“หม่อนไหม” สายใยแห่งความยั่งยืน พลิกฟื้นภูมิปัญญาไทย

การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากหม่อนไหมถือเป็นภูมิปัญญาไทยมาช้านาน
เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นอกจากการทอผ้าไหมและการทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและหม่อนผลสดแล้ว ยังเกิดนวัตกรรมแผ่นใยไหมเพื่อเป็นอาชีพทางเลือกนอกเหนือจากการทำการเกษตร ทำให้ชุมชนมีรายได้อย่างสม่ำเสมอและมีชีวิตที่มั่นคงขึ้น
แผ่นใยไหมเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน กรมหม่อนไหม และชาวบ้านจาก บ้านป่าเลา อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ที่เป็นหมู่บ้านนำร่องในการทดลองทำกระดาษที่เกิดจากการพ่นใยของตัวไหมโดยเป็นการขยายผลมาจากโครงงาน “กระดาษใยไหมจากนางน้อยราชภัฏ” หมู่บ้านป่าเลา ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ย้ายถิ่นฐานมาจากภาคอีสาน ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประจำปี 2556 จากการแข่งขันโครงงาน “กล้าใหม่...สร้างสรรค์ชุมชน” ปี 7 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “กล้าใหม่...ใฝ่รู้” ที่สนับสนุนโดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
กระดาษใยไหมมีลักษณะคล้ายกับกระดาษสา แต่มีความเหนียวและคงทนกว่ามาก เพราะเป็นการสานตัวของใยไหมจึงมีลักษณะของแผ่นใยก้ำกึ่งกันระหว่างผ้าและกระดาษ ใช้ทำโคมไฟ, ดอกไม้ประดิษฐ์, กระเป๋า, ของขวัญสำหรับโอกาสสำคัญ เช่นงานแต่งงาน หรือนำมาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และล่าสุดมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการทำแผ่นสปามาสก์ใบหน้าใยไหม และกำลังได้รับความนิยมทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ
จินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล ผู้ก่อตั้ง บริษัท จินนาลักษณ์ มัลเบอร์รี่สาเปเปอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแผ่นใยไหมเล่าให้ฟังว่า บริษัทฯร่วมกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯน่าน เชียงราย และพะเยา และ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ในการใช้ประโยชน์จากไหม ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมตัวไหมให้พ่นเส้นใยในแนวราบเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ไหมให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม และนำมาพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่าการจำหน่ายไหมในรูปแบบปกติ
เธออธิบายว่าการผลิตกระดาษใยไหม เป็นการเพิ่มตลาดและทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรแทนที่จะนำเส้นใยไปสาวและทอผ้าเพียงอย่างเดียว โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรสามารถมีรายได้เพิ่มจากการทำแผ่นใยไหม จากเดิมที่เคยมีรายได้จากการทำนาทำสวนหรือการสาวไหมทอผ้าประมาณเดือนละ 1,500 บาทต่อคนเป็นเกือบคนละ 10,000 บาทจากการเลี้ยงตัวไหมและนำมาพ่นเส้นใยทำแผ่นใยไหมส่งให้กับบริษัท ที่นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็น ครีมบำรุงผิว และแผ่นสปามาสก์ใบหน้าใยไหมเนื่องจากการทำแผ่นใยไหมใช้เวลาน้อยกว่าการสาวไหมจึงทำให้เกษตรกรมีเวลาว่างเพื่อใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นมากขึ้นเดือนละประมาณ4-5 วัน นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดการใช้ไม้ฟืนที่จำเป็นต้องใช้ในการเผาไหม้ในกระบวนการสาวไหมอีกด้วย
คุณจินนาลักษณ์เล่าว่าขณะนี้บริษัทฯกำลังจะทำสัญญากับบริษัทเอกชนจากประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียตนาม ลาว อัฟริกาใต้ อังกฤษ และอเมริกา เพื่อรับซื้อผลิตภัณฑ์จากแผ่นใยไหม โดยกำลังอยู่ในกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออกต่อไป
การผลิตแผ่นใยไหมที่บ้านป่าเลา จังหวัดเชียงราย ถือว่าเป็นชุมชนแห่งแรกที่ได้ผลิตเชิงการค้า โดยมีผู้ประกอบการคือบริษัท จินนาลักษณ์ มารับซื้อเพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เช่น แผ่นมาสก์ใยไหมบำรุงผิวหน้า แผ่นขัดหน้า สบู่ใยไหม และครีมบำรุงผิวกลางวันและกลางคืน ทำให้เกษตรกรที่ผลิตแผ่นใยไหมมีตลาดรองรับ และมีแนวโน้มว่าจะมีความต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้แผ่นใยไหมยังนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้อีกด้วย
นางจวง เวียงบาน ประธานกลุ่มวิสาหกิจใยไหม บ้านป่าเลา อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงรายกล่าวว่า ตนและสมาชิกในกลุ่มได้ร่วมเรียนรู้และพัฒนาการทำกระดาษใยไหมมาตั้งแต่ต้น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงตัวหนอนไหมให้ผลิตใยเพียงไม่กี่วัน แต่ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้มาทำอาชีพเสริมนอกเหนือจากการทำเกษตรกรรมได้เป็นอย่างดี เธอเล่าว่าก่อนที่จะมาร่วมโครงการ เธอและชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกข้าวและทอผ้าเพียงเท่านั้น แต่การเลี้ยงหนอนไหมทำให้เธอและชาวบ้านได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่มากขึ้น
“พอเราปลูกข้าวเสร็จ ก็มาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกัน พอปลูกหม่อนเสร็จ ก็ถึงเวลาเกี่ยวข้าวพอดี พอเกี่ยวข้าวเสร็จ เราก็มาเก็บหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้เรามีงานทำตลอดทั้งปี” นางจวงกล่าว
ด้วยความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจบ้านป่าเลาที่มีการเลี้ยงหนอนไหมเกือบจะทั้งหมู่บ้าน ทำให้มีผู้ที่สนใจจากหลายพื้นที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปทำซ้ำหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงเรียน หรือกลุ่มชุมชนจากพื้นที่อื่น ทำให้เกิดการขยายผลการทำกระดาษใยไหมในวงกว้างมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน นางสังกา คำผง ผู้นำกลุ่มเกษตรกรบ้านวังผา อ.ป่าแดด จ.เชียงราย กล่าวอย่างมีความสุขว่า แม้กลุ่มของตนจะเริ่มเรียนรู้การเลี้ยงหนอนไหมเพื่อผลิตกระดาษใยไหมมาได้เพียง 1 ปี แต่ก็ได้ความรู้มากโดยเล่าว่าการผลิตแผ่นใยไหมบนเฟรมขนาด 60x80 เซนติเมตร จะใช้หนอนไหมประมาณ 250-300 ตัว โดยหนอนไหมจะใช้เวลาประมาณ 2 วันในการพ่นใยแล้วก็จะกลายเป็นดักแด้ผีเสื้อในที่สุด และบอกว่าการทำแผ่นใยไหมได้สร้างความแตกต่างของรายได้และความสุขในชุมชนอย่างเห็นได้ชัด
“เราปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันคนละ 2-3 ไร่ ผลิตกระดาษใยไหมได้ครั้งละประมาณ 100-200 แผ่นต่อครัวเรือน โดยแต่ละแผ่นราคาประมาณ 60-70 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มเดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท คนที่เคยต้องไปหางานที่ใช้แรงงานทำในเมืองก็หันกลับมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแทน” เธอกล่าวอย่างภาคภูมิใจ และปิดท้ายว่า หากสามารถทำอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ คนในชุมชนคงสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขที่บ้านเกิดได้โดยไม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวอีกต่อไป
การสร้างมูลค่าเพิ่มในการเลี้ยงหม่อนไหมด้วยการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่น่าสนใจเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการอนุรักษ์ ปกป้องเอกลักษณ์ไทย ให้ต่างชาติได้รู้จัก และสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชาวบ้านและทำให้เกิดสังคมที่เป็นสุขในที่สุด
นายสำราญ สุขใจผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯน่าน กล่าวว่าการทำกระดาษใยไหมนั้นผู้ที่เลี้ยงไหมจะต้องปลูกต้นหม่อน เพื่อนำมาเป็นอาหารให้กับตัวไหมอ่อนเอง การเลี้ยงไหมมีทั้งหมด 5 วัย พอหนอนไหมออกจากไข่มาเป็นตัวอ่อน ใช้เวลาเลี้ยง 18-22 วัน ขึ้นอยู่กับอากาศ ต้องเลี้ยงในห้องที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ควรเป็นคอนกรีต หลังคาและผนังจะสูง เพื่อลดความร้อนในฤดูร้อน และต้องใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การไปขอไข่หนอนจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาหม่อนไหมมาเลี้ยง ฟักไข่เป็นหนอนเล็กๆ จนตัวใหญ่พ่นใยไหมได้ ช่วงที่พ่นใย ก็ต้องผลัดกันมาเฝ้าดูทุกครึ่งชั่วโมง เพื่อสังเกตพฤติกรรม เก็บข้อมูลและจดบันทึก ต้องหมั่นสังเกตการเคลื่อนไหวของตัวหนอน หากมีตัวที่ไม่เคลื่อนไหวหรือปล่อยของเสียก็ต้องรีบนำออกจากกลุ่มหรือทำความสะอาด เพื่อรักษาคุณภาพและความสวยงามของแผ่นใยไหม
ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯน่าน ได้สนับสนุนแผ่นไข่ไหมพันธุ์ไทยปรับปรุง ซึ่งเป็นไหมลูกผสมระหว่างพันธุ์ทับทิมสยามกับพันธุ์วนาสวรรค์ ของกรมหม่อนไหม สามารถนำมาผลิตแผ่นใยไหมได้เป็นเส้นสีเหลืองทองอร่ามและมีคุณภาพที่เหมาะสมสำหรับการผลิตแผ่นใยไหม และได้เริ่มขยายการส่งเสริมให้มีการผลิตแผ่นใยไหมไปยังกลุ่มเกษตรกรที่อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำนวนมาก
เมื่อไม่นานมานี้โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ยังได้นำแนวคิดจากการผลิตแผ่นใยไหมไปทำโครงงานศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการพ่นใยเพื่อผลิตแผ่นใยไหมจากตัวหนอนไหม และได้นำส่งไปประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับโลก ในงาน อินเทล ไอเซฟ 2015 ครั้งที่ 66 ที่เมืองพิดสเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังได้รับรางวัลอื่น ๆ อีกหลายรางวัลด้วยกัน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในภูมิปัญญาไทยด้านหม่อนไหมมาโดยตลอด และมีพระราชดำริให้มีหน่วยงานที่ดูแลงานด้านนี้ของประเทศอย่างครบวงจรและยั่งยืน เป็นที่มาของการจัดตั้ง “กรมหม่อนไหม” เมื่อปีพ.ศ. 2552 เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานการศึกษาวิจัย งานอนุรักษ์ คุ้มครอง ส่งเสริม รวมทั้งธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหม่อนไหม
พัฒนาการของการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมไปจนถึงการทำแผ่นใยไหมนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการสืบสานภูมิปัญญาไทยพร้อมไปกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรักษาองค์ความรู้ด้านงานหม่อนไหมให้อยู่คู่ลูกหลายไทยไปอีกนานเท่านาน









