เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยกลยุทธ์ปี 69 เปิดตัวรถ 9 รุ่น ดันตลาด อีวี เปิดตัว CLA 250+ Electric งานมอเตอร์โชว์ ผุดศูนย์รถคลาสสิก แห่งแรกเอเชีย เดินหน้าต่อ Retail of the Future
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลการดำเนินงานปี 2568 โดยมียอดจดทะเบียนรวม 8,378 คัน โดยในจำนวนนี้มีรถแวนรวม 299 คัน ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้าประมาณ 800 คัน
มาร์ทิน ชเวงค์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (หมดวาระตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569) ระบุว่า ยอดขายที่ลดลง เป็นผลมาจากภาพรวมของตลาดรถยนต์ที่อยู่ในสถานการณ์ลำบากจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจต่างประเทศ ภาวะหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน ภูมิรัฐศาสตร์โลก ล้วนแต่มีผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ
รวมถึงการที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ได้ทำตลาดรถในกลุ่ม entry level และการไม่เล่นสงครามสงครามราคาที่รุนแรง
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ยอดจดทะเบียนถดถอย แต่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของรถหลายกลุ่ม
- กลุ่มรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) ยอดขายเติบโต 110%
- รถยนต์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) ที่นำโดย E-Class มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 กว่า 37%
- รถยนต์ในกลุ่ม Top-End Luxury ยอดขายเติบโต 15% มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์เดียวกัน กว่า 40%
ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ตั้งแต่การสร้างรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2429 บริษัทจะร่วมเฉลิมฉลอง พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย
โดยเฉพาะในกลุ่ม อีวี ด้วยโมเดลสำคัญ “CLA 250+ Electric” ที่0tเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Show 2026 เดือนมีนาคมนี้ และยังมีรถยนต์รุ่นใหม่อีกเตรียมเปิดตัวตลอดทั้งปีรวม 9 รุ่น
ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยจำหน่าย อีวี 8 รุ่น ประกอบด้วย
- EQB 250
- EQE Sedan
- EQE 350 4MATIC SUV
- Mercedes-AMG EQE 53
- EQS Sedan
- EQS 450 4MATIC SUV
- Mercedes-Maybach EQS 680 SUV
- G 580 with EQ Technology
มาร์ทิน กล่าวว่าช่วงที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ ทั้งการปรับใช้โมเดลธุรกิจ Retail of the Future การสร้างกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภค
โดยปี 2568 เป็นปีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน อ้างอิงจากการเติบโตของยอดขาย อีวี และ ปลั๊ก-อิน ไฮบริดของแบรนด์
สำหรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ที่เริ่มปรับใช้เป็นปีที่ 2 หลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงผลดีต่อลูกค้าด้านความโปร่งใสของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกันทุกโชว์รูม และสามารถเข้าถึงคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ
ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ก็ไม่ต้องแบกรับต้นทุนของรถยนต์และการจัดการคลังสินค้า ทำให้สามารถหันไปยกระดับการให้บริการได้ดียิ่งขึ้น
โดยปี 2568 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามากที่สุดในแบรนด์รถยนต์ลักชัวรี จากการสำรวจของ NielsenIQ ด้วยคะแนน 89.1%
"โดยโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการดำเนินงานระยะยาวที่จะเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรีในประเทศไทย”
คริสเตียน เชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่รับตำแหน่งอย่างเป็นทางตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 กล่าวว่า พร้อมสานต่อวิสัยทัศน์ของมาร์ทิน ชเวงค์ ที่เป็นผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ในประเทศไทย เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ดี และจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และแนะนำรถยนต์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
เริ่มจาก CLA 250+ Elevtric ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน รับรองด้วยรางวัล Car of the Year 2026 โดยการเปิดตัวในประเทศไทยจะมาพร้อมแคมเปญการตลาดที่ผสานทุกมิติของไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง CLA Community และทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันใหม่ ที่ต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน
นอกจากนั้นมีแผนที่จะสร้าง Mercedes-Benz Classic Car Center แห่งแรกในทวีปเอเชีย ให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่จะให้ผู้ที่ชื่นชอบ และนักสะสมรถคลาสสิกมารวมตัวกัน และเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาและประวัติศาสตร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ
"Mercedes-Benz Classic Car Center จะมาเป็นแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์” เชลล์ กล่าว





