การบ้าน อีวี ปี 2569 'เงินอุดหนุน ผลิตชดเชย สร้างแรงงานในประเทศ'

ปี 2568 ผ่านพ้นไป พร้อมตลาดรถพลังงานไฟฟ้า (EV) สร้างสถิติยอดขายทะลุ 1 แสนคัน ส่วนปีนี้ ต้องดูทิศทางตลาด รวมถึงตืดตามเงื่อนไขการรับการส่งเสริม
ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี ทั้งในด้านการใช้งาน และภาคการผลิต ผ่านมาตรการต่าง ๆ และมีความเกี่ยวเนื่องกันในบางส่วน เช่น เงื่อนไขการประกอบรถชดเชย การนำเข้า สำหรับผู้ที่เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้งาน อีวี ระยะเร่งด่วน ทั้ง อีวี 3.0 และ อีวี 3.5
เป้าหมายของโครงการคือ การให้นำเข้ามาจำหน่าย โดยได้สิทธิพิเศษทั้งภาษีนำเข้าที่ลดสูงสุด 40% ภาษี สรรพสามิตอัตราพิเศษ 2% จากปกติ 8% และเงินสนับสนุนสูงสุดคันละ 1.5 แสนบาท (อีวี 3.0) และ 1 แสนบาท (อีวี 3.5) เป็นต้น ก็เพื่อต้องการให้ ตลาดอีวี เกิดในประเทศ ก่อนจะนำไปสู่เงื่อนไขตามมาคือ การกำหนดให้ผู้ที่ใช้สิทธิ์ที่ว่ามา ต้องผลิตชดเชยการนำเข้าในอัตรา 1 และ 1.5 เท่าตัว สำหรับอีวี 3.0 และ 2 กับ 3 เท่าตัว สำหรับอีวี 3.5
เป็นการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาโลกแตกที่พูดกันเล่น ๆ มายาวนานว่า ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ในช่วงที่อีวี ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก
ปัจจุบัน ก็เริ่มเห็นการลงทุนในแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งการต่อยอดจากโรงงานเดิม เช่น เอ็มจี, จีดับเบิลยูเอ็ม, โตโยต้า และการลงทุนใหม่ ซึ่งหลัก ๆ เป็นแบรนด์ อีวี จีน เช่น บีวายดี, จีเอซี ไอออน, ฉางอาน, วู่หลิง และที่ประกาศเปิดสายการผลิตช่วงต้นปีหน้า อย่าง เชอรี กรุ๊ป ที่รวมถึง โอโมดา และ เจคู
แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เราจะเห็นปัญหาหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามถึงผลสำฤทธิ์ของเป้าหมายการผลักดันครั้งนี้
เริ่มตั้งแต่ ปัญหาของ เนต้า ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ช่วงแรก ๆ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใช้สิทธิประโยชน์จำนวนมาก จากยอดขายที่สูงในช่วง 2 ปีแรก โดยปีแรกครองตำแหน่งยอดขายสูงสุด และปีต่อมาแม้ว่าการมาอย่างร้อนแรงของ บีวายดี แต่ เนต้า ก็ยังครองตลาดอันดับที่ 2
จากนั้นเนต้าเริ่มต้นการผลิตในรูปแบบการว่าจ้างโรงงานในประเทศ แต่ดำเนินการได้ระยะเดียวก่อนที่บริษัทแม่ที่จีนจะประสบปัญหาทางการเงิน ส่งผลมายังประเทศไทย และที่สุดก็หยุดการผลิตไป ทำให้สรรพสามิตตัดสินใจระงับการจ่ายเงินสนับไปก่อน
ประเด็นที่ต้องดูหลังจากนี้ไปอีกไม่กี่วันก็คือ เมื่ออีวี 3.0 จะจบสิ้นโครงการภายในปีนี้ เรื่องนี้จะทำอย่างไรก็ตาม
อีกประเด็นหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจในขณะนี้คือ กรณีของเจคูที่ดูท่าจะส่งมอบรถให้ลูกค้าไม่ทัน จึงเปิดทางเลือกให้ไปรับรถกันที่ท่าเรือแหลมฉบัง ในมุมนี้ก็คงอยู่ที่ผู้บริโภคเอง แต่สิ่งที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องติดตามดูใกล้ชิดคือ หากรายไหนที่ไม่ได้รับรถตามเวลา จะมีผลกับเรื่องการสนับสนุนจะเป็นอย่างไร
และอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะมีข้อคำถามอยู่ว่า การผลิตของแต่ละแห่งเป็นไปตามเงื่อนไขเรื่่องของการใช้ชิ้นส่วนในประเทศเคลียร์แค่ไหน รวมอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างงานในประเทศ ที่สุดแล้วได้ผลมากน้อยแค่ไหน







