วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ศาสตร์พระราชา “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

ศาสตร์พระราชา “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

กับแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์

Caux Round Table (CRT) เป็นเวทีเสวนาระดับโลก ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้นำภาคธุรกิจและภาคสังคมชั้นนำของโลกที่มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมในภาคธุรกิจตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นเวทีของการหารือโดยอิสระ แต่ด้วยบทบาทและจิตสำนึกของผู้นำทางความคิดระดับโลกCRT จึงมองเห็นว่าทุกคนควรมีส่วนร่วมต่อการแสดงจุดยืนและร่วมกันสังเคราะห์แนวคิดต่างๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งกำลังเป็นบริบทสำคัญของโลกที่จะเกิดขึ้น เมื่อองค์การสหประชาชาติกำลังจะประกาศให้การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือวาระแห่งการพัฒนาต่อจากนี้ในอีกสิบห้าปีข้างหน้า

ดร.พูมใจ นาคสกุล ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา และนักคณิตศาสตร์การเงินผู้เชี่ยวชาญด้านแบบจำลองเชิงปริมาณและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินชั้นสูง(First Senior Vice President, Quantitative Models and Enterprise Analytics)ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชนซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ได้รับเชิญเข้าร่วมเสวนา CRT ในวาระสำคัญดังกล่าว ได้ถ่ายทอดสาระสำคัญที่เกิดขึ้นจากการประชุม ซึ่งมีการจัดต่อเนื่องตลอดปี 2558นี้ว่า

ภายหลังจากการที่ทั่วโลกตระหนักว่าการพัฒนาซึ่งเน้นการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งแสวงหาผลกำไร (Economics ofExploitation) ไม่อาจเป็นหนทางแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคตได้ เนื่องจากเป็นการพัฒนาที่ส่งผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ อีกทั้งหลายฝ่ายมีความกังวลว่า หากยังคงก้าวสู่การพัฒนาด้วยมาตรฐานเดียวกันกับประเทศที่พัฒนาแล้วเหมือนเช่นที่ผ่านมา อาจจะทำให้โลกต้องสูญเสียทรัพยากรไปอย่างมหาศาล 

“ปีนี้จึงเป็นปีที่พูดถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน CRT จึงพยายามหามุมมองจากทั่วโลกที่มีจิตวิญญาณของการอนุรักษ์ และแนวคิดต่างๆ มาศึกษา ขณะเดียวกัน ยังมองว่าในเมืองไทยมีแม่แบบที่สามารถยกไปเป็นตัวอย่างสำเร็จเป็นรูปธรรมได้จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะต้องถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ของการพัฒนาที่ดำเนินโดยศาสตร์พระราชา “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งในฐานะตัวแทนประเทศไทย ที่มีโอกาสเข้าร่วมประชุมในเวที Caux Round Table (CRT)หลายครั้งไม่ว่าจะเป็นการประชุมครั้งแรกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนถึงที่กรุงเฮกในเนเธอแลนด์ กรุงแมดริด ประเทศสเปน หรือนครนิวยอร์ค ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.และที่ฟิลาเดเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงการจัดประชุมครั้งล่าสุด (Symposium on Sustainable Development Lessons Learned: Perspectives on a Resilient Future)ที่กำลังจะมีขึ้นในประเทศไทย ณ หอประชุมศศินทร์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2558นี้ ดร.พูมใจกล่าวว่า ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับส่วนหนึ่ง คือการได้มีโอกาสเห็นมุมมองต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นโอกาสดีในการนำสิ่งที่ประเทศไทยมีได้แก่ศาสตร์พระราชา “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”ไปนำเสนอในเวทีโลกในช่วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังต้องการต้นแบบในการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

เพราะด้วยลักษณะของการพัฒนาที่มีแนวทางในด้านพันธะต่อคุณธรรมจริยธรรม (Moral Obligation) ของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งถือเป็นอีกกุญแจสำคัญของการผลักดันกระบวนการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะหลักคิดในเรื่องความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกลไกที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งสามารถป้องกันหรือช่วยให้เผชิญกับปัญหาหรือวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติและสามารถหาทางออกให้กับปัญหาเหล่านั้นได้

 

ดร.พูมใจยังได้ยกตัวอย่างจากเหตุการณ์วิกฤตการเงินครั้งล่าสุดว่า คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นเพราะไม่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ แต่จากการประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านแบบจำลองบริหารความเสี่ยงชั้นสูงของตนเองดร.พูมใจ ยืนยันว่าวิกฤตดังกล่าวไม่ได้ปราศจากการบริหารความเสี่ยงอย่างที่หลายคนคิดหากแต่ระบบที่เรียกว่าการบริหารความเสี่ยงแบบพึ่งพา ซึ่งเป็นแนวคิดของโลกตะวันตก โดยใช้หลักการที่ให้ตัวแปรสองตัวมาหักล้างหรือคานความเสี่ยงระหว่างกันเองเพื่อกระจายความเสี่ยงแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือตัวแปรสองตัวกลับไม่ยอมหักล้างกันเอง และยังล้มไปในทิศทางเดียวกัน

“แต่แนวคิดของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกลับใช้หลักการที่แตกต่าง คือแทนที่จะไปสั่งสมความเสี่ยงมาหักล้างหรือบริหารความเสี่ยงในตอนปลาย กลับเลือกที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งถือเป็นการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้น ด้วยวิธีการคิดแบบนี้เวลาผมไปอธิบายหรือเล่าให้ฟังทำให้ทางตะวันตกเริ่มเข้าใจ เราสังเกตได้ว่า ทุกที่ที่เราอธิบาย เขาจะน้อมรับและตอบรับเราถือเป็นเสียงสะท้อนที่ดีมาก”

หลักการดังกล่าวยิ่งได้รับการตอกย้ำมากขึ้น จากการที่ ดร.พูมใจได้เดินทางไปศึกษาหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยตัวเองในพื้นที่โครงการของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯทำให้ได้พบว่าแนวทางการทำเกษตรผสมผสานที่เกิดจากแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งคนทั่วไปอาจมองว่าไม่แตกต่างกับรูปแบบการทำเกษตรของบรรพบุรุษแบบเดิม เพราะใช้หลักการแห่งความสมดุลเช่นเดียวกันหากแต่ความสมดุลในอดีต เกิดขึ้นด้วยสภาวะจำเป็น จึงไม่ได้มีการคำนึงในเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนั้นเมื่อถูกระทบโดยสิ่งเร้าต่างๆ อาทิ กระแสบริโภคนิยม โลกาภิวัตน์ หรือความสมัยใหม่เข้ามา ก็ทำให้ง่ายต่อการถูกกลืนหายไป

“ที่น่านเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมีกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการค่อยๆ ปลูกจิตสำนึกขึ้น ดังนั้นเวลาที่เขาลืมตาอ้าปากได้ จากการทำเกษตรผสมผสานหรือจะทำป่าเศรษฐกิจ เขาจะเสียคนช้า แต่ถ้าเราลองเอาโมเดลนี้ไปสวมในพื้นที่อื่น โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของการปลูกภูมิคุ้มกันให้กับตัวคนในพื้นที่ ย่อมที่จะมีโอกาสเสียขบวนได้ง่ายกว่า”

ดร.พูมใจเอ่ยว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างในด้านลบมาแล้วของการขาดความพอประมาณ ความสมดุลและความมีภูมิคุ้มกัน ในวิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ซึ่งทั่วโลกก็ได้ประจักษ์แล้ว

ดังนั้นการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ “มั่นพัฒนา” (Sustainable Development) จึงไม่ใช่เพียงการวางนโยบาย หรือกลยุทธ์อีกต่อไป แต่ต้องทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในห้วงสำนึกของมวลมนุษยชาติ หรือที่เรียกว่า Global Change in Mindset จาก Economics of Exploitation ไปสู่Economics of Moderation(เศรษฐศาสตร์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง) ซึ่งไม่ใช่แค่รูปแบบ แต่เป็นหลักการ ที่ใครก็สามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์จริงทั้งกับตัวเอง ไปจนถึงใช้กับโลก”

อย่างไรก็ตาม ดร.พูมใจกล่าวสรุปว่า วัตถุประสงค์สำคัญของการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เวทีโลก ไม่ได้ต้องการที่จะใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสินค้าส่งออกของประเทศหรือเพราะเป็นหลักคิดในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ด้วยหลักการของปรัชญาเองสามารถเป็นที่ประจักษ์ในตัวเองอยู่แล้วตะวันตกมีความประทับในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในความเป็นแม่แบบที่มีความงดงาม และสามารถแปรเป็นรูปธรรมได้ เพราะหลักการต่างๆ ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่มีความลึกซึ้ง

“เราไม่ได้มุ่งหวังว่า โลกจะต้องนำแนวคิดของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นกระบวนการหลักของเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่อย่างน้อยก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจุดกระแสในกลุ่มปัญญาชนระดับโลก ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงนักคิด นักปรัชญา แต่ยังเป็นคนที่ลงมือปฏิบัติเอง จึงมีความเข้าใจในหลักการของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า เป็นหลักการที่มีความคิดที่แยบคายแต่ไม่หลุดลอย” ดร.พูมใจกล่าว