วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

ต่อยอดความคิด ปลุกพลังปัญญา-สร้างผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง

ต่อยอดความคิด ปลุกพลังปัญญา-สร้างผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง

 

ด้วยเป้าหมายที่จะน้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน “โครงการพลังปัญญา” ที่ได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่สาม โดยมุ่งหวังส่งเสริมวิธีคิดและแนวทางการบริหารจัดการชุมชนด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้แก่ผู้นำเกษตรกรได้มีกระบวนการปรับเปลี่ยนวิธีคิดสู่การต่อยอดทางความคิดสามารถพึ่งพาตนเอง เพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชน ตามหลักการ “ง่าย ไว ใหม่ใหญ่ ยั่งยืน และมีความสุข” สู่การปฏิบัติเพื่อการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

เพื่อเป็นการขับเคลื่อนโครงการพลังปัญญาให้เกิดความต่อเนื่อง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มูลนิธิมั่นพัฒนาได้มอบทุนหมุนเวียนพลังปัญญา จำนวน 216 ทุน ให้แก่กลุ่มผู้นำชุมชนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือระดับ 2 ที่ผ่านการอบรมและสอบผ่านหลักสูตรผู้นำพลังปัญญาประจำปี 2560 โดยภายในงานได้รับเกียรติจากนางวรรณวิมลศุภประเสริฐ เลขาธิการมูลนิธิมั่นพัฒนา เป็นประธานในพิธีพร้อมด้วย ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติรศ.ดร.เฉลิมพล เกิดมณี หัวหน้าโครงการพลังปัญญา ดร.พีระพงษ์ กลิ่นละออ ผู้บริหารโครงการพลังปัญญา และผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ณ สิงห์ปาร์ค(ไร่บุญรอด) จังหวัดเชียงราย

รศ.ดร.เฉลิมพล เกิดมณี หัวหน้าโครงการพลังปัญญา ในฐานะผู้พัฒนาหลักสูตรอบรม กล่าวว่า ทุนหมุนเวียนพลังปัญญาเป็นเครื่องมือในการฝึกการเรียนรู้สำหรับการบริหารจัดการชุมชนให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งมี 2แนวทาง คือ ทำอย่างไรให้พัฒนาชุมชนแบบพึ่งพาตนเองได้ และสร้างกระบวนการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างเข้มแข็ง ซึ่งทุนหมุนเวียนฯสนับสนุนให้เกิดโครงการ4 ประเภท ได้แก่ นวัตกรรมเกษตรครบวงจร ตลาดธรรมชาติ เกษตรท่องเที่ยว และสถาบันเครือข่ายพลังปัญญาผู้ที่ได้รับทุนหมุนเวียนฯ ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก ทั้งจากการสอบภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวมถึงการจัดทำแผนธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสุดท้ายจะนำไปสู่การคิดใหม่อย่างมีเหตุมีผลและก้าวข้ามการพัฒนาชุมชนในรูปแบบเดิม

“โครงการพลังปัญญาเปรียบได้กับต้นไม้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันกำลังผลิดอกออกผล”

นางวรรณวิมล ศุภประเสริฐ เลขาธิการมูลนิธิมั่นพัฒนา กล่าวถึงการน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในโครงการฯ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ที่มุ่งหวังให้ทุกคนอยู่ดีกินดีและมีความสุข 

“การพัฒนาที่ยั่งยืน จะมีเพียงความรู้ไม่ได้ แต่ต้องมีคนที่ลงมือปฏิบัติ ซึ่งคนที่จะทำได้ต้องไม่ใช่คนทั่วไป แต่ต้องผ่านการเลือกสรรมาอย่างดี กล่าวคือ ต้องมีจิตใจดี ใฝ่หาความรู้ มีความคิด ความปรารถนาดี เอื้ออาทร และมีมุทิตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์ หากคนมีคุณสมบัติครบ จะสามารถต่อยอดให้เกิดการกระจาย ‘ความดี’ ไปสู่คนที่ขาดโอกาสรับความรู้ได้ และจะเกิดการขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน จนนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนตามความตั้งใจ และสิ่งที่จะตามมา คือ ชุมชนแห่งความสุข

นอกจากนี้กิจกรรมภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการที่มาจากมหาวิทยาลัยที่จะเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการพัฒนาต่อยอดโครงการร่วมกันในอนาคต พร้อมทั้งการนำเสนอผลงานโครงการฯ ที่ได้รับทุนหมุนเวียนพลังปัญญาประจำปี 2560จากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนทั้งหมด 28 โครงการ โดยแบ่งออกเป็นภาคเหนือ 16 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ12 โครงการ

ตัวอย่างโครงการที่ได้รับทุนหมุนเวียนพลังปัญญาของภาคเหนือ

ขยะแปลงร่างสู่ปุ๋ยชีวภาพ

นายคริสมาส จเจริญพานิช อายุ 43 ปี ประธานโครงการขยะแปลงร่างสร้างชุมชน จังหวัดพะเยา หนึ่งในสมาชิกโครงการพลังปัญญาที่มองเห็นคุณค่าของขยะไร้ราคามาแปรรูปเป็นขยะที่สร้างมูลค่าเพิ่ม กล่าวว่า โครงการฯ นี้มีที่มาจากปัญหาขยะภายในชุมชนเทศบาลตำบลเวียงที่มีปริมาณมากขึ้น รวมถึงไม่มีระบบการบริหารจัดการและคัดแยกขยะที่ดี ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมภายในชุมชน จึงเกิดการรวมกลุ่มกับคนในชุมชนหาทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณขยะที่ล้นมากเกินความจำเป็น จัดตั้งเป็น “โครงการขยะแปลงร่างสร้างชุมชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการและคัดแยกขยะ โดยการลด แปรรูป และกำจัดขยะภายในชุมชนด้วยตนเอง

ในส่วนของการดำเนินงานโครงการฯ ต้องเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะ โดยระยะแรกทางกลุ่มได้จัดทำประชาคมสร้างความเข้าใจของคนในชุมชนจำนวน 10 หมู่บ้านของเทศบาลตำบลเวียงในการทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การจัดทำโครงการขยะแปลงร่างสร้างชุมชน ซึ่งผู้นำชุมชนของแต่ละหมู่บ้านจะทำการอบรมสร้างจิตสำนึก ให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และกระบวนการคัดแยกขยะภายในชุมชนด้วยตนเอง สอนกระบวนการลดและจัดการปัญหาขยะ ตั้งแต่ต้นน้ำคือการให้ครัวเรือนได้เรียนรู้การคัดแยกประเภทของขยะ (ขยะเปียกหรือขยะอินทรีย์ และขยะแห้ง) กลางน้ำชุมชนสร้างระบบการบริหารจัดการปัญหาขยะ โดยการกำหนดขั้นตอนการเก็บขยะแยกประเภทที่สอดคล้องกับปริมาณขยะในชุมชน โดยทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์จะจัดเก็บขยะทั่วไป และทุกวันพุธของแต่ละสัปดาห์จัดเก็บขยะเปียกหรือขยะอินทรีย์ (ย่อยสลายได้) เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพปลายน้ำ คือการนำขยะที่ได้คัดแยกประเภทแล้ว ทั้งขยะแห้งที่สามารถรีไซเคิลได้นำไปขายที่ธนาคารขยะของแต่ละหมู่บ้านส่วนขยะเปียกหรือขยะอินทรีย์ (ย่อยสลายได้) ที่ได้จากเศษอาหาร เศษพืชผัก และวัชพืช ก็จะนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพ โดยแนวคิดเรื่องการทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากขยะเปียกนั้น ได้นำเอาองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์มาปรับใช้กับภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่องการทำปุ๋ย ผนวกกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพเริ่มจากการนำขยะเปียกหรือขยะอินทรีย์ไปหมักแทนการฝังกลบ เพื่อเติมเชื้อจุลินทรีย์และทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ให้จุลินทรีย์ย่อยสลายขยะกลายเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพที่คนในชุมชนสามารถผลิตได้เอง ประโยชน์ที่ได้จากการทำปุ๋ยชีวภาพคือสามารถนำไปปรับคุณภาพดินให้ดินมีสภาพที่ดี และใช้เพาะปลูกพืชทางการเกษตรที่สามารถลดต้นทุนในการผลิต นอกเหนือจากนั้นยังสามารถนำไปจำหน่าย และลดการใช้ปุ๋ยเคมีให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย โดยทางกลุ่มได้ตั้งเป้าหมายในปีแรกว่าอย่างน้อยต้องลดปัญหาขยะให้ได้ 10% และในปีต่อไปต้องลดให้ได้อย่างน้อย15%

“ขยะแปลงร่างสร้างชุมชนเป็นโครงการที่มีวิธีคิดในการเริ่มทำจากจุดที่เล็กที่สุดของชุมชนคือครอบครัวเพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างจิตสำนึกร่วมกันของคนในชุมชน สิ่งสุดท้ายที่คาดหวังคือการให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและแบ่งปันให้คนรอบข้างได้โดยทุนหมุนเวียนพลังปัญญาที่ได้รับจะนำไปบริหารจัดการโครงการฯ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาขยะให้สามารถลดปริมาณขยะ ลดปัญหามลภาวะที่เป็นพิษ และสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนที่เข็มแข็งและยั่งยืนได้อีกด้วย” นายคริสมาส กล่าว

 

Hot By ฮอด นำร่องเกษตรสร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า

นางนุทอง เนตรสว่าง อายุ 57 ปี ประธานโครงการHot By ฮอดจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่มาของโครงการฯ เกิดมาจากคนในชุมชนตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและนิยมใช้สารเคมีในการทำเพาะปลูกอย่างต่อเนื่องซึ่งท้ายสุดแล้วก่อให้เกิดผลผลิตที่ด้อยคุณภาพ จุดนี่เองที่ทำให้เกิดการจัดตั้งโครงการ Hot By ฮอดนี้ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. ให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิต 2. การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนที่เดินทางผ่านไปแม่ฮ่องสอน สามารถแวะจุดชมวิว และซื้อของฝากที่เป็นสินค้าของเกษตรกรได้โดยตรง

นางนุทอง กล่าวว่า โครงการHot By ฮอดเริ่มจากการแก้ปัญหาการทำเกษตรแบบดั้งเดิมของชุมชน ตั้งแต่การสอนให้คนในชุมชนทำเกษตรกรรมที่ปลอดสารเคมีและเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกรจากผู้ผลิตให้เป็นผู้ส่งออกหรือจำหน่ายได้โดยตรง ซึ่งจากการเข้าร่วมโครงการพลังปัญญา ตนได้นำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมของโครงการฯ มาปรับใช้ตั้งแต่กระบวนการคิด ที่เริ่มจากการนำทรัพยากรที่มีอยู่ภายในท้องถิ่นเช่น ผลไม้เมืองหนาว (พลับ เสาวรส) มาแปรรูปต่อยอดเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองสร้างการจดจำให้แก่ผู้พบเห็น ส่วนสมุนไพรท้องถิ่นนั้นทางโครงการนำมาแปรรูปให้หลากหลายแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะไผ่ร้อยกอแดงซึ่งเป็นสมุนไพรหายากเป็นที่ต้องการของตลาดสูงและมีเฉพาะตำบลบ่อหลวงแห่งเดียวด้วยคุณสมบัติที่ไม่มีสีสีอ่อน ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ชาไผ่ร้อยกอแดง และยาสมุนไพร เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

โครงการดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรมีความกระตือรือร้น สามารถพัฒนาและออกแบบสินค้าให้เข้ากับยุคสมัย แต่ต้องไม่ลืมรากเหง้าวัฒนธรรมดั้งเดิมท้องถิ่นของตนเอง เพื่อให้มีการผลิตไปสู่การบริโภคอย่างยั่งยืน โดยเร็วๆ นี้ ทางกลุ่มจะนำทุนหมุนเวียนที่ได้รับจากโครงการฯ ไปต่อยอดสู่การจัดตั้งศูนย์รวมสินค้าและบริการทางด้านสุขภาพ เพื่อนำสินค้าเกษตรทั้งหมดมาวางจำหน่ายคล้ายๆ กับร้านค้าชุมชนและให้บริการด้านการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาด้านหน้าให้เป็นตลาดนัดเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

นี่คือตัวอย่างโครงการที่ได้รับทุนหมุนเวียนพลังปัญญาซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การพัฒนาชุมชนในมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกภาคส่วนทั้งในระดับชุมชนและประเทศ ภายใต้การสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น ที่สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย กลายเป็นชุมชนแห่งความสุขและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน