วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

Sustainable Brands แบรนด์ที่พอเพียงสร้างสังคมที่ยั่งยืน

Sustainable Brands แบรนด์ที่พอเพียงสร้างสังคมที่ยั่งยืน

เมื่อภาคธุรกิจเกิดความตระหนักว่าตนเองมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงโลกมากที่สุดภาคหนึ่ง

ทำให้ปัจจุบันกระแสเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและการดำเนินธุรกิจด้วยวิถีแห่งความยั่งยืนเป็นแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจทั่วโลก

หลายองค์กรธุรกิจเริ่มหันมาดำเนินกิจกรรมด้วยวิถีความยั่งยืน  ด้วยความเห็นว่ากลไกตลาดและภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติสร้างปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากการแก่งแย่งทรัพยากร การบริโภคที่เกินขอบเขต ตลอดจนความเหลื่อมล้ำในสังคมกลายเป็นห่วงโซ่ไม่รู้จบแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นทิศทางต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ที่เน้นเป้าหมายระยะยาว โดยการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและสร้างแม่แบบใหม่ของการดำเนินธุรกิจซึ่งมีหัวใจสำคัญคือ การพยายามรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ ผลกำไร และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม ในมิติต่างๆ ตามกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ในปี ค.ศ. 2006  จึงเกิดกลุ่มกิจการเพื่อสังคมในนามว่า Sustainable Brands โดยเริ่มต้นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาขึ้นโดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจ ผ่านการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ความร่วมมือ และแบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจกลุ่มนักกลยุทธ์นักการตลาด ผู้สร้างแบรนด์และนวัตกรรม ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันหาแนวทางที่สร้างสรรค์ แปลกใหม่ เป็นประโยชน์ เป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจที่มีคุณค่าและยั่งยืนในอนาคต  ปัจจุบันเครือข่าย SustainableBrands มีสมาชิกครอบคลุมทั่วโลก รวมทั้งแบรนด์ทั้งเล็กและใหญ่ที่มีเจตนารมณ์ในการสร้างธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างสังคม

Sustainable Brands ให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติหรือการขับเคลื่อนมากกว่าเพียงแค่การรับรู้และการสร้างความตระหนัก กิจกรรมหลักคือการจัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาแบรนด์ พัฒนาธุรกิจด้วยแนวคิดความรับผิดชอบและเป้าหมายการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม ผนวกกับการแบ่งปันการเรียนรู้กับสมาชิกเครือข่าย ผ่านช่องทางออนไลน์ Sustainablebrands.com การจัดงานประชุมเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาแบรนด์อย่างยั่งยืน ถือเป็นหนึ่งในการประชุมเรื่องแบรนด์ที่สำคัญที่สุดของโลก 

ปัจจุบัน งานประชุม Sustainable Brands จะมีการจัดขึ้นเป็นงานประจำปีในหลายประเทศทั่วทุกทวีป อาทิเช่นที่ ลอนดอน บราซิล สเปน อาร์เจนติน่า และการจัดงานทุกครั้งได้รับความสนใจจากนักธุรกิจ นักสร้างแบรนด์ ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักเขียนและสื่อมวลชนด้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน เข้าร่วมรับฟังแนวคิดจากกรณีศึกษาและผู้นำความคิดแถวหน้าจากทั่วโลก

หนึ่งในนั้นรวมถึงดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ มูลนิธิมั่นพัฒนา  นักกลยุทธ์ด้านแบรนด์และที่ปรึกษาองค์กรชื่อดัง ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการกว่า 20 ปี อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดด้านการสร้างแบรนด์  การทำธุรกิจบนพื้นฐานความพอเพียงและยั่งยืนในประเทศไทย

ดร.ศิริกุล เล่าว่า เมื่อ 4 ปีก่อน ตนเองมีโอกาสได้รู้จัก Sustainable Brands ผ่านช่องทางออนไลน์ และเห็นว่ามีความน่าสนใจ จึงเดินทางไปร่วมงาน Sustainable Brands เป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ได้พบว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการและนักการตลาดรุ่นใหม่เข้าร่วมงานนับพันคนและมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจให้เรียนรู้มากมาย

 “คนกลุ่มนี้ทำให้เห็นว่ามีคนที่พร้อมและตั้งใจที่จะเปลี่ยน ดิฉันจึงอยากผลักดันให้มีการจัดงาน Sustainable Brandsในประเทศไทยเพื่อจูงใจให้นักธุรกิจลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้มากขึ้น และเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการ นักธุรกิจและนักการตลาดไทยที่มีแนวทางดำเนินงานด้านความยั่งยืน จะได้มาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์บนเวทีแห่งนี้”

ด้วยการร่วมงานหลายต่อหลายครั้ง ทำให้ ดร.ศิริกุล ได้รับแนวคิดที่แปลกใหม่และมีโอกาสพบเจอนักคิด นักวิชาการ และนักวางกลยุทธ์ที่มีชื่อเสียงมากมาย  ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีในการที่จะทำให้องค์กรภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการในประเทศไทยได้เปิดความคิด  และสร้างแนวทางใหม่ในการทำธุรกิจที่ยั่งยืนร่วมกัน จึงขอลิขสิทธิ์ในการจัดงาน  Sustainable Brands จากทางผู้บริหาร เพื่อจัดเวทีเสวนาดังกล่าวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในเอเชีย ภายใต้ชื่องาน “Sustainable Brands ‘15 Bangkok”ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่18-19 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิมั่นพัฒนาและองค์กรภาคธุรกิจชั้นนำมากมาย ในงานมีการนำเสนอสาระแนวคิดเรื่องความพอเพียง รวมถึงหลักคิดด้านการสร้างแบรนด์จากหลักธรรมของพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินทางสายกลางเป็นการแสวงหาหนทางใหม่ในการส่งเสริมแบรนด์ที่ดีอยู่แล้วให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น โดยการปลูกฝังนวัตกรรมเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ในดีเอ็นเอของธุรกิจ หันมามุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนเป็นกลไกหลักในการผลักดันธุรกิจ และสร้างคุณค่าของแบรนด์ รวมถึงเรื่องการใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาประยุกต์ใช้ในการสร้างแบรนด์ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสามารถตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน

จากงานดังกล่าวทำให้ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Sustainable Brands เกิดความสนใจต่อการสร้างความยั่งยืน ในภาคธุรกิจของประเทศไทย เนื่องจากเห็นถึงคุณค่าและเครื่องมือที่สำคัญ ได้แก่ ความพอประมาณและความพอเพียงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากันได้เป็นอย่างดี  ทำให้ในปีนี้ดร.ศิริกุล ได้รับเชิญเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแสดงปาถกฐาในงาน Sustainable Brands หลายเวทีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นที่  สหรัฐอเมริกา บราซิล และอาร์เจนติน่า ซึ่งในทุกที่จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง เมื่อครั้งที่ไปพูดที่สหรัฐอเมริกา ทาง theguardian.com ได้นำไปลงเป็นบทความที่แสดงถึงแนวคิดใหม่ในการทำการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืน

สิ่งที่ ดร.ศิริกุล ได้นำไปเล่าในเวทีก็คือเรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการตลาดเพื่อกรรมดี(Karma Marketing) ซึ่งอิงมาจากความเป็นพุทธศาสนา ที่แท้จริงแล้วสามารถเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา สิ่งที่คนทำธุรกิจนึกถึงมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของกำไรและรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นความต้องการ การแข่งขันแย่งชิงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความคิดเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใดเพราะ ถ้าหากตลาดไม่เกิดการแข่งขัน ไม่มีการขับเคลื่อน เศรษฐกิจก็คงไม่เติบโต แต่การตระหนักถึงการทำธุรกิจที่ไม่สร้างผลกรรม นั่นหมายถึง การที่เรารู้จักความพอดี ความพอประมาณ มีความพึงพอใจกับสิ่งที่ได้หรือผลกำไรที่เกิดขึ้น  ซึ่งทำให้ไม่เกิดความโลภเข้าครอบงำและทำให้เห็นใจถึงผู้อื่นมากขึ้น เรามุ่งหวังที่จะใช้การตลาด เพื่อเป็นกลไกในการสร้างพฤติกรรม สร้างความรับผิดชอบสังคม คำนึงถึงทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคนรอบข้างได้ คิดง่ายๆ ว่า หากเราทำกรรมไม่ดี หรือ Negative Footprint สุดท้ายผลกรรมก็จะย้อนกลับมาสู่ธุรกิจของเราเอง

เช่นเดียวกับการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจหรือการสร้างแบรนด์ที่ผู้ประกอบการเองก็ต้องคำนึงถึงเหตุผล กำหนดกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจที่สร้างขึ้น เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตและการบริโภค เพื่อที่จะกลับมาคำนึงถึงความพอประมาณในการสร้างธุรกิจ การป้องกันรวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เราจะเห็นได้ว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้ได้จริงเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นหลักการบริหารจัดการที่มีความเป็นตรรกะสูง เมื่อเรานำหลักปรัชญาฯ ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ ก็จะนำมาซึ่งความพอเพียงและยั่งยืนให้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ดร.ศิริกุล อธิบายว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าพอเพียง แปลว่าทุกอย่างต้องติดดิน แต่ในความเป็นจริงธุรกิจทุกอย่างยังคงดำเนินได้ สามารถลงทุนต่อยอดได้หากคุณมีกำลังหรือศักยภาพ โดยไม่ได้เอารัดเอาเปรียบหรือโกงใคร ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อตัวเองและคนอื่น เพราะไม่อย่างนั้นแล้วตลาดจะไม่เกิดการขับเคลื่อน แต่ความพอที่แท้จริงในการทำธุรกิจ ก็คือการเติบโตอย่างพอดีหรือการเติบโตที่พอเหมาะ ซึ่งจะเป็นหนทางที่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้มากที่สุด

“ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องละทิ้งทั้งหมดหรือเปลี่ยนจากการแสวงหากำไร เป็นเลิกหากำไรเพราะในการทำธุรกิจจำเป็นต้องมีการเติบโตและสามารถสร้างผลกำไรได้ แต่สิ่งที่เราควรตระหนักและเข้าใจคือทำอย่างไรถึงจะสร้างกำไรอย่างพอเพียง การเติบโตอย่างพอประมาณและ รับผิดชอบ สิ่งนี้แหละคือที่มาของคำว่ายั่งยืน เพราะถ้าสังคมอยู่ได้ แบรนด์ถึงจะอยู่ได้”

จะเห็นได้ว่าแนวคิดเรื่องการตลาดเพื่อกรรมดี และแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการที่มีความเป็นสากลและสามารถนำไปใช้ได้กับทุกเรื่องและทุกมิติ ซึ่งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้ปัจจุบันโลกเริ่มตระหนักว่าทุกอย่างเหลือน้อยลงไปหมด ต้องมีสติมากขึ้นในการทำธุรกิจที่ถนอมให้โลกอยู่อย่างยั่งยืนได้มากที่สุด ดังนั้นถ้าทุกคนรู้จักคำว่าพอเพียงก็จะช่วยในเรื่องการสร้างความยั่งยืนได้

“ความยั่งยืนเป็นเป้าหมายเรื่องเดียวกันทั่วโลก เพียงแต่ใครจะมีวิธีการไปถึงจุดนั้นได้ดีกว่า ดิฉันเชื่อว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็น “หนึ่ง” ในแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและง่ายที่สุด และไม่ใช่แค่การทำแบรนด์ หรือธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ชีวิตทุกอย่าง” ดร.ศิริกุลกล่าว