วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

Sustainable Brands 2017 Bangkok

Sustainable Brands 2017 Bangkok

 

Sustainable Brands 2017 Bangkok Redefining the Good Life นิยามชีวิตดีที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 29-30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน Sustainable Brands 2017 Bangkok งานประชุมสัมมนาด้านการสร้างแบรนด์เพื่อความยั่งยืนระดับโลก ที่จัดขึ้นในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  กรุงเทพฯ โดยการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสุดยอดผู้นำของแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมกว่า 30 คน มาร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองที่จะช่วยนำพาธุรกิจและประเทศให้ก้าวไปสู่การเป็น  แบรนด์ที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Redefining the Good Life” หรือการนิยามคุณภาพชีวิตที่ดี โดยครอบคลุมถึง 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ Good Food, Good Home, Good Lifestyle, Good Money, Good Design, Good Energy, Good Technology และ Good Destination  

“Redefining the good life เป็นแนวคิดหลักที่เราอยากจะชวนให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันนิยามกับคำว่า คุณภาพชีวิตที่ดี แล้วแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมร่วมกันสร้างสังคมและโลกให้เกิดความยั่งยืน” ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ มูลนิธิมั่นพัฒนา และผู้อำนวยการโครงการ Sustainable Brands ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานพร้อมกับเน้นย้ำว่า การทำงานร่วมกันจะทำให้คนที่คิดสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากแต่การมีเพื่อนที่เดินไปด้วยกันจะทำให้เกิดพลังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้

“มีตัวอย่างความสำเร็จของคนมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวที Sustainable Brands 2017 Bangkok ซึ่งล้วนแต่เป็นกรณีที่น่าสนใจที่สามารถขับเคลื่อนสังคมไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้” ดร.ศิริกุล กล่าว

 

Good Life According to Thai Royal Wisdom

ดอยตุงเป็นกรณีศึกษาที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาบอกกล่าวในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีหัวใจสำคัญของวิถีปฏิบัติ กระบวนการจัดการ ตลอดจนการกำหนดกลยุทธ์บนแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

“60 กว่าปีที่แล้ว พื้นที่ดอยตุง และภูเขาทางภาคเหนือเป็นไร่ฝิ่นขนาดใหญ่ เมืองไทยเราก็แทบจะได้ชื่อว่าเป็นที่ผลิตยาเสพติดรายใหญ่ของโลก ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่เรื่องยาเสพติด แต่กลับขยายวงกว้างไปถึงเรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของระดับรากหญ้า และเรื่องความมั่นคงอีกด้วย” คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์  และผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า กว่า 6 ทศวรรษ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพิตร ทรงวางแนวทางคืนวิถีชีวิตชุมชนกลับสู่ชาวดอยตุง นั่นคือเป้าหมายแรกแห่งการมอบ “ชีวิตที่ดี” ให้กับชาวเขา

“การทำงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือการสร้างโอกาสใหม่ ให้คนได้มีอาชีพ มีรายได้ และตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน พระองค์ท่านไม่ต้องการให้เกษตรกรที่เป็นชาวเขาออกจากพื้นที่ไปทำงานที่อื่น แต่ต้องการให้พวกเขาทำงานอยู่ในพื้นที่ ด้วยการส่งเสริมการปลูกพืชพรรณที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น พืชเมืองหนาว ซึ่งนับเป็นการสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีอาชีพและรายได้ ที่เกิดจากการนำผลผลิตทางการเกษตรไปขายยังโรงงานในโครงการพระราชดำริ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่นำไปแปรรูป และจัดจำหน่ายต่อไป

กระบวนการเหล่านี้คือวิธีคิดที่ทำให้คนและธรรมชาติได้อยู่ร่วมกัน ส่งผลให้ชาวเขาหยุดเผาป่าและทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป ทำให้จากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยฝิ่น ยาเสพติด และดูเหมือนสิ้นหวัง กลับถูกพลิกฟื้นให้เป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม ความหวัง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย” คุณหญิงพวงร้อย กล่าว

นอกจากนั้น พระองค์ท่านเห็นว่าการที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องเริ่มจากการทำให้คนในพื้นที่สามารถอยู่รอด (Survival) สามารถพึ่งพาตนเองได้ หลักจากนั้นก็ต้องส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้ที่เพียงพอ (Sufficiency) และสุดท้ายต้องทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นมาสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน (Sustainable) ดังเช่นทุกวันนี้ กิจกรรมทางการเกษตรและเศรษฐกิจของชุมชนบนพื้นที่ดอยตุง เป็นอีกหนึ่งพื้นที่เกษตรหลักของประเทศไทย ที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงวิสาหกิจชุมชน เลี้ยงปากท้องของชาวเขา และเป็นกิจการอันทรงพลังที่รู้จักกันไปทั่วโลก ว่าเป็นผลของกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนวิถีแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

 

How Food Can Sustain Lives

คุณพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด บอกเล่าเรื่องราวการสร้างแบรนด์ของดอยคำ ผ่านแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์ของพระราชา ที่ธุรกิจดอยคำน้อมนำมาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินกิจการ บนเป้าหมายที่จะเดินหน้าสู่การพัฒนาองค์กรเล็กๆ แห่งนี้อย่างยั่งยืน

“ผมมองว่า การที่ดอยคำจะเป็นผู้ผลิตอาหาร หรือ Good Food ได้นั้น ประกอบด้วยกลไก 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก คือการใช้ภูมิสังคม คือการทำให้คนพึ่งตนเองได้ อยู่อย่างเรียบง่าย ข้อนี้เราใช้เป็นกุญแจหลักในเรื่องแนวคิดการพัฒนาบนพื้นฐานที่ว่า เราต้องก้าวให้ทันโลก โดยใช้ทรัพยากรที่เรามี ทั้งคน ทั้งแนวคิด วันนี้ทุกคนกำลังพูดถึง ประเทศไทย 4.0 เราต้องหันกลับมาประเมินทรัพยากรที่เรามีอยู่ ว่าพร้อมที่จะใช้และก้าวเดินไปในทิศทางไหน และเราจะสามารถสร้างให้คนของเราสามารถทำงานเพื่อตอบโจทย์ ทิศทางที่ต้องการนี้ได้อย่างไร”

ประการที่สอง คือหลัก “บ-ว-ร” บ้าน วัด และโรงเรียน ธุรกิจดอยคำเป็นธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวคือ ผลประโยชน์มิได้ตกอยู่กับองค์กร หรือพนักงานในองค์กรเพียงอย่างเดียว หากแต่ชุมชนรายรอบ บ้าน วัด และโรงเรียน รวมทั้งโรงงาน จะต้องได้รับประโยชน์จากธุรกิจดอยคำด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะในเชิงการจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดโครงการลงพื้นที่ตามโอกาสต่างๆ หรือการที่ชุมชนส่งคนในหมู่บ้านมาเป็นพนักงาน มีอาชีพ มีรายได้

“มันคือการสร้างความกลมกลืน และสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกคนที่อยู่รอบพื้นที่โรงงานของเรา และนั่นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสร้างสังคมแห่งความสุขที่ยั่งยืนได้”

ประการสุดท้าย ธุรกิจดอยคำ มองทุกกิจกรรมแบบองค์รวม หรือ Holistic Approach คือเป้าหมายแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพิตร พระราชทานไว้แก่คนไทยทั้งประเทศ

“ดอยคำให้ความสำคัญและคำนึงถึงประโยชน์สุขแห่งประชาชนชาวสยามเป็นเป้าหมายในทุกเรื่อง ทุกกิจกรรมที่เราทำ เราจะถามว่า คนไทยได้อะไร เกษตรกรได้อะไร ทำอย่างไรให้ทุกคนอยู่กับเราอย่างมีความสุข และลดความเหลื่อมล้ำลงได้ สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้จะอยู่กับเรา เราต้องไม่ทิ้งแนวทางของพระองค์ท่าน และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องร่วมกันสานต่อ”

 

Unwaste Fashion

คุณบันนี่ ยัน (Bunny Yan) ดีไซน์เนอร์สาวจาก The Squirrelz แบรนด์ที่ทำเรื่องการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และเจ้าของดีกรีแฟชั่นจาก Fashion Institute of Technology (New York) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้บอกเล่า กรณีศึกษาจากแบรนด์แฟชั่นมากมายที่อุทิศการดำเนินธุรกิจให้กับกิจการเพื่อสังคม หรือการคืนประโยชน์ต่อส่วนรวม

คุณบันนี่ เล่าต่อว่า ท่ามกลางกระแสข่าวในด้านลบของวงการแฟชั่นที่ว่า แบรนด์ชั้นนำที่เป็นที่นิยมของผู้คนทั่วโลก ได้ผลิตสินค้าที่เกิดมาจากการใช้แรงงานเด็ก และสตรีอย่างไม่เป็นธรรม กระแสข่าวในครั้งนั้นได้ปลุกจิตสำนึกและกระตุ้นเตือนไปยังคนที่ทำงานในวงการแฟชั่นให้หันกลับมาตระหนักและใส่ใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจเพื่อตอบแทนสังคม นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยทางการตลาดรองรับว่า 1 ใน 3 ของผู้บริโภค เลือกซื้อหาสินค้าจากแบรนด์ที่มีเรื่องราวของการทำความดี มีจิตสำนึกด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการคืนประโยชน์ให้กับสังคม

“รองเท้า TOM แบรนด์แฟชั่นอย่าง Ann Taylor และ New Balance คือตัวอย่างของแบรนด์ทำดีที่สร้างชีวิตดีๆ ให้กับสังคมรอบข้าง” บันนี่กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนมีประสบการณ์การทำงานทางด้านดีไซน์เนอร์มากว่า 15 ปี ทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกและองค์กรต่างๆ มากมาย เธอได้เลือกกลับมาทำงานที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพื่อริเริ่มโครงการนำสิ่งเหลือใช้กลับมาพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่น นอกจากนั้นเธอยังตกหลุมรักการรีไซเคิล และที่จีนดูเหมือนมีงานมากมายที่จะให้เราทำ เริ่มจากจุดนั้น เราจะส่งมอบดีไซน์จากสิ่งเหลือใช้เหล่านี้ในประเทศจีนออกสู่ตลาดโลกให้ได้

คุณบันนี่ เล่าต่อว่า การตอบแทนสังคมนอกเหนือจากการให้กลับคืนแล้ว เจ้าของแบรนด์แฟชั่น และดีไซน์เนอร์เองก็ยังสามารถทำดีได้ด้วยการมีส่วนในการช่วยลดขยะให้กับโลก ซึ่งการใช้นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์จะเข้ามาเป็นคำตอบ และสร้างกระบวนการทำงานใหม่ๆ ในโลกแฟชั่นให้มีสีสันและสนุก ซึ่งวันนี้เธอกำลังมีความสุขกับการออกแบบชิ้นงานของเธอจากเศษวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเธอมั่นใจว่า หากก้าวแรกของเธอเริ่มต้นและถูกขานรับ ชีวิตของประชากรโลกก็จะดีขึ้นได้

ติดตามตัวอย่างแนวคิดและนิยามคุณภาพชีวิตที่ดี ในหัวข้ออื่นๆ อาทิ Good Home, Good Money, Good Design, Good Technology และ Good Destination เพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เวทีมั่นพัฒนาฉบับต่อไป รวมถึงติดตามข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/SustainableBrandsBangkok และเว็บไซต์ www.sustainablebrandsbkk.com