ฮอนด้า ประกาศพร้อมรุกตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรืออีวี (EV) รอบใหม่ เตรียเมปิดตัว 2 รุ่นปีนี้ วางแผนระยะยาวขึ้นสายการประกอบในประเทศ
ฮอนด้า เปิดตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี อย่างเป็นทางการด้วย “e:N1” เมื่อปี 2567 แต่ด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะต้นทุน ทำให้ไม่สามารถทำตลาดในวงกว้างได้ จึงใช้วิธีการเช่าผ่านพันธมิตรแทน
รวมถึงตัวโครงสร้างรถที่ไม่พัฒนาขึ้นมาเป็นอีวีโดยเฉพาะ แต่ต่อยอดมาจากรถที่ใช้เครื่องยนต์ อย่าง เอชอาร์-วี จึงยังมีสิ่งที่ไม่ลงตัวบางอย่างในมุมมองของผู้บริโภค โดยเฉพาะตำแหน่งการติดตั้งแบตเตอรี ทั้ง ๆ ที่ e:N1 เป็นหนึ่งในอีวีที่ตอบสนองการขับขี่ที่ดี แต่ก็ทำตลาดได้ไม่มากนัก
แต่ขณะนี้่ ฮอนด้า มอเตอร์ ญี่ปุ่น ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอีวี เริ่มจากการพัฒนารถต้นแบบ ซีโร่ ซีรีส์ (0 Series) เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน CES 2025 ที่สหรัฐ จากนั้นก็จัดแสดงในอีกหลาย ๆ แห่ง รวมถึงในประเทศไทยช่วงเดือน ส.ค. 2568 และจะเป็นรถที่มีแผนจะเป็น อีวี ยุคใหม่ในตลาดประเทศไทย
ทั้งนี้ ฮอนด้า มอเตอร์ ญี่ปุ่น มีแผนจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยประกาศวิสัยทัศน์ 2030 ก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนมาก่อนหน้านี้ โดยมีแนวทางดำเนินการหลายด้าน แต่ระยะหลังหันมาเน้นทางด้านอีวีมากขึ้น แต่ยังคงแนวทางหลักเดิมคือ ความหลากหลายทางด้านพลังงาน
หรือการเพิ่มทางเลือกด้านอื่น ๆ เช่น เมื่อไม่นานมานี้ ฮอนด้าเปิดตัว จรวดขนส่ง ที่เรียกว่า sustainable rocket เป็นจรวดที่ใช้งานได้ซ้ำ ไม่ได้ยิงออกไปแล้วก็จบสิ้นกัน ซึ่งแนวคิดนี้จะทำให้ช่วยลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากร เป็นต้น
ย้อนกลับมาที่ อีวี ฮอนด้าก็เปิดเกมรุกเช่นกัน มีการลงทุนจำนวนมาก ทั้งโรงงานผลิต ซึ่งล่าสุดสร้างศูนย์การผลิต อีวี หรือ หรือ EV Hub ที่โอไฮโอ สหรัฐ รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตร อย่าง แอลจี เอนเนอร์ยี โซลูชั่น เพื่อผลิตแบตเตอรี เป็นต้น
และฐานการผลิต อีวี ที่สหรัฐ ในอนาคต ก็จะมีบทบาทต่อตลาดประเทศไทยเช่นกัน จากการเปิดเผยของ "โคจิ อิวานามิ" ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แผนการทำตลาด อีวี ของฮอนด้าในไทย จะมีรถจากหลายแหล่งผลิต ซึ่งรวมถึงญี่ปุน และ สหรัฐ
ทั้งนี้แม้ว่าการนำเข้าจากสหรัฐจะมีภาระภาษีนำเข้าที่สูง เนื่องจากไม่มีสิทธิพิเศษระหว่างกัน แต่การสนใจนำเข้าจากแหล่งผลิตดังกล่าว เพราะอนาคตจะมีการผลิตจำนวนมากที่ฐานผลิตแห่งนี้
สำหรับการเปิดตลาด อีวี ในไทย จะเริ่มต้นในปีนี้ โดยคาดว่าจะมี 2 รุ่น
ทั้งนี้ช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา “โตชิฮิโระ มิเบะ” ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยที่ญี่ปุ่นว่ามีแผนจะเปิดตลาดอีวีในไทย 2 รุ่น ในตระกูล ซีโร่ ซีรีส์ คือ ซีโร่ เอสยูวี (0 SUV) ซึ่งเป็น 1 ใน 2 รูปแบบที่เผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน CES 2025 ควบคู่กับ ซีโร่ ซาลูน และ ก็เคยนำมาจัดแสดงที่ประเทศไทยแล้วเช่นกัน
แน่นอนว่าแม้ว่ารถที่จัดแสดงจะยังไม่ใช่รถที่จำหน่ายจริง แต่เป็นโปรโตไทป์ หมายถึงใกล้เคียงกับรุ่นที่จะผลิตจริง
และอีกรุ่นหนึ่ง คือ ซีโร่ อัลฟ่า (0 Alpha) ที่เปิดตัวโปรโตไทป์ครั้งแรกในงาน เจแปน โมบิลิตี โชว์ ที่ญี่ปุ่น ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามสำหรับการทำตลาดในไทย เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มต้นที่ e:N2 ที่มีสายการผลิตในจีน เปิดตัวในปีที่ผ่านมา เป็นรถในรูปแบบ คูเป้ เอสยูวี ตามด้วย ซูเปอร์ วัน (Super One) อีวี ไซส์เล็ก ตัวถังตระกูล เอ็น ซีรีส์ ที่เป็น เค คาร์ ในญี่ปุ่น แต่ซูเปอร์ วันเน้นเรื่องของสมรรถนะ กำลังที่สูง ซึ่งจะทำให้ไม่เข้ากฎเกณฑ์ เค คาร์
รูปแบบการทำตลาดในไทยช่วงแรกจะเป็นการนำเข้าตามคำสั่งซื้อ แต่ยืนยันว่าสิทธิในการทำตลาดจะเปิดให้กับทุกตัวแทนจำหน่าย ไม่ได้จำเพาะเจาะจงบางรายเท่านั้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่าการเปิดตลาดจากการเปิดเผยของอิวานามิคือ ฮอนด้ามีความสนใจที่จะผลิต อีวี ในไทยเช่นกันเพื่อรองรับการขยายตลาดในอนาคตทั้งในประเทศแลภูมิภาคด้วยการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ
เพราะแน่นอนว่าหากเน้นตลาดอีวีจริงจังในอนาคต การทำตลาดในรูปแบบที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีความเสียเปรียบคู่แข่งโดยเฉพาะอีวีจากจีนที่ได้สิทธิพิเศษภาษีนำเข้า 0%
แม้ว่าฮอนด้าจะมีการผลิต อีวี ในจีน เช่น e:N1 ที่ทำตลาดในไทยแล้ว แต่ในอนาคคตมีแผนที่จะเพิ่มความหลากหลายมากกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม การผลิตรถในไทยก็ยังมีการบ้านหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะหากมีปริมาณที่ไม่มากนัก ซึ่งจำเป็นจะต้องเร่งจัดการในประเด็นนี้
ทั้งนี้ต้นทุนที่สำคัญที่สุดของอีวี คือ แบตเตอรี ซึ่งปัจจุบัน บริษัทแม่ก็เดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเชื่อว่าในระยะเวลา 5 ปี จากนี้ ต้นทุนแบตเตอรีจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด และจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
นอกจากนี้ก็ยังศึกษาความหลากหลายของชนิดแบตเตอรีที่จะเหมาะสมที่สุด ทั้งความเหมาะสมด้านสมรรถนะ และการแข่งขัน
และในเวลานั้นไทยเอง ก็มีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนเพื่อผลิตแบตเตอรีในประเทศเช่นกัน
ส่วนสายการผลิต หากประกอบอีวีในไทยในอนาคต ฮอนด้ามีความพร้อมเต็มที่ ด้วยศักยภาพของโรงงานที่ปราจีนบุรี ซึ่งโรงงานแห่งนี้เคยประกอบ e:N1 มาแล้วช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้
เป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ ฮอนด้า ที่จะรุกตลาดอีวีมากขึ้น เพิ่มศักยภาพตลาด ฐานลูกค้า แม้คาดว่าจะยังไม่มานักในช่วงแรกก็ตาม เป็นการเสริมตลาด จากปัจจุบันที่ฮอนด้าเน้นตลาดลูกผสมอย่าง ไฮบริด เป็นหลัก





