วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

ในฤดูฝนแต่ละปี  จะสังเกตได้ว่าเด็กๆ  จะไม่สบายได้ง่าย  เพราะอากาศจะเริ่มเย็นลงและชื้นมากขึ้น  แถมยังมีเชื้อไวรัสอีกมากมายที่สามารถทำให้เด็กๆ ไม่สบายได้ โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูนี้คือโรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจ,โรคที่ยุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบ ถ้ามีน้ำท่วมขังก็จะเห็นโรคเท้าเปื่อยด้วยค่ะและหมอจะแบ่งโรคที่พบเป็นดังนี้

1. โรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจจะแบ่งได้เป็น

  • โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคไข้หวัด,ไข้หวัดใหญ่,คออักเสบ,หูชั้นกลางอักเสบ, ไซนัสอักเสบ
  • โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง  เช่น  โรคปวดบวม, หลอดลมอักเสบ, โรคทางเดินหายใจอุดตันกะทันหันจากกล่องเสียงอักเสบ (CROUP) และโรคหอบหืด

โรคไข้หวัดและโรคแทรกซ้อนจากหวัด  เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ  เพราะยังไม่มีภูมิต้านทานที่ดีพอ  ฤดูฝนเป็นฤดูที่มีเชื้อไวรัสหลายชนิดที่ทำให้เกิดเป็นหวัดได้และสามารถติดต่อกันได้ง่ายจากอากาศที่หายใจ  อาการส่วนใหญ่จะมีน้ำมูกไหล,คันตา,จาม,ไอ, และอาจจะมีเจ็บคอ, ไข้, ปวดศีรษะ และเบื่ออาหารร่วมด้วย  ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นใน 5-7  วัน  ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน  เช่น  หูชั้นกลางอักเสบ  (เจ็บหู) หรือไซนัสอักเสบ (ปวดศีรษะ) หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียเกิดขึ้น  ซึ่งอาจจะสังเกตได้จากน้ำมูกที่เปลี่ยนจากสีใสๆ  เป็นเขียวๆ เหลืองๆ ไอมากขึ้น, ไข้สูงนานกว่า 3 วัน หรือหายใจลำบาก ก็ควรจะพามาพบกุมารแพทย์เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  บางรายได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่มาก็จะมีอาการที่รุนแรงและอยู่นานกว่าไข้หวัดธรรมดา  ในรายที่เป็นไม่มากก็สามารถดูแลอยู่ที่บ้านได้โดย

  • ให้เด็กพักผ่อน
  • ดื่มน้ำอุ่นมากๆ
  • รับประทานยาลดไข้ (ถ้ามีไข้)
  • ดูแลให้สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นถ้าอากาศเย็น
  • ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมขณะที่เป็นไข้หวัดโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ในเด็กเล็กๆ ที่มีน้ำมูกอาจจะช่วยโดยใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำเกลือเช็ดจมูก หรือถ้ามีน้ำมูกมากควรหยอดน้ำเกลือในโพรงจมูกแล้วใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออกซึ่งควรทำก่อนดูดนมและก่อนนอน  ก็จะช่วยให้เด็กดูดนมและนอนหลับได้ดีขึ้น

โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

โรคปอดบวม จะเป็นได้จากการติดเชื้อไวรัสและ/หรือเเบคทีเรีย อาการส่วนใหญ่จะมีเหมือนไข้หวัดมาก่อนแต่จะเริ่มหายใจเร็วขึ้น  มีไข้สูง  และถ้าเป็นมากขึ้น  เด็กจะเริ่มหอบ หายใจลำบากขึ้น จนมีจมูกบานหรือชายโครงบุ๋ม ริมฝีปากเขียวและถ้าเริ่มเห็นอาการดังกล่าวก็ควรรีบพามาพบแพทย์

โรคหลอดลมอักเสบและหอบหืด ส่วนใหญ่จะเริ่มมีน้ำมูกใสๆ  ไข้ต่ำๆ ไอซึ่งอาจจะมากขึ้นเรื่อยๆ  จนหายใจเข้าได้ไม่เพียงพอ  หรือถ้ามีอาการหอบ  ก็อาจจะได้ยินเสียงวี๊ด (WHEEZING) หายใจเร็วขึ้น, ชายโครงบุ๋มและจมูกบานได้ ส่วนมากถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน อาการหอบครั้งแรกมักจะเป็นจากการติดเชื้อไวรัสหรือจากปวดบวม ส่วนเด็กที่มีอาการเรื้อรังเป็นๆหายๆอยู่เรื่อยๆ จนโตก็จะเรียกว่าเป็นโรคหอบหืด ซึ่งจะต้องระวังเพราะอาการหวัดธรรมดาก็สามารถทำให้เด็กพวกนี้หอบขึ้นมาได้

โรคทางเดินหายใจอุดตันกะทันหัน จากการบวมอักเสบของกล่องเสียงที่ลามไปถึงหลอดลมใหญ่ (VIRAL CROUP) ในฤดูฝนจะมีเชื้อไวรัสบางชนิดที่จะทำให้เกิดอาการนี้ได้  ส่วนใหญ่จะเห็นอยู่ในเด็กอายุ 3 เดือน ถึง 3 ขวบ  และจะมาด้วยอาการไข้  ไอเสียงก้อง (BARKING  COUGH)  เริ่มหายใจเสียงดัง  และใช้กล้ามเนื้อส่วนคอในการหายใจเข้า (STRIDOR) ซึ่งจะเห็นได้เมื่อหลอดลมเริ่มอุดตันจากอาการบวมมากขึ้น  ถ้าคิดว่าลูกอาจจะเป็นโรคนี้ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที

2. โรคไข้เลือดออกเด็งกี่  (DENGUE)

เกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ซึ่งจะมาจากยุงลายตัวเมีย ที่ดูดเลือดคนเป็นอาหารในเวลากลางวัน  ยุงลายชนิดนี้จะวางไข่ในที่ๆ มีน้ำขังนิ่งๆ ดังนั้นในหน้าฝนจึงมียุงลายชนิดนี้มากอาการจะแบ่งได้เป็น

ไข้เด็งกี่ (DENGUE  FEVER) ซึ่งจะมีไข้สูงลอย  (39-40 องศา) 2-7 วัน, ปวดศีรษะ, ปวดท้องแถวลิ้นปี่, ปวดคอและกล้ามเนื้อและอาจมีคอแดง, อาเจียน และจุดเลือดออกใต้ผิวหนังได้ ส่วนใหญ่มักจะไม่มีน้ำมูกหรือไอร่วมด้วย โรคนี้สามารถหายเองได้ใน 4-5 วันถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ไข้เลือดออกเด็งกี่ (DENGUE  HEMORRHAGIC FEVER) จะมีอาการเหมือนไข้เด็งกี่แต่จะมีเลือดออกมากกว่า  โดยเฉพาะในวันที่  3-7  ของโรค  เด็กจะเริ่มซึมลง  อาเจียนมากขึ้น ปวดท้องและตับโตขึ้นได้   และถ้าเป็นมากๆ ความดันอาจจะต่ำและช็อคได้  ดังนั้นถ้าสงสัยว่าเด็กจะเป็นไข้เลือดออกควรพามาตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อช่วยในการดูแลและรักษาที่ถูกต้อง 

เด็กบางคนอาจจะมีการติดเชื้อไวรัสตัวอื่นที่มีอาการคล้ายไข้เด็งกี่ได้  แต่อาการจะน้อยและสั้นกว่า  วิธีป้องกันคือป้องกันไม่ให้โดนยุงกัดโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน  การใช้ยาฆ่ายุงและกำจัดแหล่งเพาะยุงตามที่ๆ มีน้ำขังก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคไข้เลือดออกนี้ได้

โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

3.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัส  เจอี

จะเจอบ่อยในภาคเหนือ,ตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคใต้โดยยุงจะเป็นพาหะและจะมีอาการไข้สูง,อ่อนเพลีย,คลื่นไส้,อาเจียน,ปวดศีรษะ และใน  3-4 วันจะเริ่มมีอาการทางประสาท  เช่น  ชักเกร็ง,ซึม และอาจจะเสียชีวิตได้ภายใน 10 วัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจจะมีโรคแทรกซ้อน  เช่น ปวดบวมและกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้  โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนและระวังไม่ให้โดนยุงกัด

4.โรคเท้าเปื่อยหรือเชื้อราที่เท้า

จะพบในแหล่งที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน  ดังนั้นถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการลุยน้ำด้วยเท้าเปล่าหรือแช่เท้าในน้ำนานๆ  ได้ ก็จะช่วยป้องกันโรคเท้าเปื่อยได้ ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำสกปรกมาก็ควรจะล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งทุกครั้ง

ดังจะเห็นแล้วว่าในฤดูฝนมีโรคที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้ง่าย ผู้ปกครองจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการตามโรคทั้ง 4 โรคที่ได้กล่าวมาแล้วควรรีบนำลูกหลานของท่านเข้าปรึกษาแพทย์ค่ะ


โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน