ต.สยาม คอมเมอร์เชียล เสริม 2 ยางใหม่ "โตโย ไทร์"- เปิดตัว แอดวานซ์ ไทร์ วางตำแหน่ง “บัดเจ็ท ไทร์” สอดคล้องสภาพเศรษฐกิจ มั่นใจภาพรวมปีนี้เติบโต 2 เท่าตัว
ยางรถยนต์ เป็นอุปกรณ์ประจำรถที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย รวมไปถึงความประหยัด โดยปัจจุบันตลาดมีทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งแบรนด์ใหญ่ แบรนด์ท้องถิ่น ผลิตในประเทศ และนำเข้า และมีระดับราคาที่หลากหลายเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า
ซึ่งในมุมผู้ใช้รถ ควรให้ความสำคัญกับยาง โดยควรจะต้องเปลี่ยนยางเส้นใหม่ ถ้าหากว่ายางติดรถมีสภาพที่ไม่เพร้อมใช้งาน และการเลือกยางก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกยางที่สเปคเกินความจำเป็น โดยดูจากดัชนียาง ที่จะระบุเกี่ยวกับการรองรับความเร็ว น้ำหนัก และช่วงเวลาที่ผลิต ที่จะระบุเป็นตัวเลข 4 ตัว ที่ระบุถึงสัปดาห์ และปีที่ผลิต
ส่วนภาพรวมตลาดยาง ก็เชื่อว่าจะยังคงเติบโตโดยฉพาะยางในตลาดทดแทน หรือ REM จากการที่ประชากรรถยนต์สะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และจำเป็นจะต้องใช้ยาง
ขณะที่ยาง OEM หรือยางที่ติดมากับรถในโรงงานประกอบ อาจะเติบโตไม่มาก เพราะตลาดรถยนต์ไทยยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน และล่าสุดปี 2568 ที่ผ่านมา การเติบโตของตลาดส่วนใหญ่มาจากรถยนต์นำเข้า โดยเฉพาะอีวี จากจีน
ในภาพรวมตลาด มุมมองของ “อภิชัย ตั้งวงศ์ศิริ”กรรมการผู้จัดการ บริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายยาง โตโย ไทร์ (Toyo Tire) ,นิตโตะ ไทร์ (Nitto Tire) และ แอดวานซ์ ไทร์ (Advance Tire) มองว่าภาพรวมตลาดยางจะมีความท้าทายจากปัจจัยบางอย่าง โดยเฉพาะสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนยางรถยนต์ ก็อาจจะยืดเวลาการเปลี่ยนยางชุดใหม่ออกไป เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวก็จะเป็นการสร้างโอกาสสำหรัยยางบางกลุ่มที่สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้ มีคุณภาพที่ดี แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย หรือ กลุ่ม บัดเจ็ท ไทร์ (budjet tires)
และ ต.สยาม ได้เริ่มต้นเข้าสู่ตลาดนี้ โดยเปิดตัว แอดวานซ์ ไทร์ (ADVANCE) สำหรับรถเล็กตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ เป็นต้นไป
แอดวานซ์ ไทร์ เป็นผลิตภัณฑ์ของกุ้ยโจว ไทร์ ผู้ผลิตยางรายใหญ่ของจีน ซึ่งที่ผ่านมา ต.สยาม มีความสัมพันธ์กับกุ้ยโจวมายาวนาน โดยนำเข้ายางเข้ามาทำตลาด แต่เป็นยางในกลุ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น ยางรถบัส ยางรถเหมืองแร่ หรือ ยางสำหรับท่าเรือ เช่น ยางรถยกตู้คอนเทรนเนอร์ หรือ ยางสำหรับเครื่องจักรยกตู้คอนเทนเนอร์
แต่ปีนี้จะขยายเข้าสู่ตลาดยางรถเล็ก โดยมีทั้งยางสำหรับรถยนต์ทางเรียบ และยางสำหรับ ปิกอัพ พีพีวี เอสยูวี
ส่วนยางกลุ่มเอนประสงค์ หรือทอร์นาโดพาวเวอร์ มี 3 ลายดอกยาง ซึ่งรวมถึงยางสำหรับงานออฟโรดหนัก ๆ และยางที่ใช้งานบนทางเรียบ มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 15-22 นิ้ว เช่นกันราคาต่อเส้นประมาณ 3,300-5,700 บาท
อภิชัย กล่าวว่า สำหรับราคาจำหน่ายเป็นราคาที่ต่ำเข้าถึงง่าย แต่ยืนยันว่าคุณภาพไม่ได้ต่ำตามราคา
ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่จะเลือกเป็นยางสำหรับรถของตนเอง และความมั่นใจสำหรับตัวแทนจำหน่ายหรือร้านยาง บริษัทจึงเปิดแคมเปญ 180/5
- 180 คือ การรับประกันการใช้งานในช่วง 180 วัน หากเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นรอยบาด บวม หรือ แตก บริษัทจะเปลี่ยนยางเส้นใหม่ให้ทันที
- 5 คือ ในระยะเวลา 5 ปี หากพบว่ายามีปัญหาจากการผลิต และยางยังมีความลึกร่องดอกยาง 2.5 มม. ขึ้นไป ก็จะเปลี่ยนเส้นใหม่ให้ทันที
ซึ่งเชื่อว่าแคมเปญนี้มีความโดดเด่นกว่าตลาดยางทั่วไปในปัจจุบัน และจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค
อภิชัย กล่าวว่า หากมองที่ตลาดยางกลุ่มราคาถูก เห็นว่ามีตลาดที่เปิดกว้าง ขณะที่กลุ่มผู้ทำตลาดปัจจุบันพบว่ามีผู้จำหน่ายหลายจำนวนมากเช่นกัน แต่บริษัทเชื่อว่า การทำตลาดแอดวานซ์ ไทร์ ของบริษัทจะมีความแตกต่างออกไป เพราะเป็นการทำตลาดแบบครบวงจร ทั้งการมีตัวแทนจำหน่าย มีบริการหลังการขาย
และเมื่อรวมกับแผนการทำตลาดอื่น ๆ และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในแบรนด์อื่น เช่น โตโย ไทร์ ที่ล่าสุดเปิดยางใหม่ 2 ตระกูล คือ Open Country และ Proxes จะทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโต 2 เท่าตัวในปีนี้
ทั้งนี้ปัจจุบัน สินค้าในกลุ่มของ ต.สยาม ยังจำหน่งและให้บริการผ่านศูนย์กริป (GRIP) ซึ่งเปิดให้บริการรวม 72 สาขา และปี 2569 นี้ มีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 10 แห่ง เป็น 82 สาขา ส่วนเป้าหมายระยะยาว ตั้งไว้ที่ 200 สาขา





