วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

บสย. โตโยต้า ลุยสินเชื่อ กระบะพี่มีคลังค้ำ หลังปลดล็อก นอนแบงก์   

บสย. โตโยต้า ลุยสินเชื่อ กระบะพี่มีคลังค้ำ หลังปลดล็อก นอนแบงก์   

บสย. ผนึก “โตโยต้า ลีสซิ่ง” ปลดล็อกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซื้อปิกอัพ ลุยปล่อยสินเชื่อ ค้ำประกัน วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาท เพิ่มโอกาส เอสเอ็มอี รายย่อย ตกหลักเกณฑ์บริษัท  

ตลาดปิกอัพเคยเป็นกลุ่มรถที่ครองสัดส่วนสูงสุดในตลาดรถยนต์ไทย แต่สถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซาหลายปี และเกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้ตลาดปิกอัพหดตัวอย่างรุนแรง โดยปี 2567 ติดลบ 26% และช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค. ปีนี้ติดลบกว่า 15% 

นอกจากภาพรวมเศรษฐกิจ สิ่งที่ผลกระทบต่อตลาดปิกอัพที่สำคัญคือ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินทำให้มีสัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำเติมตลาดเพราะผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ 

ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการเปิดโครงการ “กระบะพี่มีคลังค้ำ” โดย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แต่ก็ยังไม่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่าง รวมถึงคุณสมบัติของสถาบันการการเงินที่เข้าร่วมโครงการ

ล่าสุดวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับแก้ประกาศกระทรวงการคลัง ให้ บสย. สามารถขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อประเภท Non-Bank  (นอน-แบงก์) กลุ่มลีสซิ่ง ที่ไม่ใช่บริษัทลูกของสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงลีสซิ่งของค่ายรถยนต์ (Captive Finance) ได้ ทำให้ บสย. สามารถขยายขอบเขตการช่วยเหลือ เอสเอ็มอี รายย่อยได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น 

หลังการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข  ล่าสุด บสย. จับมือ “โตโยต้า ลีสซิ่ง” เพื่อค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถปิกอัพเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี รวมถึงกลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อรถปิกอัพได้ง่ายขึ้น ช่วยปลดล็อกให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน และช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซบเซาให้กลับมาฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม  

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า การร่วมมือกับ โตโยต้า ลีสซิ่ง เพื่อค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ผ่านมาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” สำหรับเอสเอ็มอีที่ยื่นขอสินเชื่อเช่าซื้อกับโตโยต้า ลีสซิ่งโดยใช้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ

โดยจะได้สิทธิประโยชน์จาก บสย. คือ ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมต่ำ 1.5% ต่อปีของภาระหนี้ค้ำประกันในแต่ละปี 

โดยการค้ำประกันสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุด 1.5 ล้านบาท/ราย โดย บสย. ตั้งเป้าว่ามาตรการนี้จะช่วยปลดล็อกเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กลับมาคึกคัก

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า กลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย มีความสำคัญต่อยอดขายรถยนต์โตโยต้าเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันตลาดรถยนต์ปีนี้ต้องยอมรับว่ามีความท้าทายมาก ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีห่วงโซ่การผลิตที่ยาวและพึ่งพาซัพพลายเออร์ในประเทศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบริษัทที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content ในสัดส่วนสูง 

“ตัวอย่างเช่น ปิกอัพโตโยต้า ไฮลักซ์ มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสุงสุดถึง 95% ดังนั้น เมื่อยอดขายลดลง จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ”

สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนกลับมายังภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากภาคยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย 

โดยสถานการณ์ล่าสุดของของตลาดปิกอัพ พบว่าปิกอัพเพื่อการบรรทุก (Pure Pick up) หรือปิกอัตอนเดียวปริมาณการขายสะสมเดือนม.ค. – ก.ย.อยู่ที่ 107,150 คัน ลดลง 15.3% สาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูง สร้างความกดดันด้านความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจากความร่วมมือในครั้งนี้ซึ่งทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมยอดขาย และช่วยรักษาความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมได้ และจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างแท้จริง

“ต้องขอบคุณที่ บสย. เปิดโอกาสให้ Captive Finance ของโตโยต้าได้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากบริษัทใช้ Captive Finance มากกว่า 60–70%” นายศุภกร กล่าว 

นางสาวชื่นกมล ทัพพะรังสี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่ บสย. เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อให้กลุ่มลูกค้าที่อาจมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรฐานของบริษัท 

ทั้งนี้คาดว่าจากการมี บสย. เข้ามาค้ำประกัน จะช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ให้กับโตโยต้า ลีสซิ่ง ควบคู่ไปกับการผลักดันยอดการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถปิกอัพเพื่อการพาณิชย์ให้เติบโตขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายโอกาสทางธุรกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้แก่ตลาดรถยนต์โดยรวม

นายศรัณย์ ทองธรรมชาติ ประธานกรรมการสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า การปลดล็อกให้กับนอน-แบงก์ กลุ่มลีสซิ่ง สามารถเข้าร่วมโครงการกับ บสย. ถือเป็นมิติใหม่ในวงการธุรกิจเช่าซื้อไทย เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถปิกอัพมาจากสถาบันการเงิน 50% และกลุ่ม นอน-แบงก์ 50% ซึ่งนอน-แบงก์ ส่วนใหญ่จะมาจาก Captive Finance 

ความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมธุรกิจเช่าซื้อ นำสู่การขยายความร่วมมือระหว่าง นอน-แบงก์ กับ บสย. ไปสู่โครงการอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันยอดขายรถยนต์ที่ซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจ

สำหรับมาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาล เพื่อช่วย SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. เพื่อสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ เพิ่มโอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อให้กับ เอสเอ็มอีที่มีความจำเป็นต้องใช้รถปิกอัพเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ เช่น เกษตรกร รับเหมาก่อสร้าง ขนส่งสินค้า ค้าขาย หรือว่า ฟู้ดทรัค เป็นต้น