถยนต์ปีนี้มีแนวโน้มดี จากทั้งทิศทางการส่งออกของประเทศที่ดีขึ้น ตัวเลขจีดีพีที่ขยับตัวได้ดี ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว และมีผลมายังตลาดรถยนต์

“เป็นปีที่มองว่าแนวโน้มดี ยอดขายรถยนต์น่าจะเติบโตเป็น 6.3-64 แสนคัน จาก 6.2 แสนคันในปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครคิดว่าจะมีสงครามเกิดขึ้น” 

อย่างไรก็ตามต้องติดตามดูว่าสงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้ผู้บริโภคหันมาสนใจ อีวี มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในภาพรวมมองว่าจะไม่ขยายตัวจาก 1.2 แสนคันในปีที่ผ่านมามากนัก โดยอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 แสนคันในปีนี้ 

รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น อาจจะมีส่วนส่งเสริมให้อีวีขยายตัว แต่ในความเป็นจริงเชื่อว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นมีทางเลือกที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการอีวี หรือ ไม่เอาอีวี และที่สำคัญก็คือในระยะยาว หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเช่นกัน

แต่ที่สำคัญ การที่เหตุการณ์ยืดเยื้อสิ่งสำคัญคือส่งผลต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลระทบกับทุก ๆ ตลาด ไม่ว่าจะเป็นรถพลังงานใดก็ตาม

“อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสงครามนี้จะจบเร็ว เพราะทุกคนเจ็บตัว รวมถึงคู่ขัดแย้ง ซึ่งคงไม่มีใครอยากเจ็บตัวไปนาน ๆ”

รัฐการกล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ปีนี้ คาดว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว คือ 6.2 แสนคัน