วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

77 ปี ร.พ.หัวเฉียว สู่การเปิด “ ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ”

77 ปี ร.พ.หัวเฉียว สู่การเปิด “ ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ”

โรงพยาบาลหัวเฉียว โรงพยาบาลเพื่อสังคม ก่อตั้งโดย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีนโยบายกำหนดอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผล

โดยมีเป้าหมายให้ รพ. สามารถพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนทุกระดับฐานะได้อย่างยั่งยืน

77  ปี  โรงพยาบาลหัวเฉียว   ในวันนี้เป็นโรงพยาบาลหัวเฉียวยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตามมาตรฐาน  HA ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลคุณภาพอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3  ( Hospital Accreditation III )  จึงมุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลในทุกส่วนงาน  หัวใจสำคัญของการพัฒนามุ่งไปที่ประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นสำคัญ

การพัฒนาโรงพยาบาลตามแผนยุทธศาสตร์  โรงพยาบาลฯ มีเป้าหมายที่จะเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิบางสาขา  โดยขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกด้าน  มีการขยายขอบเขตการรักษาด้วยแพทย์เฉพาะทางสาขาต่อยอด (Sub-Specialty)  ในหลากหลายสาขาที่เป็นที่ต้องการของผู้รับบริการ  ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกสบายมากขึ้น  โดยมีการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพิ่มเติม  การปรับปรุงอาคารสถานที่  และอื่นๆ  อย่างต่อเนื่อง  พร้อมดำเนินกิจกรรมต่างๆ  เพื่อรับใช้สังคม  

หนึ่งในบริการที่พัฒนาในปี 2558  นี้  คือ  การเปิดบริการ “ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ”    เพื่อให้บริการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างครบวงจร  โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่มีความสำคัญและมีความรุนแรงสูงเพราะเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3  

 “โรคหัวใจ”   สามารถแบ่งได้กว้างๆ ดังนี้

1. โรคลิ้นหัวใจและผนังกั้นห้องหัวใจ  ซึ่งพบตั้งแต่กำเนิด  คนไข้กลุ่มนี้มักไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เชื่อว่าการติดเชื้อไวรัสและ การได้รับสารเคมี หรือยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ส่วนมากสามารถผ่าตัดแก้ไขได้  หรือมาเป็น ภายหลัง  คนไข้กลุ่มนี้มักเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจึงเกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ และ ส่งผลให้ลิ้นหัวใจตีบ รั่ว หรือภาวะลิ้นหัวใจรั่วที่เกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง

2.โรคกล้ามเนื้อหัวใจ  กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ โรคที่พบบ่อยคือ กล้ามเนื้อหัวใจหนา เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้ รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สาเหตุที่พบบ่อยใน คนไข้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  คือ  การสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด การแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ ขาดเลือด คือ ขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนแล้วใส่ Stent หรือ การผ่าตัด Coronary Artery Bypass Graft  (CABG)

3.โรคเยื่อหุ้มหัวใจ  เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือ เชื้อวัณโรค ส่วนใหญ่รักษาได้

4.โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กลุ่มนี้มีหลายชนิดทั้งอันตรายและไม่อันตราย สาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย ใจสั่น  วูบ  ในรายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอาจพบว่ามีขาบวมร่วมด้วย

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจและหลอดเลือด  

    1. การตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( EKG)
    2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 
    3. การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง  (Echocardiography) 
    4. การตรวจด้วยเครื่องตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) 
    5. การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ   โดยการฉีดสีสวนหัวใจ (Coronary angiography)

        เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เนื่องจากเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยง่าย เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยแล้วคาดว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน มีความจำเป็นต้องตรวจด้วยวิธีฉีดสีสวนหัวใจ เพื่อดูหลอดเลือดหัวใจว่าตีบหรือตันที่จุดใด ก่อนที่จะตัดสินใจให้การรักษาต่อไป ได้แก่  การทำบอลลูน  เพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจ   และ/หรือ ใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ  ซึ่งสามารถดำเนินการต่อเนื่องหลังการฉีดสีสวนหัวใจแล้ว

การตรวจหลอดเลือดหัวใจมีหลายวิธี   ซึ่งวิธีการฉีดสีสวนหัวใจจะเป็นการตรวจลำดับสุดท้าย  ผลที่ได้จากการฉีดสีสวนหัวใจจะเป็นคำตอบสุดท้ายของการตัดสินวิธีการการรักษา  การฉีดสีสวนหัวใจ  ประกอบด้วยการฉีดสี และการสวนหัวใจ

การฉีดสี คือ  การฉีดสารน้ำที่ทึบรังสีเข้าไปในร่างกาย  ผ่านทางหลอดเลือดแดง  สารทึบรังสีนี้เป็นสารไอโอดีนที่ปลอดภัยต่อร่างกาย   สารไอโอดีนจะมีมากในอาหารทะเล  ดังนั้นผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเลจะมีโอกาสแพ้สีที่ฉีดได้ จึงต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน   ปริมาณที่ใช้ฉีดเข้าไปในร่างกายจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการทำงานของไตอยู่แล้ว  อาจต้องใช้ปริมาณให้น้อยลง                

การสวนหัวใจ   คือ  การใส่ท่อขนาดเล็กประมาณ 2 มิลลิเมตร  ผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบหรือที่ข้อมือ   ไปตามทางเดินของหลอดเลือดแดงจนถึงหลอดเลือดหัวใจ  เป็นการสอดท่อสวนทางกับทางเดินของหลอดเลือดแดง 

การฉีดสีสวนหัวใจ  ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการขยายบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ  ผู้ป่วยจะรู้ตัวตลอดเวลาขณะที่แพทย์ทำการฉีดสี (ฉีดยาชา  ไม่ต้องวางยาสลบ)  โดยนอนอยู่บนเตียงที่เลื่อนสไลด์ไปมาได้  ผู้ป่วยจะไม่มีความรู้สึกเจ็บในหัวใจหรือในหลอดเลือดเลย เพราะในหลอดเลือดไม่มีเส้นประสาท  หลังจากนั้นแพทย์จะฉีดสี และเก็บภาพไว้เพื่อตัดสินการรักษาต่อไป   ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

แต่ถ้าหลอดเลือดเหมาะกับการทำบอลลูน หรือใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ   แพทย์จะดำเนินการ โดยใช้เวลาประมาณ  45 – 60  นาที  หลังจากดำเนินการเสร็จแล้ว ท่อที่ขาหนีบหรือข้อมือจะถูกดึงออก และกดรูเข็มที่เจาะไว้หลังจากนั้นผู้ป่วยนอนเหยียดขาตรง ประมาณ   6  ชั่วโมงก็ลุกขึ้นนั่งและเดินได้                   

การฉีดสีสวนหัวใจมีความเจ็บปวด หรือมีอันตราย หรือไม่

การฉีดสีสวนหัวใจมีความเสี่ยงจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนประมาณ 0.01%   นับเป็นหัตถการที่มีอันตรายน้อย ถ้าทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญสูง  สำหรับเรื่องความเจ็บปวด  ถือว่าเป็นการตรวจที่เจ็บน้อยมาก เพราะจะเจ็บตอนฉีดยาชาเท่านั้น 

การเตรียมตัวก่อนและหลัง การฉีดสีสวนหัวใจ

    1. งดรับประทานอาหารประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ ยกเว้นยาและน้ำ   ยกเว้นยาบางตัวที่แพทย์สั่งให้งด
    2. ในวันนัดทำการฉีดสีสวนหัวใจ   ขอให้มีญาติที่สามารถตัดสินใจการรักษาได้มาอยู่ด้วย  เพื่อตัดสินใจการรักษาที่สำคัญ   เช่น   การทำบอลลูนขยายหลอดเลือด   การผ่าตัดทำบายพาส   หรือรับยาต่อ 
    3. หลังทำการฉีดสีสวนหัวใจแล้ว  ให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ  ตามเวลาที่แพทย์สั่ง  หลังจากนั้นให้เดินได้  แต่ต้องเดินเบาๆ ไม่ยกของหนัก   หรือออกกำลังหนักเกินไป

การรักษา  โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  จากเส้นเลือดหัวใจตีบหรือตัน  ภายหลังทราบผลฉีดสีสวนหัวใจแล้ว  สามารถทำได้ 2 วิธี  คือ

1. การทำบอลลูน หรือใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ  

2. การผ่าตัดเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ 

การปฏิบัติการเพื่อลดความเสี่ยงก่อนเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

หลักสำคัญของการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยง คือ หลัก 3 อ. (อาหาร  ออกกำลังกาย อารมณ์)    และ 2 ส. (ไม่สูบบุหรี่ และลดการดื่มสุรา)

1. อ. อาหาร รับประทานพอดี

รับประทานพอ  คือ  รับประทานอาหารครบทุกหมู่  มากน้อยให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย  และสมดุลกับการออกแรงในแต่ละวัน

รับประทานดี  คือ  รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิด  ไม่ซ้ำจำเจ  ลดอาหารหวาน  มัน  เค็ม  เพิ่มผักผลไม้ (ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานน้อย)

2. อ. ออกกำลังกาย พอเพียง

การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย  ความทนทานของหัวใจ  ช่วยควบคุมน้ำหนัก  ลดไขมันในเลือด  ส่งเสริมกระบวนการใช้น้ำตาล  ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเบาหวาน  ลดความดันโลหิตได้ประมาณ 8 – 10 มิลลิเมตรปรอท  ลดความเครียด (เพิ่มระดับฮอร์โมนความสุข คือ ฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน) และทำให้สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. อ. อารมณ์ ผ่อนคลายไม่เครียด

ความเครียดจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม  เช่น

ความผิดปกติทางร่างกายได้แก่ ปวดศีรษะ ไมเกรน ท้องเสียหรือท้องผูก นอนไม่หลับ ง่วงเหงาหาวนอน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  เบื่ออาหารหรือรับประทานมากกว่าปกติ  ท้องอืดเฟ้อ  อาหารไม่ย่อย  ประจำเดือนมาไม่ปกติ  เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ  มือเย็นเท้าเย็น  เหงื่อออกตามมือตามเท้า ใจสั่น   ผิวหนังเป็นผื่นคัน   เป็นหวัดบ่อยๆ   แพ้อากาศง่าย  เป็นต้น

ความผิดปกติทางจิตใจได้แก่ ความวิตกกังวล คิดมาก คิดฟุ้งซ่าน หลงลืมง่าย หงุดหงิด โกรธง่าย        ใจน้อย  เบื่อหน่าย  ซึมเศร้า  เหงา  ว้าเหว่  สิ้นหวัง  หมดความรู้สึกสนุกสนาน เป็นต้น

ความผิดปกติทางพฤติกรรมได้แก่ สูบบุหรี่ ดื่มสุรามากขึ้น ใช้สารเสพติด ใช้ยานอนหลับ จู้จี้ขี้บ่น ชวนทะเลาะ มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่นบ่อยๆ  ดึงผม  กัดเล็บ  กัดฟัน  ผุดลุกผุดนั่ง  เงียบขรึม  เก็บตัว  เป็นต้น