วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

พอเพียงเพื่อยั่งยืน - SEP for SDGs จากประสบการณ์สู่แนวทางปฏิบัติ

พอเพียงเพื่อยั่งยืน - SEP for SDGs  จากประสบการณ์สู่แนวทางปฏิบัติ

 

มูลนิธิมั่นพัฒนา ร่วมกับสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดงาน Thailand SDGs Forum 1/2018 the SDGs: Thailand’s Sustainable Business Guide ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลเมื่อวันที่18 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อน และขยายผลเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย ภายใต้กรอบคิด “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” พร้อมทั้งเผยแพร่แนวปฏิบัติทางธุรกิจสู่ความยั่งยืนจากกรณีศึกษาบริษัทชั้นนำ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้จากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ นอกจากนั้นยังมีการจัดเวิร์กชอปการประเมินการดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการนำเรื่อง SDGs ไปประยุกต์ใช้ในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมงานอีกด้วย

“พอเพียง” เพื่อ “ยั่งยืน”

คุณกาญจนา ภัทรโชค  อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในช่วงเสวนาหัวข้อ “Thailand’s Sustainable Business Guide: SEP Practices and the Sustainability Performance”ว่า ถึงประเทศทั่วโลกจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ก็กลับสร้างปัญหาต่างๆ ตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม อาทิ ขยะล้นโลก โลกร้อน หรือปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ อย่างเช่น การไม่สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้ เป็นต้น ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศที่ร่ำรวยแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของโลกที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้นำมาสู่การพัฒนาที่แท้จริง เนื่องจากไม่สามารถขจัดความยากจน และความเหลื่อมล้ำได้ จึงเป็นที่มาของการเกิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยองค์การสหประชาชาติหรือ UN SDGs 17 ข้อในปี 2015 และเป้าหมายทั้ง 17 ข้อนี้ ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน ดังนั้นการพัฒนาในแต่ละเป้าหมายจึงมีความเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น

“ถามว่า แล้ว ‘ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) เกี่ยวข้องอย่างไรบ้างกับ SDGs ก็จะเห็นว่า Sustainable Development ถ้ามองแล้วจะเรียกว่า 5P ประกอบด้วย คน (People), ความมั่งคั่ง (Prosperity), สันติภาพ (Peace), ความเป็นหุ้นส่วน (Partnership) และสิ่งแวดล้อม (Planet) เรื่องเหล่านี้ถ้าท่านมองมาที่เรื่องของ ‘ศาสตร์พระราชา’และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น ดังนั้น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกี่ยวข้องกับ SDGs ก็คือเรื่องความพอเหมาะพอดี เรื่องความมีเหตุมีผล เรื่องความระมัดระวัง การมีภูมิคุ้มกัน และตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้คู่คุณธรรมด้วย”

จากการดำเนินงานและทำหน้าที่รายงานการขับเคลื่อน SDGs ของไทยในเวทีสากล ตลอดจนการเป็นประธานหารือกับภาคประชาสังคมและภาครัฐ ทำให้คุณกาญจนาพบว่าสิ่งที่ยังขาดอยู่มากสำหรับการพัฒนาเรื่อง SDGs คือเรื่องของกลไกทางสังคมที่จะหารือกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน และการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเรียนรู้จากประชาชนอย่างแท้จริง และการที่จะ Localizing SDGs ให้เป็นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็คือเราต้องกลับไปหารากเหง้าที่เราเคยทำ

“ที่สำคัญที่อยากจะเน้นมากเรื่องการพัฒนา คือเรื่อง ‘ระเบิดจากข้างใน’ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพูดไว้ตลอดว่าให้ไปหาประชาชน ไปเรียนรู้จากประชาชน แต่จากการสังเกตแนวโน้มการทำงานของหน่วยงานราชการจะออกมาในเชิงสงเคราะห์ประชาชน คือมองในแง่ว่าเราต้องไปช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งให้ประชาชน ไปให้สิ่งต่างๆ กับประชาชน แต่จริงๆ สิ่งที่ยังขาดคือ การรับฟังจากประชาชนให้มากการที่ลุกขึ้นมาทำกฎหมายต่างๆ มากมายนั้น จริงๆ แล้วควรจะต้องถามประชาชน ให้ประชาชน ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม”

ภาคธุรกิจเองก็มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน บางองค์กรได้นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างเหมาะสมและเกิดผลสำเร็จ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่อยากให้ภาคธุรกิจเข้าไปช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กต่อไป

“ความถูกต้อง” ต้องมาก่อนกำไร

คุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกรกล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีของการดำเนินธุรกิจทางด้านการเกษตรและอาหาร เบทาโกรยึดมั่น 3 หลักการที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจเพื่อนำไปสู่สังคมที่ยั่งยืน ได้แก่ การทำ “อาหารที่มีคุณภาพสูงปลอดภัย”“การเป็นทางเลือกที่ดีให้แก่ผู้บริโภค”และ “การส่งมอบอาหารที่ดีมีคุณภาพสูงไปสู่สังคม” ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจให้สามารถเติบโตควบคู่ไปกับสังคมที่ดีได้

“ในองค์กรเบทาโกร พวกเรายึดมั่นคำพูดของคุณพ่อผม ซึ่งเป็นเชิงปรัชญาเหมือนกัน แล้วผมก็เชื่อว่าท่านได้คิดในแนวเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง แต่ท่านพูดในฐานะครอบครัวเราว่า ทำอะไรก็ทำในสิ่งที่ถูกต้องไว้ก่อน ความถูกต้อง ต้องมาก่อนกำไรเสมอ

การดำเนินงานของเบทาโกรดำเนินการภายใต้ความเชื่อที่ว่าเราจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาให้สังคมเกิดความยั่งยืน ด้วยการตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเองนั่นก็คือการส่งมอบอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพราคาเหมาะสม และเป็นธรรม รวมถึงคนทั่วไปต้องสามารถเข้าถึงได้ โดยที่ผ่านมานั้นเราไม่ได้ดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงยอดขายหรือผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เราคำนึงถึงสิ่งที่สังคมจะได้รับ โดยเฉพาะคนที่ทำงานร่วมกับเราซึ่งไม่ใช่แค่พนักงาน แต่รวมถึงลูกค้าในซัพพลายเชนต่างๆ ทั้งหมดล้วนเป็นครอบครัวเบทาโกร

ปัจจุบันเบทาโกรในฐานะผู้ประกอบการรายใหญ่ได้เข้าไปร่วมมือกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย เพื่อที่จะช่วยกันสร้างอาหารที่มีคุณภาพ โดยมีลูกค้าที่เปิดบัญชีซื้อขายกับเราทั้งปีเกือบ 3 แสนราย ก็แปลว่าในครอบครัวรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน เรากำลังเชื่อมโยงอยู่ในซัพพลายเชนที่มีองค์ประกอบของคนประมาณ 1 ล้านคน เราจึงมีสัดส่วนดูแลสังคมไทยประมาณ 63 ล้านคน  แต่ว่าเราสามารถซัพพลายในเซกเมนต์โปรตีนได้แค่ไม่ถึง 15% ฉะนั้น ในภาพรวม 15% เราจะทำให้ดีที่สุดได้อย่างไร นี่เป็นความคิดของเราที่จะร่วมกันพัฒนานอกจากนั้นเราก็เชื่อว่ามั่นว่าทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของเราตรงกับเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)ไม่ว่าจะเป็นข้อ 2 (Zero Hunger)ข้อ 3 (Good Health and Well-Being)เพราะเบทาโกรเป็นทางเลือกที่มี คุณภาพ นอกจากนี้ยังรวมถึงข้อที่ 12 (Responsible Consumption and Production)เพราะเราอยากให้คนบริโภคอย่างพอเพียงเหมือนกัน และข้อที่ 17 (Partnership)ที่มุ่งเน้นการเป็นหุ้นส่วนกับผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย เพื่อสร้างการทำงานที่เติบโตร่วมกันให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นสามารถสร้างจุดยืนที่แข็งแรง และเป็นทางเลือกของสังคม รวมทั้งให้สามารถพัฒนาตัวเองไปได้อย่างยั่งยืนต่อไป

“การที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะเข้าไปร่วมมือกับผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อยได้ ผมคิดว่าต้องมีความเข้าใจร่วมกัน มีการเปิดใจที่จะรับฟังว่าช่องว่างของปัญหาคืออะไร แล้วเราก็มีความสามารถในการเข้าไปวิเคราะห์ เข้าไปสร้างกรณีศึกษาให้พวกเขาเห็นว่าเราจะเข้าไปช่วยเปลี่ยนแปลงเขาได้ โดยที่เราไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงนโยบายของเขาเลย”

บทเรียนจากวิกฤต สู่เข็มทิศของความพอเพียง

ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า  หลังจากผ่านเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540ทำให้เห็นว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีเหตุมีผลมาก เนื่องจากทำให้รู้และจับต้องได้ว่าสิ่งที่ควรจะปรับและเปลี่ยนแปลงควรจะเป็นแบบไหน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาของธนาคารมาก  ดังนั้นกสิกรไทยจึงได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจใหม่ทั้งหมด เช่น การตั้งหน่วยงานบริหารความเสี่ยงภายในเป็นครั้งแรก การมีระบบธรรมาภิบาล ตลอดจนการปรับเปลี่ยนระบบการให้สินเชื่อ หรือ ปล่อยกู้แบบใหม่ เป็นต้น 

“จากเดิมยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งโตยิ่งดี เปลี่ยนมาเป็นการมีผลตอบแทนที่ยั่งยืน แปลว่าไม่ต้องใหญ่ก็ได้ ถ้ามีผลตอบแทนที่ยั่งยืน จึงเป็นเป้าที่สำคัญในระยะยาวของธนาคาร ไม่ใช่การโกยให้ได้มากที่สุด แต่ขอให้ผลตอบแทนที่กลับมาแบบพอประมาณหลังหักทอนความเสี่ยงแล้ว ตรงนี้คือสิ่งที่เราพึงได้ การคิดแบบนี้จะทำให้เรากำหนดยุทธศาสตร์การทำธุรกิจได้สอดคล้องกับเป้าระยะยาว กลายเป็นเรื่องเหตุและผลที่เกิดขึ้น”

จะเห็นได้ว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ดำเนินธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ดร.อดิศวร์ กล่าวว่า ปัจจุบันจะทำความเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเสียก่อนแล้วจึงมาผลิตสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงินแก่ลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าระมัดระวังและป้องกันความเสี่ยงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งกลไกและรากฐานที่จะทำให้บริษัทอย่างเรา สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดให้เราคิด ให้เราถามคำถามได้อย่างถูกต้อง ให้เราเตรียมตัวเมื่อมีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตพระราชดำรัสที่เคยให้ไว้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีเหตุมีผลมากในการที่จะทำธุรกิจ แล้วสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน”

จุดแข็งขององค์กรธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียง

รศ. ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร รองคณบดีงานวิจัยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 5 แห่ง พบว่าบริษัทเหล่านี้มีแนวทางการดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับหลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข อยู่ 10 แนวทาง ได้แก่  “มองการณ์ไกล” ไม่ได้หวังทำกำไรระยะสั้น  “ ให้ความสำคัญกับพนักงาน”มองว่า “ธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของสังคม” ให้ความสำคัญกับทุกผู้มีส่วนได้เสีย  ให้ความสำคัญต่อการ “พัฒนานวัตกรรม”  “ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ” พัฒนา “เทคโนโลยี”ในการผลิต หรือให้บริการที่มีประสิทธิภาพ แต่ราคาไม่สูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกิดจากภูมิปัญญาไทย “ขยายธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป”มีการ “บริหารความเสี่ยง”รู้จัก“แบ่งปัน”รวมถึงการแบ่งปันองค์ความรู้กับคู่แข่งหรือองค์กรต่างๆ และให้ความสำคัญกับเรื่อง“วัฒนธรรมองค์กร” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ซึ่งสามารถสรุปให้เห็นถึงลักษณะขององค์กรที่มีการบริหารจัดการตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้เป็น 5 ประเด็น ดังนี้ 1)การจัดการวัฒนธรรมองค์กรถ้าเป็นองค์กรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วัฒนธรรมองค์กรจะเป็นcore value ที่ทุกคนจะแบ่งปันวิสัยทัศน์ และความเชื่อร่วมกัน ทำให้การบริหารงานขององค์กรมีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฝ่าฟันวิกฤติ2)การจัดการทรัพยากรมนุษย์จุดเด่นของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ มองพนักงานเป็นทรัพย์สินขององค์กรและพัฒนาได้ แต่ถ้าเป็นแนวทางทั่วไป คนก็สำคัญเหมือนกัน แต่สำคัญน้อยกว่าการทำกำไร เมื่อไหร่ที่ต้องการทำกำไร ก็อาจจะปลดพนักงานได้ 3) การจัดการการตลาดจะมีความจริงใจกับลูกค้า ไม่ใช่ประเภทพูดความจริงไม่หมด4) การจัดการการผลิตหรือการบริการ ถ้าจัดการตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะผลิตแบบ zero waste และยอมเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อมและ 5) การจัดการความเสี่ยงถ้าเป็นธุรกิจพอเพียง จะเน้นความเสี่ยงที่รับได้ แม้กำไรจะน้อยก็ตาม