เอ็มจี เปิดเกมรุกปี 2026 เน้น สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า ดันตลาดเติบโต ยอดขายทะลุ 3 หมื่นคัน พร้อมดึง e-Workshop - LINE OA ยกระดับบริการหลังการขาย
ปี 2568 ที่ผ่านมา เอ็มจีสร้างยอดขายได้ 27,007 คัน เติบโต 57% จกปีก่อนหน้า และยังทำสถิติขึ้นสู่อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ไทย ส่วนปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 30,000 คัน และส่วนแบ่งการตลาด 5%
สำหรับยอดขายในปี 2568 แบ่งเป็น
- รถพลังงานไฟฟ้า 80%
- รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในและไฮบริด 20%
ซึ่งสัดส่วนการขายดังกล่าว เอ็มจี ระบุว่าเป็นการสะท้อนถึงการที่ผู้บริโภคที่เปิดใจให้กับ อีวี ซึ่งปัจจุบัน เอ็มจี มีอีวี ทำตลาดหลายรุ่น โดยสัดส่วนการขายแบ่งเป็น
- MG4 ELECTRIC 11,000 คัน สัดส่วน 46.4%
- MG S5 EV 4,920 คัน สัดส่วน 19.9%
- MG IM6 1,700 คัน สัดส่วน 6.6% ซึ่งเป็นยอดขายสูงสุดนอกประเทศจีน
ขณะที่กลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดอย่าง MG5 และ MG3 HYBRID+ ยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
สู่ยานยนต์ไฟฟ้า
ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ - ซีพี จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของ เอ็มจี ไม่ได้วัดจากยอดขายอย่างเดียว แต่สะท้อนจากความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อแบรนด์
ทั้งนี้เอ็มจีจะใช้กลยุทธ์ GLOCAL เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์นับจากนี้ ด้วยเป็นการผสมผสนเทคโนโลยีระดับโลก (Global) เข้ากับความเข้าใจตลาดเมืองไทย (Local)
“เป้าหมายของ เอ็มจี คือการก้าวสู่การเป็นแบรนด์ Top of Mind ของคนไทย ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและก้าวนำอยู่เสมอ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีอัจฉริยะในราคาที่สมเหตุสมผล ควบคู่กับการบริการที่ยกระดับอย่างต่อเนื่อง”
ต๋า ระบุว่า เอ็มจี มีแผนพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการสู่การเป็น “User Relationship Operation Center” หรือ “ศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า” จนถึงการดูแลลูกค้าตลอดวงจรการเป็นเจ้าของรถ
ซึ่งเอ็มจี ถือเป็นแบรนด์แรกที่บุกเบิกในการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV ECOSYSTEM) อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานการรับประกันแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (EV LIFETIME WARRANTY) ที่เอ็มจี เป็นผู้บุกเบิก
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ยังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อรถของคนไทย เพราะการรับประกัน ช่วยความกังวลของผู้บริโภคเรื่อง “ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ”
สำหรับปี 2569 เอ็มจี กำหนดเป้ายอดจำหน่ายรวม 30,000 คัน สร้างส่วนแบ่งการตลาด 5%
นอกจากนี้ เอ็มจียังวางแผนระยะยาว เพื่อผลักดันแบรนด์สู่ Top 3 ภายในทศวรรษที่ 2 ของการเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย
ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปี 2569 จะยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เอ็มจีเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ด้วยทิศทางที่ชัดเจนและการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง เอ็มจีจะสร้างเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดย เอ็มจี กำหนดกรอบกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ได้แก่
- การยกระดับแบรนด์ในระยะยาว ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภคในทุกมิติ และเน้นย้ำจุดยืนของแบรนด์และยนตรกรรมที่เป็น “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) ซึ่งสะท้อน
- การพัฒนาพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์แบบครอบคลุมทุกเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ Dual Track ทั้งกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด และ อีวี โดยจะเปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส
- กลยุทธ์ GLOCAL นำแนวคิดที่สำเร็จมาประยุกต์ใช้ในไทย
- การมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินงาน ยกระดับมาตรฐานการบริการ และพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง และเตรียมจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น EV Rally
ทั้งนี้ปีนี้ เอ็มจี มีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ ด้วย MG IM5 ในกลุ่มพรีเมียมอีวี MG MAXUS 9 MCE ในกลุ่ม e-MPV และ MG4 ELECTRIC MINORCHANGE
ไตรมาสที่สอง มีแผนเปิดตัว EV กลุ่ม B-Segment สำหรับตลาดหลัก และปรับปรุงรุ่นปัจจุบันให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าเทคโนโลยี HYBRID+ อย่างต่อเนื่อง และเตรียมเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ภายในปีนี้
ปี 2570 เอ็มจี มีแผนเปิดตัวรถใหม่รวม 5 รุ่น โดยไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่จะเปิดตัว “รถที่ใช่ ในเซกเมนต์ที่ใช่
และในเวลาที่เหมาะสม”
พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ เอ็มจี จะยกระดับคุณภาพการบริการอย่างเข้มข้นแ และมุ่งสร้างอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน นั่นคือ การสร้างความพึงพอใจด้วยการยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ด้วยแคมเปญเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับการบริการที่เข้มข้นขึ้น
นอกจากนี้จะพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่าย ทีมขาย และทีมบริการอย่างรอบด้าน โดยจะนำเทคโนโลยีมาใช้ตอบสนองบริการหลังการขาย
ซึ่งเอ็มจีเตรียมระบบ e-Workshop เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้จำหน่ายสำหรับติดตามงานบริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนการตรวจสอบ รองรับการเก็บข้อมูลในระยะยาว
โดยจะเริ่มใช้งานกับผู้จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจะขยายสู่ศูนย์บริการทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้
รวมถึงการทำการนัดหมายเข้าศูนย์บริการและแจ้งสถานะการบริการแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ LINE OA โดยมีแผนเริ่มใช้งานในช่วงกลางปีนี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End
นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการอะไหล่ด้วยระบบสั่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง
ซึ่งปัจจุบันมีอัตราจ่ายอะไหล่ครั้งแรก 99.38% ช่วยลดเวลารถค้างซ่อมและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้จะร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาเช่น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยยานยนต์และการเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่วงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง





