ที่ ตำบลปอพาน อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชุมชนต้นแบบ ที่มีการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านรูปแบบ “สามเหลี่ยมชุมชนขยับขับเคลื่อนงานลดเลิกสุรา” ในชุมชน โดยมีสามแกนหลักสำคัญประกอบด้วย1. พระสงฆ์ผู้นำศาสนา2. บุคลากรทางสุขภาพในพื้นที่รพ.สต. และอสม. และ3. ผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งทั้งสามฝ่ายวางเป้าหมายร่วมกันที่ตัวผู้ดื่มซึ่งมีปัญหาให้เกิดการปรับเปลี่ยนทั้งภายนอกและภายใน จนลดละและเลิกได้ในที่สุด
“ข้อมูล” ต้นทุนทำงานพื้นที่
ก้าวแรกของโครงการขับเคลื่อนการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา โดยกระบวนการเชิงพุทธ ถูกบอกเล่าโดย ดวงใจ สอนเสนาพยาบาลปฏิบัติการ ตัวแทนบุคลากรสุขภาพจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต.ปอพาน เอ่ยว่า
“ก่อนหน้านี้ เราทำเรื่องเลิกบุหรี่มาตั้งแต่ปี 2556 แต่ก็รู้ว่าในชุมชนมีปัญหาที่เวลางานบุญ มักมีการทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ เพราะดื่มสุรา เราจึงสนใจเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมา โดยไปปรึกษาพระอธิการสุชาติ เดชดี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยปอพาน ท่านได้รับฟังก็ตกลงใจร่วมโครงการ”
โครงการเริ่มจาก อสม.คัดกรองมีผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ นุ่งขาวห่มขาว ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดเป็นเวลา 7 วัน มีกิจกรรมให้ทำ อาทิ สวดมนต์ไหว้พระ เดินบิณฑบาตตอนเช้า อบรมฟังธรรม ทำจิตใจให้ว่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
แต่ก่อนจะเดินหน้าดำเนินงานนั้น ทางโครงการยังได้จัดทำข้อมูลวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดื่มสุรา 4 ครอบครัวตัวอย่างในชุมชน พบว่าในแต่ละปีครอบครัวที่มีผู้ติดสุรา ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านนี้ถึงปีละ 130,000 บาท
ยังไม่รวมกับปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเกิดจากผลเสียของการดื่มสุรา ทั้งสุขภาพ หนี้สิน ความรุนแรงในครอบครัว ภรรยาถูกสามีเวลาเมาทำร้าย ทุบตี รอยช้ำตามตัว มาให้ทำแผลทุกอาทิตย์ หลายรายที่ทุกข์ใจมาขอรับคำปรึกษา มีภาวะเครียด อีกทั้งยังมีปัญหาอุบัติเหตุเมาแล้วขับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีการเสียชีวิต เช่น หลอดเลือดในสมองแตกเพราะดื่มหนัก หัวใจวาย เมื่อตรวจสอบประวัติการ มาจากการดื่มสุราทั้งสิ้น
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังกลายเป็น “ต้นทุนข้อมูลของพื้นที่” ที่สำคัญ ที่ผลักดันให้คนในชุมชนหันมาให้ความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ ขณะเดียวกันก็ยังกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการสมัครใจเข้าร่วมโครงการครั้งแรก จำนวน12 ราย
กลยุทธ์น้ำดีไล่น้ำเสีย
สำหรับอีกแรงหนุนที่มีบทบาทสำคัญไม่น้อยคือภาคท้องถิ่น อภิลักษณ์ ภูวงค์ กำนัลตำบลปอพาน เป็นตัวแทนเสียงจากกลุ่มแกนนำชุมชนเผยถึงแรงจูงใจที่เข้าร่วมว่า
“เป้าหมายของผม อยากเห็นคนในชุมชนกินอิ่ม นอนอุ่น ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้ ต้องนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และลดภาระหนี้สิน ทุกคนมีความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสุราเป็นต้นตอสำคัญที่เชื่อมโยงปัญหาในเรื่องนี้”
เมื่อรวมพลังชุมชนได้ โครงการขับเคลื่อนการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา โดยกระบวนการเชิงพุทธของปอพานจึงเริ่มขึ้น แต่ในการจะเริ่มให้กลุ่มเป้าหมายมาเข้าโครงการเพียงลำพัง หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าอาจไม่ได้ผลดีพอ หากไม่มี “ตัวช่วย”
“เรามองว่าถ้าเอาแต่คนมีปัญหามาเข้ากิจกรรมที่วัดจะไม่สำเร็จเขาอาจถูกชุมชนเพ่งเล็งว่าเป็นตัวปัญหา เราจึงใช้วิธีให้เขาอบรมร่วมกับคนที่ปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว เพราะพระอาจารย์ฯ ท่านให้คำแนะนำควรเอาคนที่นุ่งขาวห่มขาวเป็นประจำ ญาติโยม และพี่น้องผู้สมัครใจเข้าบำบัด และทำกิจกรรมร่วมกัน น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า”
กำนันปอพาน ยังถ่ายทอดต่อว่า แรกๆ คนที่เข้ารับการบำบัด ก็มีอาการกระวนกระวาย เหมือนจะอยู่ไม่ได้ครบ 7 วัน
“แต่เราใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย โดยให้ญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมด้วยกันนี่แหละ เป็นผู้ให้กำลังใจ คอยชักจูง ช่วยพูดให้เขารู้สึกผ่อนคลาย และยังป้องกันให้เพื่อนฝูงที่ชวนดื่มไม่เข้ามาใกล้ ชักชวนผู้บำบัดได้อีกด้วย”
ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้ที่อาสาเข้าร่วมโครงการนี้สามารถอยู่ทำกิจกรรมครบ 7 วัน โดยไม่มีใครออกกลางครันเลย
ด้าน พระอธิการสุชาติ เดชดี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยปอพาน ซึ่งเป็นแกนนำหลักของกิจกรรมครั้งนี้ ร่วมบอกเล่าถึงกิจกรรมในโครงการว่า
“วันแรกที่เข้ามา เราจะให้เขาเปลี่ยนจากชุดธรรมดามาเป็นนุ่งขาวห่มขาว รับสมาทานศีลแปด พอตีสามครึ่งเราส่งสัญญาณให้ผู้บำบัดตื่นมาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ และติดตามพระสงฆ์ออกไปบิณฑบาตในชุมชน เมื่อญาติโยมได้เห็นก็รู้สึกว่าผู้รับการบำบัดนี้เป็นบุคคลทำประโยชน์ให้ชุมชน ทางญาติพี่น้องก็จะมาให้กำลังใจ ตัวผู้รับการบำบัดเองก็รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า
ขณะเดียวกัน เราจะพยายามสรรหากิจกรรมต่างๆ ไม่ปล่อยให้เขามีเวลาว่าง เพื่อไม่ให้ผู้บำบัดกลับไปยึดติดเรื่องเก่าๆ อีก ช่วงบ่ายจะมีเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยชี้แนะคุณโทษการดื่มสุรา
แก้ทุกข์ได้โดยใช้ธรรม แทน “ดื่ม”
“เวลามีงานบุญในวัดเราก็ให้เขามามีบทบาท เพื่อให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าในสังคม ให้เป็นคนจุดเทียนพิธี
“เราดึงญาติธรรมมาช่วยเป็นผู้โน้มน้าวใจ ให้สถานะทางสังคมให้บทบาทเพื่อเปลี่ยนชีวิตใหม่เขา”
เหล่านี้คือกุศโลบายสำคัญที่ส่งเสริมให้ผู้ที่เคยติดน้ำเมาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่
มาฟังเสียงจากผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการ อรัญ เปรมปรี เผยความรู้สึกของตนเองทั้งก่อนและหลังร่วมโครงการว่า
“ตอนนั้นผมหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อแล้ว เพราะเหล้าเข้าร่างกายผมเยอะ จนป่วยทั้งกายใจ ครอบครัวทุกข์ลำบาก ญาติพี่น้องก็มองว่าเราเป็นคนกินเหล้าเมายาไม่เอาไหนได้รู้ว่ามีโครงการจึงตัดสินใจเดินไปหาผู้นำชุมชน บอกว่าขอสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยเราไม่ได้คิดว่าจะทำได้หรือไม่แต่เพราะตอนนั้น มันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว”
อรัญเล่าว่า ตนเองดื่มมาตั้งแต่อายุ17 ปี เริ่มต้นเพราะทำงานเป็นคนชงเหล้า และติดสุราเรื่อยมาจนอายุ 50 ปี หลังแต่งงานก็ย้ายไปอยู่กินกับภรรยาที่บุรีรัมย์ ชุมชนนิยมดื่มเหล้าขาว แต่ถ้ามีงานเลี้ยง งานอะไรที่เป็นพิเศษจะดื่มหนักมากขึ้น ชีวิตประจำวันเขาคือ กรีดยางพาราไปก็กระดกขวดเหล้าไปมา หลังเลิกงานก็ดื่มตบท้ายอีกขวด เหตุเพราะความเมาทำให้เขาเคยเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุรานับสิบครั้ง และต้องถูกไล่ออก หนักสุดคือ ที่นา 8 ไร่ ของภรรยาต้องหมดไปกับการขายนำเงินมาซื้อเหล้า กระทั้งปี 2555 ภรรยาเสียชีวิตจากไตวาย ต่อมาจึงย้ายมาอยู่บ้านเกิดตำบลปอพาน เมื่อแต่งงานใหม่ ก็ยังมีนิสัยดื่มเหล้าเหมือนเดิม ยิ่งทำงานยิ่งดื่มเยอะ เงินรับจ้างรายวันก็หมดไปกับเหล้า มีหนี้สินมากขึ้น
“ช่วงแรกที่เริ่มเข้าโครงการ เราก็ทุรนทุราย เคยคิดอยากปีนกำแพงวัดหนีเหมือนกัน แต่มาเจอเพื่อนๆ เขาห่มขาวนอนเรียงรายขวางเราเต็มไปหมด มาคิดว่าเพื่อนยังอยู่ได้ ก็เลยอยู่ต่อ พอวันที่ 3 ก็เริ่มดีขึ้น
เขาให้เราปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมทำความสะอาด มีเจ้าหน้าที่ รพ.สต ไปเยี่ยมดูแลเรา เลยฮึดเดินหน้าต่อเลิกให้ได้ครอบครัวมาให้กำลังใจ มาส่งข้าวที่วัดเราก็ดีใจ รู้สึกว่าเขายังมีใจกับเรา”
ตอนนี้เขาบอก ชีวิตดีขึ้น เหมือนมีอนาคตใหม่ หนี้สินไม่มี เริ่มมีเงินเก็บมาหลายเดือนแล้วซึ่งเป็นเงินที่เคยลงขวดมาทั้งนั้น
“มีเพื่อนลองใจอยู่หลายครั้ง แต่เราก็ยิ้มๆ บอกว่า เอาเถอะเคยกินมาแล้ว” อรัญกล่าวยิ้มๆ
สามเหลี่ยมชุมชนขยับขับเคลื่อนลดเลิกสุรา
ดวงใจเอ่ยถึงกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้สำเร็จว่าเกิดจากรูปแบบการทำงาน “สามเหลื่อมชุมชนขยับขับเคลื่อนงานลดเลิกสุรา” ที่มาจากการบูรณาการแท้จริงของทุกฝ่ายในชุมชน
“มันเป็นงานแรกที่เราทำ แล้วมันเห็นผล เพราะที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่เดี๋ยวเลิก เดี๋ยวกลับมาดื่ม ถ้าจะได้ผลมันต้องอาศัยทุกคนในชุมชนร่วมกัน งานนี้ผู้นำชุมชนก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วยแม้แต่กำนันเองก็ยอมทิ้งภารกิจ ร่วมห่มขาวในวัด” ดวงใจเอ่ย
“หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมแล้ว เราก็ยังมาคุยกันว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร ใครมีบทบาทอย่างไร จะประเมินร่วมกันตลอด เรามี อสม.ช่วยไปดูแลพูดคุย แต่ถ้าเขาหันกลับมา เราก็จะรวมทีมไปให้กำลังใจ โดยเราไม่ตราหน้าว่าเขาเป็นคนไม่ดี
สุราอาจมีข้อดีสำหรับเขา เช่นบางคนดื่มแล้วรู้สึกคลายเครียด แต่เราก็ต้องไปพูดคุยเสริมให้เห็นข้อดีข้อเสียที่แท้จริงเวลาเขาเจอเพื่อนท้าทายเราต้องแนะนำเขาว่ามีวิธีรับมืออย่างไร อย่างอรัญ ทุกวันนี้เขาสามารถนั่งกับเพื่อนในวง แต่สามารถไม่ดื่มได้
กำนันอภิลักษณ์ร่วมเสริมว่า
“เรายังติดตามบุคคลที่ยังเสี่ยงเข้าไปอยู่ในวงจรเดิมตลอด ว่ามีใครบ้าง เราจะไปคอยเติมพลัง พร้อมสังเกตการณ์ เราใช้การพูดคุยแบบเป็นพี่เป็นน้องกัน อย่างเขาเคยโดนท้าทายว่าเสแสร้ง จะไปได้สักกี่น้ำ เราก็จะชี้ให้ความเห็นว่า คำพูดนั้นเป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่ของเรา ถ้าเราตั้งใจจะเลิก เราก็ต้องมุ่งมั่น หมั่นให้เขาสังเกตตัวเราว่ากำลังแรงดีขึ้นใหม่ ทำงานเหนื่อยไหม ความคิดแจ่มใสดีหรือไม่”
แม้วันนี้จะมีคนเลิกได้จริง 5 คน และยังมีผู้เข้าร่วมโครงการบางคนเลิกไม่ได้100% แต่แนวโน้มก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“หลังๆ นี้บางคน แม้จะจบโครงการแต่ก็ยังมาวัด มาทำกิจที่วัดทุกวัน ตอนเช้าก่อนพระบิณฑบาตก็มาแล้ว” พระอธิการสุชาติบอกเล่า
“อาตมาเองก็จะแนะนำเสมอว่า มีความทุกข์ไม่ต้องไปลงที่เหล้า แต่มาระบายที่วัดให้พระสงฆ์ฟัง เราก็บอกแนวทางให้เขารู้จักคิด รู้จักธรรม”
“ตั้งแต่ต้นจนจบโครงการนี้เราไม่ได้ใช้ยาช่วยเลย” ดวงใจเสริม “ทั้ง 12 คนเราไม่พบพฤติกรรมแบบเดิมอีก ถือว่าสิ่งที่ทำมาประเมินค่าไม่ได้ แต่เรามองว่าเราได้ทำบุญเห็นลูกเมียเขามีความสุข บางคนอยู่แต่กับวงเหล้าไม่เคยทำความดี แต่การได้มีกิจกรรมไปบิณฑบาตกับพระสงฆ์ ทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ ครอบครัวเองก็ภูมิใจกลับมาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น” ดวงใจกล่าว
สำหรับโครงการขับเคลื่อนการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา โดยกระบวนการเชิงพุทธ นี้เป็นอีกโมเดลของการขับเคลื่อนลดผู้ติดสุราระดับพื้นที่ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในฐานะผู้ที่ผลักดัน รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สสส.) กล่าวว่าโครงการนี้เป็นการศึกษากลไกการบูรณาการรูปแบบการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราทั้งในระบบสุขภาพและนอกระบบสุขภาพซึ่งมีการทำงานนำร่องใน25 ชุมชน25วัดในภาคเหนือและภาคอีสานค้นพบผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา411คนสมัครใจเข้าร่วมโครงการ298 คนเมื่อผ่านกระบวนการต่างๆสามารถเลิกดื่มได้53 คนคิดเป็นร้อยละ17.8และลดระดับการดื่ม227 คนคิดเป็นร้อยละ76.2 นับเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจนจากการทำงานที่จริงจัง
“หลังจากนี้ น่าจะมีการขยายผลทำงานร่วมกับชุมชนอื่นๆที่สนใจ เพื่อให้แนวทางนี้เดินหน้าต่อไป โดย สสส. พร้อมสนับสนุนการทำงานที่สามารถบูรณาการความร่วมมือจากหลายฝ่าย จนเกิดรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ซึ่งนี่เป็นเพียงจุดเริ่มจุดเล็กๆแต่เข้มแข็ง และพร้อมจะเรียนรู้ไปด้วยกันกับชุมชนอื่นที่มีปัญหา” รุ่งอรุณกล่าวทิ้งท้าย





