วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ภูมิปัญญา‘นาแห้งนาเปียก’ ลด‘ต้นทุน’ปลูกข้าวของไทย

ภูมิปัญญา‘นาแห้งนาเปียก’ ลด‘ต้นทุน’ปลูกข้าวของไทย

ความรู้คือทางออกของปัญหาและเป็นที่มาของการเกิดภูมิปัญญา ซึ่งในส่วนของศาสตร์การปลูกข้าว หรือการทำนานั้นมีองค์ความรู้ที่น่าสนใจที่สามารถมาแก้ปัญหาที่ชาวนาต่างต้องประสบพบเจอมาโดยตลอด คือ ปัญหาเรื่องน้ำและโรคแมลงต่างๆ ซึ่งภูมิปัญญานาแห้งนาเปียกของเกษตรกรที่จ.ชัยนาทบวกกับความร่วมมือจากภาครัฐอย่างกรมชลประทานและเติมเต็มด้วยเทคโนโลยีแห่งยุคจึงเกิดเป็นส่วนผสมแห่งเกษตรดิจิทัลอย่างกลมกล่อมและสมบูรณ์แบบ

ภูมิปัญญา‘นาแห้งนาเปียก’ ลด‘ต้นทุน’ปลูกข้าวของไทย

...เฉลียว น้อยแสง ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าว บ้านพระแก้ว อ.สวรรคบุรี จ.ชัยนาท เล่าว่า การทำนาต้องเผชิญปัญหาหลักใหญ่ๆ คือเรื่องของโรคแมลง และน้ำ เกษตรกรทุกคนต่างก้มหน้ายอมรับกับปัญหาเหล่านี้ แต่หากเลือกที่จะรักในอาชีพชาวนานี้แล้วจะยอมจำนนต่อปัญหาไม่ได้เด็ดขาด

“เดิมผมเคยรับราชการเป็นทหารเรือแต่ออกจากราชการมาทำเกษตร ตอนแรกทำปศุสัตว์ ทำฟาร์มไก่เนื้อมาก่อนประมาณ 10 ปี และต่อมาก็มาทำนา รวมแล้วประมาณ 20 กว่าปีซึ่งจุดเริ่มต้นของการมาทำนาของผมเพราะอยากจะกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านรวมไปถึงอยากจะพัฒนาชุมชนของผมให้ดีขึ้น

เมื่อมีความตั้งใจเป็นสารตั้งต้นที่ดีแล้ว การศึกษาหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการประกอบอาชีพจึงเป็นเหมือนอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นและเมื่อได้รวมกลุ่มกับชาวบ้านจนปัจจุบันได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐที่มาช่วยพัฒนาสู่การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ก็ยิ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการเดินหน้าสู่การเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จได้คนหนึ่ง

...เฉลียว เล่าอีกว่า เดิมการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10-20 ราย เริ่มจากการหาปัจจัยผลิต เช่น สมุนไพรเพื่อนำมาช่วยทดแทนการใช้สารเคมี แต่ปัญหาก็ยังไม่จบไปได้ง่ายๆ เพราะสิ่งที่คนในกลุ่มเผชิญอยู่คือการมีต้นทุนการผลิตที่สูงตรงข้ามกับผลผลิตที่ได้ที่มีอัตราต่ำทำให้การแสวงหาองค์ความรู้เกิดขึ้นอีกครั้ง

“เรารวมกลุ่มมาได้สักพักก็พบว่ามีนโยบายจากภาครัฐในการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว จึงได้เข้าร่วมกลุ่มปัจจุบันมีอยู่ 220 คน บนพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ หลังรวมกลุ่มแปลงใหญ่แล้เราก็มีการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การส่งต่อข้อมูลมีความแม่นยำและเป็นประโยชน์ร่วมกัน”

ภูมิปัญญา‘นาแห้งนาเปียก’ ลด‘ต้นทุน’ปลูกข้าวของไทย

ทั้งนี้ บางครั้งต้องเดินทางไปหาข้อมูลจากหน่วยราชการ พร้อมทั้งไปประชุม หรือไปดูงานบ้าง จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาส่งต่อให้สมาชิกในกลุ่มอย่างไรก็ตาม หากเรียกประชุมไม่สะดวกก็จะส่งข้อมูลผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์

“สมาชิกของกลุ่มเมื่อทำนาแต่ละครั้งพบว่าต้นทุนการผลิตสูงแต่ผลผลิตต่ำจึงไปหาความรู้มาเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุด คือการทำนาแบบเปียกสลับแห้งมันจะช่วยประหยัดเรื่องน้ำไปได้ครึ่งหนึ่งและผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเพราะพื้นนาแห้งบ้างเปียกบ้างจะทำให้ต้นข้าวแตกกอดีและต้านทานต่อโรค

สำหรับหลักการทำนาแบบนี้การจัดการน้ำมีส่วนสำคัญมาก ซึ่งได้ความช่วยเหลือจากกรมชลประทานที่ช่วยส่งน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมในปริมาณที่เพียงพอต่อการทำนา ขณะที่ชาวนาเองได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานผ่านการรวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ที่มีข้อดีที่การจัดการน้ำสามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน ปล่อยน้ำในเวลาเดียวกันทำให้การจัดการง่ายขึ้นผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่าและทั่วถึง

ที่มาของการคิดการปลูกแบบนาแห้งนาเปียกนี้ก็คือ ผมได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ว่าช่วงหน้าแล้ง ข้าวไม่แตกกอจึงลองหาวิธีเริ่มต้นจากการปลูกข้าวช่วงแรก ได้ลองหว่านเมล็ดพันธุ์ ซึ่งทางกลุ่มใช้ข้าวหอมปทุมเป็นเวลา 10 วัน โดยขั้นตอนนี้ต้องปล่อยน้ำเข้านา หลังจากครบ 10 วันก็จะปล่อยแห้งเลย เกือบ 2 เดือน

ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดคือ ช่วงที่ข้าวครบ 70 วัน ตอนนี้ต้องมีน้ำซึ่งขาดไม่ได้เลย ทางกลุ่มถือว่าโชคดีมากที่ได้รับความช่วยเหลือของกรมชลประทาน ที่มาจัดสรรบริหารน้ำในช่วงเวลาจำเป็นแบบนี้ ทำให้ข้าวที่ปลูกออกผลผลิต
อย่างดี

“อยากจะบอกว่าทุกคนเจอปัญหาหมดอยู่ที่ว่าเราพร้อมสู้กับมันแค่ไหน ต้องลองคิดและลองทำมันจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง”