ยุคนี้แบรนด์ต่างๆ มีพยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า ทั้งในแง่ความสะดวกสบาย ความสวยหรู ที่มาพร้อมอิมเมจที่ดี
เช่นเดียวกับฟังก์ชั่นการใช้งานในเรื่องความปลอดภัย ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมสดใหม่อยู่เสมอดังนั้น แบรนด์ SECOMหรือบริษัทรักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด (ไทยซีคอม) ผู้นำธุรกิจด้านการให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงยาวนานจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในฐานะเบอร์หนึ่งของธุรกิจนี้ จึงได้รับความสนใจจากแบรนด์ธุรกิจต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ของเครือพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคและอุตสาหกรรมรถยนต์ ของกลุ่ม MGC – Asiaทั้งสองแบรนด์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มไฮเอนด์ที่ต่างไว้วางใจให้ SECOM เป็นผู้บริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน มาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี
บ้านปลอดภัย ลูกบ้านอุ่นใจ
ผู้บริหารหนุ่ม Gen Y ไฟแรง ศรัณยู อรรถญาณสกุล ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ธุรกิจอสังหาฯ เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทยและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังบิ๊กโปรเจกต์ “คิโรโระ รีสอร์ต ฮอกไกโด”ประเทศญี่ปุ่นบอกเล่าถึงภาพรวมธุรกิจในเครือท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังร้อนระอุเช่นนี้
“10 ปีที่ผมได้เข้ามาทำงานได้เห็นบริษัทขยายธุรกิจและเติบโตมากขึ้นพอสมควรเมื่อก่อนบริษัททำธุรกิจบ้านและที่อยู่อาศัยแต่ในช่วงเกือบ 10ปีที่ผ่านมาเรามีการขยายพอร์ทพัฒนาคอนโดมิเนียม รีเทล และธุรกิจโรงแรมซึ่งรวมไปถึง ‘คิโรโระ รีสอร์ต ฮอกไกโด’ เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่เป็นMixed Developmentและเป็นโปรเจกต์แรกของเราในต่างประเทศ ถ้าให้พูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ในเซ็กเมนต์เดิมยังเติบโตอยู่โดยเฉพาะคอนโดฯที่มีการเติบโตตามแนวส่วนต่อขยายของโครงการรถไฟฟ้าที่ภาครัฐได้มีการเปิดตัวอยู่เรื่อยๆ ส่วนธุรกิจอื่นผมมองว่าเราหันมาพัฒนากันในรูปแบบที่เรียกว่าMixed Use มากขึ้น”
เมื่อพูดถึงการใช้ชีวิตแบบ“วิถีคนเมือง”ที่แวดล้อมไปด้วยความสะดวกสบาย ดูจะเป็นไลฟ์สไตล์ที่เป็นกระแสทุนนิยมในยุคที่เจ้าของธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องตอบโจทย์ให้ได้ ซึ่งหัวใจสำคัญคือความปลอดภัยในการใช้ชีวิตทุกย่างก้าวนี่เองคือจุดเด่นที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ให้ความสำคัญมาโดยตลอด นั่นคือการเลือกมือหนึ่งอย่าง SECOM เป็นผู้ดูแล
“เรารู้จัก SECOMมานานแล้วครับ เนื่องจากผมเดินทางไปญี่ปุ่นค่อนข้างบ่อย จะเห็นโลโก้ SECOM อยู่หลายที่มากๆ เคยสงสัยเหมือนกันว่าคืออะไร จนไปเสิร์ชGoogle ดู ถึงได้รู้ว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร ซึ่งแต่เดิมไม่เคยคิดว่ามีที่เมืองไทย จนกระทั่งผมได้มาอยู่ในทีมพัฒนาโครงการแนวราบและเนื่องจากโครงการเราส่วนใหญ่เป็นโครงการค่อนข้างใหญ่ ซึ่งอาจจะมีจำนวนบ้านเดี่ยวถึง 1,000-2,000 หลังคาเรือน จึงต้องการระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุด ทั้งความเสถียร ความเชื่อมั่น และความสะดวกรวดเร็ว
จากผลวิจัยของเราที่ออกมาทุกครั้งเวลาคนจะตัดสินใจซื้อบ้าน เรื่องสำคัญที่สุดที่มาเป็นอันดับหนึ่งเลยคือเรื่องซีเคียวริตี้เพราะหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นี่คือเหตุผลว่าทำไม Developer เมืองไทยส่วนใหญ่ถึงมีเป้าหมายที่ตรงกันในเรื่องการพัฒนาโครงการและสิ่งแวดล้อมของลูกบ้านให้ดีที่สุดเราก็อยากจะเสนอ Solution ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พยายามเสิร์ชหาข้อมูลมาทุกแบรนด์ จนพบว่าระบบของ SECOMตรงตามความต้องการของเราและตอบโจทย์ครบ คือได้เรื่องความปลอดภัยสูงสุด และเรื่องของความสะดวกสบายมาควบคู่กัน เราจึงได้เชิญบริษัท SECOM มาร่วมพัฒนาระบบด้วยกันตั้งแต่ปี 2008 ก็เรียกได้ว่าเป็นพาร์ทเนอร์กับเรามาเกือบ 10 ปีแล้ว
ผมจำได้ว่าโปรเจกต์แรกที่เรานำร่องคือโครงการ Perfect Place ที่สุขาภิบาล-รามคำแหงซึ่งโครงการนี้มีทางเข้าหลายทาง มีลูกค้าหลายพันหลังคาเรือน รวมไปถึงมีคนนอกเข้าออกอยู่ตลอด ก่อนหน้านี้จะมีปัญหารายวันทั้งเรื่องขโมยและของหายบ้าง รถเฉี่ยวชนกันในหมู่บ้านบ้าง ฯลฯ ซึ่งลูกบ้านส่วนใหญ่ก็จะมีความคาดหวังว่าจะต้องเป็นความรับผิดชอบของเราทั้งหมดซึ่งตอนนั้นในเมืองไทยยังไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยในมาตรฐานสูงๆมารองรับโครงการบ้านเดี่ยวที่มีจำนวนหลังคาเรือนมากๆแบบนี้แต่พอได้ติดตั้งระบบ SECOMที่พัฒนาสำหรับหมู่บ้านโดยเฉพาะ ปัญหาลดลงจากเดิมไปมาก เพราะมีระบบจัดการยานพาหนะเข้าออก (Gate Community System), CCTV+Monitoring Center และเจ้าหน้าที่ SECOM คอยตรวจตราความปลอดภัยให้แก่ลูกบ้าน ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพสูง
ข้อดีของ SECOMคือระบบการจัดการที่ต่างจากที่อื่น ผมขอเรียกว่าเป็นส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบที่มีทั้ง Man,Machine และ Systemเรื่องของความ Error น่าจะน้อยกว่าการเลือกใช้ระบบอื่นๆที่มีการใช้ระบบการรักษาความปลอดภัยเพียงด้านเดียว ผมเชื่อว่าทางญี่ปุ่นเขาวิจัยมาดีแล้วว่าคนก็มี Error เครื่องก็มี Error System พอเอาทุกอย่างมาเบลนด์ด้วยกัน โอกาสที่จะเกิด Error มันจะลดน้อยลงไปผมว่าในเมืองไทยตอนนี้ก็ยังไม่มีเจ้าไหนที่ให้บริการได้ครบแบบนี้ยกตัวอย่างตอนน้ำท่วมปี 2011 ช่วงนั้นเราคิดอย่างเดียวว่าจะช่วยลูกบ้านอย่างไรให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปอย่างดีที่สุด ซึ่งทีม SECOMอยู่กับเราและลูกบ้านตลอดเจ้าหน้าที่ไม่เคยขาด ไม่เคยทิ้งปัญหาฉะนั้นเรื่องความรับผิดชอบและความน่าเชื่อถือของทั้ง SECOM ไทยและบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น น่าจะเป็นจุดแข็งที่สุดของ SECOMแล้ว
หลังจากการเปิดใช้ระบบ SECOM ทางเราก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกบ้านและลูกค้า ซึ่งเราก็ได้ขยายการใช้ระบบเพื่อให้มาเป็นมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ซึ่งไม่ใช่แค่โครงการใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ครอบคลุมในหลายๆโครงการไม่ใช่เฉพาะโครงการบ้านหรูเพียงอย่างเดียวแม้แต่โครงการเล็กที่สุดของเราก็ยังใช้ระบบของ SECOMผมคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญไปแล้วโดยเฉพาะในยุคนี้”
นี่เองสะท้อนให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มุ่งไปที่สวัสดิภาพของลูกบ้านมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
“ส่วนตัวผมมองว่าจริงๆ แล้วเรื่องความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญมาก ในแง่ของDeveloper และลูกบ้าน ควรจะให้ความสำคัญมากคล้ายๆกับการลงทุน ถ้าคุณจะลงทุนกับบ้าน แน่นอนคุณจะต้องลงทุนเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะบ้านเป็นสถานที่ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่มากที่สุด แม้กระทั่งบ้านของผมก็ยังต้องติดระบบรักษาความปลอดภัยSECOM เหมือนกัน”
พาร์ทเนอร์ที่ไปด้วยกันทุกที่
บริษัทมาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (MGC-Asia) หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ในประเทศไทยระดับแนวหน้า อาทิ บีเอ็มดับเบิ้ลยูมินิ, โรลส์-รอยซ์ แอสตัน มาร์ติน ฮอนด้า นิสสัน ฯลฯ ภาพรวมของธุรกิจในเครือภายใต้การกุมบังเหียนของ MGC – Asia ณ เวลานี้เรียกว่าเติบโตแบบก้าวกระโดด และผลิดอกออกผลแตกไลน์ออกมาเป็นกลุ่มธุรกิจในเครืออย่างมั่นคง อาทิ บริการรถเช่า (Master Car Rental) ธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์มาตรฐานสำหรับรถที่หมดระยะประกัน และค้าปลีกอะไหล่(Master Motor Services)ธุรกิจศูนย์ไอที(i24)ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร (Master Automotive Training Center) เป็นต้น
แต่หากจะกล่าวถึงในภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเอาแน่เอานอนไม่ได้ยามนี้ ดร.ธนัญชนก ดวงล้อมจันทร์ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร (HROD) กล่าวว่า “ถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมาปีนี้จะยากกว่า เพราะมีความท้าทายเข้ามาให้เราบริหารจัดการเยอะหน่อย ด้วยเศรษฐกิจโดยรวมของโลกที่เราต่างรู้กันดี ที่เพิ่งประชุมสรุปไปกลางปีมีทั้งที่เกินเป้าไปแล้วและที่ยังไม่เป็นไปตามแผน แต่ละหน่วยธุรกิจกำลังพยายามปรับแผนให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและขับเคลื่อนให้เป็นไปในทิศทางที่ GMD (Group Managing Director)วางไว้ให้ ซึ่งเราทุกๆหน่วยงานมีเป้าหมายร่วมกัน
ในส่วนของ HROD เราต้องเดินตามทัพหน้าให้ทัน เราจะพยายามสนับสนุนให้ทัพหน้าบรรลุเป้าหมาย เพราะเราไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะธุรกิจที่มีในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจใหม่ที่ต้องเติบโตขึ้นด้วย ตอนนี้เมื่อรวมทุกกลุ่มธุรกิจในเครือเรามีพนักงานประมาณ 2,000 คนHROD จึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อยกระดับการบริหารงานทรัพยากรบุคคลให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ สามารถดึงข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ได้ ในปีที่ผ่านมาเราจึงตัดสินใจขึ้นระบบ HRIS (Human Resources Information System) ใหม่ เพื่อปรับปรุงการบริหารงานในส่วนนี้”
เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงแบบที่เรียกว่าประเมินค่ามิได้ การให้ความสำคัญในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยต่อทั้งบุคคลและทรัพย์สิน จึงถือเป็นประเด็นแรกที่เจ้าของธุรกิจไม่อาจมองข้าม
“การที่เราใช้ระบบเหล่านี้เพราะธุรกิจเรามีมูลค่า ซึ่งเรามองภาพเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือเป็นประสบการณ์ (Customer Experiences) และความเชื่อมั่น (Trust) ของลูกค้าที่เราต้องดูแล ระบบรักษาความปลอดภัยถือเป็น Touch Point หนึ่งซึ่งลูกค้าอาจจะไม่ได้สังเกตว่าเราติดตั้งอุปกรณ์อยู่บริเวณไหน แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันถือเป็นความอุ่นใจที่เรามีให้ อย่างน้อยที่สุดมีหลักฐานและเป็นการช่วยป้องปรามได้ บางครั้งลูกค้าลืมของจะสามารถขอดูภาพจากกล้อง CCTVซึ่งทำให้เขารู้สึกไว้วางใจว่าธุรกิจเรามีระบบรักษาความปลอดภัยเขาสามารถตรวจสอบได้ นี่คือมุมที่เรามองถึงการบริหารจัดการความไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกค้ามีต่อเรา นอกจากนี้ในอีกมิติหนึ่ง ความปลอดภัยของบุคลากรก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน“แน่นอนว่าพนักงานของเราก็ต้องได้รับการดูแลจากระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีด้วย นี่คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญ ทั้งป้องกันทรัพย์สินสูญหายและเพื่อความปลอดภัยของพนักงานในระหว่างปฏิบัติงานด้วย หากพนักงานได้รับอุบัติเหตุเราก็สามารถตรวจสอบสาเหตุเพื่อนำมาวิเคราะห์แก้ไขได้ ช่วยให้แก้ไขปัญหาและป้องกันได้ตรงจุด”
และแบรนด์ที่ MGC – Asia มอบหมายให้เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้มาโดยตลอดก็คือ SECOM“ต้องบอกว่าเราเติบโตมาพร้อมกับ SECOM ดูแลกันมามากกว่า10 ปีแน่นอน ตั้งแต่สาขาแรกคือพระรามสี่ ถัดมาคือสาขาลาดพร้าว ตอนนี้เราใช้ทั้งหมด 20 หน่วยงานในกรุงเทพฯ และอีก 6 หน่วยงานที่ต่างจังหวัด ทั้งภูเก็ต หาดใหญ่ อุบลฯ ระยอง พัทยา บางแสน เหตุผลเรื่องความจำเป็นในการใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยกับปัจจัยในการตัดสินใจว่าเราจะเลือกใครเข้ามาดูแลเรื่องนี้น่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ที่เราไว้วางใจได้ มีมาตรฐาน มีชื่อเสียงยาวนาน ซึ่งเขาก็มองเราเป็นพาร์ทเนอร์ด้วย นี่คือเหตุผลที่เราเลือก SECOM”
"เราเคยเจอสถานการณ์มาหลายอย่าง มีทั้งเหตุปลอมและเหตุจริง แต่ส่วนใหญ่ที่เจอคือเหตุปลอม เช่น เกิดพายุฝน ลมพัด กระจกเปิด สัญญาณเตือนภัยจะดัง เมื่อเกิดเหตุทาง SECOMก็จะส่งเจ้าหน้าที่ระงับเหตุเข้ามาถึงเราทันทีส่วนเหตุจริงๆ พวกทุบกระจกเข้ามารื้อของหรือเคสที่รุนแรงยังไม่มี อย่างมากมีแค่คนแอบย่องเข้ามาขโมยของ พวกลักเล็กขโมยน้อย เราจะรู้จากการไปตรวจสอบกล้องCCTVSECOM ทำให้สามารถแก้ปัญหานี้ให้เราได้ เท่ากับเราจำกัดความเสี่ยงของเราและลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นได้”
ดร.ธนัญชนก ทิ้งท้ายถึงปัจจัยในการเลือกใช้ระบบรักษาความปลอดภัยอย่างน่าคิดว่า “การซื้อระบบรักษาความปลอดภัยก็คล้ายกับการซื้อรถ หมายถึงไม่ได้ซื้อไปแล้วก็จบกัน ต้องมีการติดตามดูแล ซ่อมแซม ให้คำแนะนำตรวจเช็คเหมือนฝ่ายบริการหลังการขายของรถที่ต้องติดตามดูแลรถคุณต่อไปเราไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้าแต่เราซื้อการบริการในรูปแบบของพาร์ทเนอร์ เพราะฉะนั้นต้องดูว่าบริษัทเชื่อถือได้หรือไม่ มีเทคโนโลยีก้าวล้ำแค่ไหน ชื่อเสียงในธุรกิจและความชำนาญพร้อมหรือไม่ เพราะทุกอย่างคือระบบหลังบ้านที่ต้องให้ความสำคัญ เหมือนเราซื้อ Solution จากเขานั่นเอง”





