ลองขับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ C250+ Electric ก่อนเปิดตัว เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ 2026 ปลายเดือน มี.ค. นี้
หลังจากช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดแสดง Mercedes-Benz C250+ Electric พร้อมเปิดจองสิทธิ์ ซึ่งได้รับการตอบรับไม่น้อย
โดยพบว่ามีผู้แสดงความสนใจหลักพันคน และ มีผู้จองประมาณ 250 คน ซึ่งกลุ่มนี้ เมื่อเปิดตัวจริงผมว่าก็ไม่น่าจะพลาดที่จะเป็นลูกค้า เพราะแม้เป็นการจองแบบไม่รู้ราคา แต่ก็เชื่อว่าก็พอจะรู้กันคร่าว ๆ แล้วว่า อยู่ระดับประมาณ 2.4 ล้านบาท ซึ่งหากปักใจชอบ ก็คงจะยอมรับราคาได้
เป็น ซีแอลเอ เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งมาพร้อมกับพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี เป็นครั้งแรก ติดตั้งแบตเตอรี 800 โวลต์ ความจุ 85 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการขับขี่สูงสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 792 กม. มาตรฐาน WLTP
ซึ่งตรงนี้คงจะเป็นจุดขายสำคัญ สำหรับใครที่อยากได้อีวี แต่ไม่ต้องการชาร์จบ่อย ๆ เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว หรือคนที่ใช้รถส่วนตัว หรือ ครอบครัวย่อม ๆ เพราะโดยโครงสร้างตัวถังเป็นรถคอมแพค
- รองรับกาารชาร์จปกติ หรือ AC สูงสุด 22 กิโลวัตต์
- ชาร์จเร็ว (DC) สูงสุด 320 กิโลวัตต์
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ระบุว่า เรื่องของการชาร์จ รถสามารถขับได้ไกล 325 กม, หากมีเวลาแวะชาร์จสัก 10 นาที
C250+ Electric ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร
เกียร์ 2 สปีด ซึ่งทำให้การตอบสนองลื่นไหลกับการไล่ความเร็ว โดยการทำงานของเกียร์ จะใช้เกียร์ 1 ถึงความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. จากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นเกียร์ 2
เรื่องของสมรรถนะ สบาย ๆ การเพิ่มความเร็วฉับไว เร่งแซง แซงรวดเดียวได้ยาว ๆ หรือทางภูเขาที่มีช่วงให้แซงไม่มากนัก ทำให้เป็นรถที่คล่องตัวทีเดียว และที่สำคัญคือมีความนุ่มนวลในจังหวะเปลี่ยนความเร็ว ไม่ได้ทำให้รู้สึกกระชากกระช้้นจนทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายตัว
ขณะที่การเซ็ตรถ เซ็ตช่วงล่าง ช่วยให้ขับได้สบายและสนุกครับ เป็นรถที่บาลานซ์ดี แม่นยำกับเส้นทาง ไม่มีอาการโอเวอร์สเตียร์ หรือ อันเดอร์สเตียร์ ที่สำคัญคือการโยนของตัวถังน้อย ทำให้ขับได้สนุกและสบายขึ้น เช่นเดียวกับผู้นั่งที่จะรู้สึกสบายตัวสบายหัวมากกว่า
จริง ๆ แล้ว ตัวแบตเตอรีที่มีน้ำหนักพอควร 496 กก. ไม่ทำให้รถอุ้ยอ้าย หรือ รู้สึกเหมือนมีน้ำหนักส่วนเกิน ในทางกลับกันผมว่าแบตเตอรีที่ติดตั้งใต้รถนี่แหละที่ทำให้มันมีจุดถ่วงที่ต่ำและบาลานซ์ที่ดีเมื่อรวมกับการทำงานในส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงล่าง
ซีแอลเอ มีระบบจัดการการคืนพลังงานให้เลือกหลายแบบ คือ
- D ซึ่งเป็นค่ากลางทั่วไป ให้อารมณ์ไม่ต่างจากขับรถเครื่องยนต์ทั่วไป จังหวะถอนคันเร่ง แรงหน่วงเป็นธรรมชาติ
- D+ จะแทบไม่มีแรงหน่วง รถไหลไปตามแรงเฉื่อย น่าจะเหมาะกับการขับถนนโล่ง ๆ
- D- แรงหน่วงเพิ่มขึ้น และชะลอความเร็วจนถีงรถหยุดนิ่ง
ผมชอบโหมดนี้เมื่อขับบนเขา เพราะแป้นเดียวเที่ยวทั่วเขาได้เลย เพิ่มความเร็ว ลดความเร็วด้วยแป้นคันเร่งอย่างเดียว เจอทางโค้งด้านหน้าแบบกว้าง ๆ ก็ถอนคันเร่งเล็กน้อย โค้งแคบ ๆ ก็ถอนเยอะหน่อย และไม่ต้องเกร็งเท้าอะไร ก็เพิ่มความเร็วหรือลดความเร็วในเส้นทางแบบนี้ได้แบบไม่มีหน้าทิ่ม หรือ กระชากจนหน้าหงาย
สายเที่ยวป่าเที่ยวเขาน่าจะชอบกับการเซ็ตของโหมดนี้ครับ
อีกโหมดหนึงคือ D Auto ซึ่งจะมีการทำงานเพิ่มขึ้น เช่น การช่วยรักษาระยะห่างจากคันหน้า โดยผู้ขับไม่ต้องเบรกเองก็ยังได้ หากใช้ความเร็วและระยะห่างที่เหมาะสม
ผมขับบนเขาและลงเขามาสักระยะ ก็แทบไม่ต้องใช้เบรกเลย ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีการแสดงข้อมูลที่หน้าจอแสดงผลให้รู้ด้วยว่า การใช้เบรกครั้งล่าสุดนั้นผ่านมากี่นาทีแล้ว
โหมดการขับขี่ ก็มีให้เลือกทั้ง Eco, Comfort, Sport และกำหนดเองด้วยโหมด Individual ก็ใช้ได้หมดครับ การเดินทางทั่วไป Comfort ก็ให้อารมณ์สปอร์ตได้แล้ว
ส่วนด้านอื่น ๆ พวงมาลัยน้ำหนักดี จังหวะการใช้เบรก รถทรงตัวดี อาการหน้ายุบแทบไม่มีให้รู้สึก
ภายในห้องโดยสารด้านหน้านั่งได้สบาย เบาะกระชับลำตัว ช่วยได้ดีในการขับเส้นทางเขา เบาะหลังองศาเบาะ องศาพนักพิงทำได้ดี พื้นที่ไม่กว้างนัก พื้นที่วางเท้าอาจจะน้อยไปสักหน่อย ถ้าใครให้ความสำคัญกับจุดนี้ก็ต้องไปลองนั่งดูก่อนครับ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็จัดไปครับ
หลังคาพาโนรามิค กระจกแบบ Laminated Safety Glass บานใหญ่ชิ้นเดียว ไม่มีคานกลางตรงเสา B ดูพรีเมียมและห้องโดยสารโปร่งโล่ง ไม่มีม่านบังแดดให้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่าเป้นกระจกกันความร้อน ผิวกระจกด้านนอกเคลือบฟิล์มอินฟราเรดหนา 250 nm เและลดแสงจ้า โดยมีความโปร่งแสง 5% ด้านในเคลือบชั้น Low-Emissivity (lowE) หนา 200 nm เพื่อลดการแผ่ความร้อนเข้าห้องโดยสาร
จะไหวไหมกับอากาศและแสงแดดในบ้านเรา เอาเป็นว่าสัปดาห์ปลายเดือนมกราคมที่ผมไปลองขับ แดดก็ใช้ได้อยู่ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าถูกรบกวนทั้งเรื่องของแสงและความร้อนนะครับ
โดยรวมแล้วผมว่าน่าสนใจนะครับ ใครที่ชอบความเป็นอีวี ระยะทางการขับขี่ของ ซีแอลเอ น่าจะลด pain point ของอีวี ได้ไม่น้อย
ส่วนใครที่ขับรถแบบชอบขับรถ ก็น่าจะชอบอารมณ์ในของมัน ทั้ง handling อารมณ์สปอร์ต และความคุ้นเคย ไม่แตกต่างจากรถที่ใช้เครื่องยนต์ ทำให้ไม่ต้องปรับตัวอะไร ก็ขับได้เลยครับ
เติมลูกเล่น ความฉลาด เอไอ เอาใจสายไฮเทค
ซีแอลเอ 250+ อีเลคทริค เป็นเจเนอเรชั่น 3 ในตระกูล ซีแอลเอ แต่เป็นรุ่นแรกที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด MMA หรือ Mercedes-Benz Modular Architecture ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจาก VISION EQXX
และยังมีจุดขายสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือเป็นคอมแพคท์ที่มีเทคโนโลยีแน่นคัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบปฏิบัติการ Mercedes-Benz Operating System (MB.OS) ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ภายใต้ MBUX Virtual Assistant โดยผสานข้อมูลจาก 3 ระบบดัง คือ ChatGPT-4, Google Gemini และ Microsoft Bing
สิ่งที่มาคือระบบไม่ได้แค่ตอบสนองคำสั่งเท่านั้น แต่ยังสามารถสนทนาตอบโต้ก้นด้วยข้อความที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและหลายขั้นตอน
ทั้งนี้ MB.OS เป็นระบบปฏิบัติการแรกที่ติดตั้งแผนที่จาก Google map จากการร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ
ระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ กับ กูเกิ้ล ทำให้สามารถใช้ข้อมูลแผนที่ได้ง่ายดายระหว่างรถยนต์กับบัญชีส่วนบุคคลของกูเกิล ไม่จำเป็นต้องใช้งานจากมือถือผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto แล้ว สะดวกมากครับ
ลูกเล่นที่สำคัญอีกอย่างคือ เป็นครั้งแรกสำหรับตลาดประเทศไทย ที่รถยนต์มีระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหน้ากับจอส่วนตัว จะดู ยูทูบ หรือใช้อินเทอร์เนต จะเล่นเกมส์ก็ทำได้
และไม่ต้องกังวลว่าผู้ขับจะแอบดู เพราะถ้าแอบดูเมื่อไร ผู้โดยสารจะรู้ทันที เพราะสิ่งที่กำลังดู กำลังเล่นอยู่จะหยุดทันทีจากระบบตรวจจับใช้หน้าผู้ขับ
จากนั้นก็เคลียร์กันเองครับ
ซึ่งจอฝั่งผู้โดยสารและจอกลางแบบแอลซีดี มีขนาด 14 นิ้ว ส่วนจอสำหรับผู้ขับขี่แบบ แอลซีดีเช่นกัน ขนาด 10.25 นิ้ว
แน่นอนว่าระบบทั้งหมดนี้จะทำงานได้ดี เน็ตต้องแรงพอ ซึ่งเรื่องนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่าเจ้าของรถไม่ต้องกังวล เพราะจะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ 5G LTE ให้ใช้งานด้วยความเร็วสูงสุดแบบไม่จำกัด ฟรี 3 ปี





