เรียนรู้จากภายใน วัฒนธรรมคงอยู่ องค์ความรู้ยั่งยืน
“เราค้นพบว่า เรื่องราวที่นักวิชาการสนใจ อาจไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านสนใจหรืออยากรู้ก็ได้”
เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์ เปิดประเด็นสนทนา เพื่อบอกเล่าที่มาและแนวคิดการริเริ่มโครงการนักมานุษยวิทยาเดินดิน โครงการที่สร้างพื้นที่ความรู้จากการร่วมมือ ของคนในชุมชน
ในฐานะนักวิชาการโครงการนักมานุษยวิทยาเดินดิน เพ็ญรุ่งอธิบายต่อว่า งานวิจัยหรือองค์ความรู้วิชาการมากมายอาจไม่สามารถเข้าถึงชุมชนได้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้แนวคิดการจัดการความรู้โดยท้องถิ่นของ “โครงการนักมานุษยวิทยาเดินดิน” ถูกมองว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกในการทำให้ชุมชนเป็นผู้สร้างและเป็นเจ้าของความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจึงสร้างพื้นที่ให้ชุมชนได้เรียนรู้กระบวนการทางมานุษยวิทยา เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านขั้นตอนกระบวนการทำงานด้วยตัวของชุมชนเอง โดยหวังว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นจากคนในดังกล่าว จะช่วยสร้างความเข้าใจต่อชุมชนของตนเอง สามารถเสริมศักยภาพของคนในชุมชน และสามารถใช้ความรู้ที่ได้นำไปจัดการปัญหารวมถึงพัฒนาชุมชนต่อไป
ในปี 2554 ถึง 2556 โครงการเปิดรับข้อเสนอจากชุมชน ทำให้พบว่าชุมชนมีความสนใจหลากหลายทั้งในเรื่องประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อพิธีกรรม เรื่องการจัดการทรัพยากร เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน ตลอดจนเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน ฯลฯ
เพราะ “วัฒนธรรม” เป็นรากฐานของชีวิตชุมชน สามารถเชื่อมโยงไปสู่การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเปลี่ยนแปลงของอาชีพหรือวิถีการผลิตของชุมชน การสูญหายขององค์ความรู้ดั้งเดิม ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน เรื่องทรัพยากร ต้นทุน หรือปัญหาที่เกิดขึ้น ฯลฯ โครงการจึงเริ่มต้นจากการชักชวนให้ส่งข้อเสนอโครงการเพื่อเรียนรู้ประเด็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องใกล้ก่อน และเชื่อว่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจชุมชนของตนเองที่สัมพันธ์กับเงื่อนไขต่างๆ ได้มากขึ้น
หลังจากได้คัดเลือกชุมชน 18 แห่งเข้าร่วมโครงการ โดยพิจารณาจากประเด็นเรียนรู้และศักยภาพความพร้อมทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งการเรียนรู้ระหว่างคนในชุมชนเองและเรียนรู้ร่วมกับกัลยาณมิตรจากภายนอก
ทีมทำงานของชุมชนที่เรียกว่า “ทีมนักมานุษยวิทยาเดินดิน” ต้องเป็นผู้ลงมือทำงานด้วยตัวเองตลอดกระบวนการ ตั้งแต่พัฒนาข้อเสนอร่วมกัน การวางแผนจัดทีมทำงาน เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล รวมไปจนถึงการถอดบทเรียน โดยนักวิชาการจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ทำหน้าที่เป็นเพียงคนสนับสนุนกระบวนการทำงาน เช่น วิธีการสร้างความรู้ พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสื่อสารความรู้แก่สาธารณะ เป็นต้น
กระบวนการทำงานแบบมานุษยวิทยาเดินดินเริ่มจากกระบวนการพัฒนาข้อเสนอโครงการร่วมกันระหว่างผู้เสนอโครงการและศูนย์มานุษยฯ โดยสนับสนุนให้คนในชุมชน หรือคนที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนเป็นผู้ทำงานหลัก อีกสิ่งสำคัญที่โครงการให้ความสนใจคือการมีส่วนร่วมระหว่างคนหลากหลายกลุ่ม ซึ่งจะทำให้เกิดพื้นที่และกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างนำไปสู่การสร้างความรู้ร่วม ที่เรียกว่ากระบวนการ “สนทนา” (Dialogue)
กระบวนการถัดมามีการแนะนำ “เครื่องมือทางมานุษยวิทยา” ให้กับทีมทำงานชุมชนซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ชุมชนอาจนำไปใช้ในการทำงานและเป็นตัวผู้ช่วยสำคัญในการศึกษาชุมชนอย่างรอบด้าน เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยเปิดมุมมอง เพราะทำให้เห็นชุมชนในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างง่ายๆ และช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อาทิ แผนที่เดินดิน แผนผังเครือญาติ วิเคราะห์โครงสร้างองค์กรชุมชน ผังประวัติชีวิต ปฏิทินชุมชนและประวัติศาสตร์ชุมชน เป็นต้น จากนั้นกระบวนการที่สาม คือการที่ชุมชนเริ่มวางแผนและดำเนินโครงการของตนเอง ซึ่งในการดำเนินกระบวนการ พบว่าส่วนใหญ่ชุมชนจะนำเครื่องมือไปใช้โดยปรับให้เหมาะกับแต่ละบริบทของชุมชน
เป้าหมายที่โครงการตั้งไว้แต่แรกเริ่ม คือความรู้ที่ชุมชนได้รับจากการลงมือสร้างด้วยตัวเอง จะเป็นความรู้ชนิดที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ทั้งในระหว่างกระบวนการและหลังจบโครงการ ทำให้คนในชุมชนปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้หรือได้รับผลกระทบจากการสร้างความรู้ทางวิชาการ มาเป็นผู้สร้างและใช้ประโยชน์จากความรู้ของตัวเอง
มีการวิเคราะห์สมมติฐานดังกล่าวต่อไปอีกว่า กระบวนการสร้างความรู้เช่นนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สามระดับ คือ ระดับบุคคล ซึ่งได้แก่ทีมทำงานชุมชน สามารถสร้างและถ่ายทอดความรู้ได้ ขณะที่ระดับชุมชนไม่เพียงเกิดความภาคภูมิใจและเข้าใจอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ยังเป็นโอกาสที่ให้ชุมชนได้นำเสนอความรู้ของตนเองต่อสาธารณะ ที่อาจช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอคติและความเข้าใจผิดต่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือการยอมรับในความแตกต่างของแต่ละชุมชนและวัฒนธรรม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายเชิงสังคมและวัฒนธรรมระดับท้องถิ่น
เมื่อสิ้นสุดกระบวนการในโครงการ พบว่าเกิดความรู้ขึ้นมาอย่างน้อยสองอย่าง คือความรู้ตามประเด็นโจทย์ที่อยากจะรู้ กับความรู้ที่เป็นประสบการณ์จากการทำงาน ผลจากการดำเนินโครงการจึงไม่ได้จบลงแค่การส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ แต่ทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการสร้างความรู้ เกิดการปฏิสัมพันธ์กันของคนในชุมชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น เกิดเครือข่ายช่วยกันทำงาน และอาจเกิดการขับเคลื่อนเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์หรือเกิดกระบวนการทำงานที่ต่อเนื่องภายในชุมชน เป็นต้น อาทิเช่น ชุมชนบ้านขี้เหล็กใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ที่เริ่มโครงการโดยรวบรวมจัดการความรู้ภายในชุมชนเพื่อพัฒนาพิพิธภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีข้าวของหรือมีคนนั่งเฝ้า แต่มีมีชีวิตชีวาสามารถบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตความคิดจิตใจของคนบ้านขี้เหล็กใหญ่ได้ สุดท้ายโครงการไม่เพียงได้องค์ความรู้ในรูปแบบหนังสือที่ทุกคนในบ้านขี้เหล็กอ่านเข้าใจที่ชื่อว่า “จากบรรพชนถึงลูกหลานบ้านขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ” ยังเป็นการสร้างกลุ่มทำงานที่มีจิตอาสาหลายกลุ่มวัยและอาชีพมาช่วยกันทำงานต่อเนื่อง ได้รู้จักผู้รู้และแหล่งเรียนรู้ในชุมชนมากขึ้น จนกระทั่งพัฒนาเป็นรูปแบบการจัดการพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตในแบบฉบับของชุมชนเองขึ้นมา
“นักวิชาการเองก็ได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ไปพร้อมกับชุมชน เราได้ทั้งเนื้อหาความรู้ใหม่จากเขาและได้เรียนรู้วิธีการทำงานกับชุมชนมากขึ้น อย่างเช่นชุมชนเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์เราก็ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเขาผ่านมุมมองของเขาเอง ซึ่งแตกต่างจากวิธีวิจัย ซึ่งเป็นการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนเพียงอย่างเดียว นักวิชาการอาจให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ตีความปรากฏการณ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่สำหรับทีมนักมานุษยวิทยาเดินดินเขาไม่ได้มองแบบแยกตัวเองออกจากชุมชน และไม่สามารถทำงานโดยแยกขาดจากระบบความสัมพันธ์ของตนเองกับชุมชนได้”
เห็นได้ชัดในกรณีทีมทำงานชาวปกาเกอะญอที่บ้านแม่ลิด ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้ทำโครงการสืบสานภาษาและวัฒนธรรมชนเผ่าปกาเกอะญอสู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายบันทึกความรู้หลายๆ เรื่อง เช่น ประวัติชุมชน พิธีกรรม นิทาน ภาษา และภูมิปัญญา เพื่อใช้ถ่ายทอดให้กับเยาวชน
ระหว่างการบันทึกความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมการปลูกข้าวได้เกิดเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ ทำให้คนในชุมชนรู้สึกไม่สบายใจ ทำให้ต้องมีการประชุมทำความเข้าใจร่วมกันทั้งหมู่บ้านเพื่ออธิบายถึงเจตนาและเป้าหมายของโครงการที่จะช่วยฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชน รวมถึงขอความเห็นจากผู้รู้และผู้อาวุโส ส่งผลให้ท้ายสุดทีมทำงานตัดสินใจลบภาพและข้อมูลที่บันทึกไว้แล้ว ไม่นำไปเผยแพร่ต่อ
“เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่า ระบบการทำงานของคนในชุมชนจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของชุมชนค่อนข้างสูง แต่เราไม่ได้มองว่าสถานการณ์เหล่านี้เป็นอุปสรรค เพราะเป้าหมายสำคัญข้อหนึ่งของเราคือการพัฒนาคน โครงการนี้ไม่ได้ให้น้ำหนักเฉพาะความรู้ที่ได้ ว่าต้องเป็นข้อเท็จจริงทางวิชาการเท่านั้น คุณภาพของข้อมูลไม่สำคัญมากกว่าการพัฒนาตัวคนในท้องถิ่น อย่างเช่นเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างทำโครงการ สิ่งที่ตามมาคือมีการพูดคุยช่วยกันหาทางแก้ไข คนทำงานจะได้เรียนรู้วิธีการจัดการและแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้และเป็นคุณประโยชน์ที่ชุมชนได้รับทันที และเป็นผลพลอยได้ที่เราไม่ได้คาดไว้”
ประสบการณ์จากโครงการเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชุมชนเข้าใจตัวเอง เพื่อเกิดการพัฒนาต่อ เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการนักมานุษยวิทยาเดินดิน ซึ่งเพ็ญรุ่งกล่าวว่าสามสี่ปีแรกเป็นการเริ่มต้นโครงการ ทำให้ประเด็นการทำงานออกไปในมุมกว้าง แต่สำหรับการขับเคลื่อนโครงการต่อไปในอนาคต จะขยายผลและเข้าถึงประเด็นในเชิงลึกหรือมีความจำเพาะเจาะจงมากขึ้น





