หากท่านได้มีโอกาสรับชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ท่านคงได้เห็นการแสดงทางวัฒนธรรม “วิวิธอาเซียน” ซึ่งสะท้อนเรื่องราวความหลากหลายของอาเซียนผ่านการแสดงหนังใหญ่และหุ่นจากแต่ละประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นหนังตะลุง โขน อุปรากรจีน และหนุมานที่ใช้ไอแพดขณะที่กำลังขี่ Segway การแสดงชุดนี้ได้สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของอาเซียนที่สามารถนำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว มีเอกลักษณ์และร่วมสมัย ซึ่งเปรียบได้กับประชาคมอาเซียนที่ถึงแม้ว่า ประเทศสมาชิกจะมีความแตกต่างกัน แต่ทุกประเทศก็มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะขับเคลื่อนอาเซียนให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล
การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป จัดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจและความท้าทายในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่อาเซียนจะได้ทบทวนผลลัพธ์และความคืบหน้าของการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการดำเนินงานของอาเซียนในช่วงครึ่งหลังของปี 2562
ท่ามกลางบริบทของความท้าทายเหล่านี้ ความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาและภาคีภายนอกจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อาเซียนสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ตามแนวคิดหลักในการเป็นประธานอาเซียนของไทย “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ขณะเดียวกัน สิ่งที่อาเซียนจะต้องคำนึงถึงในการพัฒนาความสัมพันธ์กับภาคีภายนอกคือ การรักษาบทบาทและความเป็นแกนกลางของอาเซียนในโครงสร้างสถาปัตยกรรมภูมิภาค นอกจากนี้ การส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติ (Sustainability of Things : SOT) การพัฒนาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและมองไปสู่อนาคตยังคงเป็นประเด็นที่ไทยได้เน้นย้ำและต้องการผลักดันในฐานะประธานอาเซียนเพื่อประโยชน์ของอาเซียนมาโดยตลอด
ไทยได้พยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้วิสัยทัศน์นำไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการจัดการประชุมภายใต้กรอบอาเซียนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับคณะทำงาน เจ้าหน้าที่อาวุโส จนถึงระดับรัฐมนตรี ซึ่งครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ภายใต้สามเสาหลักของประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับปัญหายาเสพติด การบริหารจัดการชายแดน การเตรียมตัวสู่ดิจิทัลอาเซียน การรับมือกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ตลอดจนการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) ซึ่งหากการเจรจาประสบผลสำเร็จ ความตกลง RCEP จะเป็นกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
เพื่อสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไทยได้ร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งรวมถึงแรงงานข้ามชาติ สตรี เด็ก และเหยื่อของการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่อีกด้วย
การทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันของประเทศสมาชิกอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปูทางให้การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ประสบผลสำเร็จและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมที่จะผลักดันประเด็น
ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างเห็นว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน ผ่านการรับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนจะนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวข้องให้มีความคืบหน้าต่อไป
ผลลัพธ์หนึ่งที่เป็นรูปธรรมของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 คือการรวมศูนย์แพทย์ทหารอาเซียนให้เป็นองค์กรย่อยภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนในภาคผนวก 1 ของกฎบัตรอาเซียน ซึ่งจะช่วยให้ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียนสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการประสานงานและความร่วมมือในภูมิภาคด้านการแพทย์ทหารระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ได้มีพิธีเปิดตัวคลังเก็บสิ่งของช่วยเหลือทางไกลของอาเซียนที่จังหวัดชัยนาท ภายใต้โครงการจัดตั้งระบบโลจิสติกส์ฉุกเฉินสำหรับใช้ในกรณีเกิดภัยพิบัติของอาเซียน (DELSA) ซึ่งเป็นหนึ่งก้าวสำคัญในแผนงานของ DELSA ที่จะเปิดตัวคลังเก็บสินค้าในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียนในการตอบสนองต่อภัยพิบัติ คลังเก็บสิ่งของช่วยเหลือฯ ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยนาทมีพื้นที่ทั้งสิ้น 1,250 ตารางเมตร และจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบรรเทาทุกข์ของประชาชนชาวอาเซียนในกรณีที่เกิดภัยพิบัติขึ้นในภูมิภาค
เพลง The ASEAN Way ซึ่งเป็นเพลงประจำอาเซียนที่หลาย ๆ ท่านน่าจะคุ้นหู มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า “We dare to dream, we care to share” แปลได้ว่า “เรากล้าที่จะฝัน เราใส่ใจที่จะแบ่งปัน” ซึ่งสื่อความหมายว่า อาเซียนจะรับฟังทุกเสียงของประชาชนทุกคน เพื่อสร้างประชาคมอาเซียนที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ได้มีการหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ สมัชชารัฐสภาอาเซียน (ASEAN Inter-Parliamentary Assembly : AIPA) เยาวชนอาเซียน (ASEAN Youth) และสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council : ASEAN-BAC) ซึ่งการหารือดังกล่าวได้สะท้อนความมุ่งมั่นของอาเซียนในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและบทบาทในการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียน อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่น่ายินดีจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 คือการที่ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้สนับสนุนให้อาเซียนร่วมมือกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2034 โดยอาเซียนจะร่วมมือร่วมใจกันเพื่อทำให้ความฝันนี้กลายเป็นความจริง
อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” มาปฏิบัติในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้คือ การจัดตั้งซุ้มกาแฟอเมซอนไว้ในสถานที่จัดการประชุมเพื่อบริการเครื่องดื่มให้กับผู้เข้าร่วมประชุม โดยสิ่งที่พิเศษของซุ้มกาแฟนี้คือ บาริสต้าเป็นผู้พิการทางการได้ยินที่มีความสามารถในการชงเครื่องดื่มได้อร่อยไม่แพ้ใคร โดยผู้เข้าร่วมการประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียนจะสื่อสารกับน้อง ๆ บาริสต้าผ่านสัญลักษณ์มือตามป้ายที่วางไว้ด้านหน้าของเคาน์เตอร์สั่งกาแฟ ซึ่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วมการประชุมในการพยายามสื่อสารกับน้อง ๆ บาริสต้าได้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับ การเคารพ และน้ำใจไมตรีที่ประชาชนอาเซียนมีให้ต่อกัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นประชาคมที่ส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมของประชาชน
ในส่วนของการเสริมสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนได้รับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นเอกสารที่ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษด้านขยะทะเล เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2562 ได้เห็นชอบเพื่อนำเสนอให้ผู้นำอาเซียนรับรองในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 โดยปฏิญญาดังกล่าวได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนจัดการและแก้ไขปัญหาขยะทะเลโดยเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสนับสนุนการใช้หลัก 3Rs ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
ประเทศสมาชิกอาเซียนมีความตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติก และมีความพยายามที่จะลดและแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระดับท้องถิ่นและระดับชาติมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในช่วงเวลาเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 หน่วยงานท้องถิ่นของบาหลี สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอันดับต้น ๆ ของประเทศอินโดนีเซีย ได้ออกกฎห้ามใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (single-use plastic) เช่น โฟม หลอดพลาสติก และถุงพลาสติก และย้อนไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยได้ออกกฎห้ามนักท่องเที่ยวนำพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และที่สำคัญ ไทยในฐานะประธานอาเซียน ปี 2562 จัดการประชุมต่าง ๆ ในกรอบอาเซียนตลอดปี 2562 ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Meeting โดยเน้นหลัก 3 Rs (Reduce, Reuse, Recycle) เช่น การใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติก การนำพลาสติกที่ใช้แล้วมาผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประชุม การนำเก้าอี้ ตราสัญลักษณ์ประธานอาเซียน โพเดียม และฉากถ่ายรูปที่ทำจากกระดาษที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป มาตรการที่กล่าวมาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการจัดการปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมของอาเซียน แต่ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า อาเซียนมีความมุ่งมั่นที่จะจับมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของประชาคมอาเซียนต่อไป
การประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นเวทีที่ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสนใจร่วมกัน ประเด็นหนึ่งที่อาเซียนให้ความสนใจและได้พิจารณาหารือกันมาแล้วระยะหนึ่งคือ ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในสถาปัตยกรรมของภูมิภาคท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา เรื่องนี้ได้รับการพิจารณาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น และในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ผู้นำอาเซียนได้รับรองเอกสารมุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด – แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific) ซึ่งเป็นเอกสารที่สะท้อนว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่เชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน และแสดงให้เห็นถึง
วิธีการของอาเซียนในการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศนอกภูมิภาคซึ่งอยู่บนหลักการของความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN centrality) การมีส่วนร่วม (inclusiveness) และการเกื้อกูลกัน (complementarity)
การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 เป็นโอกาสที่อาเซียนได้รวบรวมและสรุปผลลัพธ์ รวมทั้งแนวคิดที่ได้มีการหารือในการประชุมต่าง ๆ ที่ผ่านมาของอาเซียน ซึ่งสะท้อนอยู่ในเอกสารผลลัพธ์จำนวน 17 ฉบับที่ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับรองและรับทราบ และถือเป็นก้าวที่สำคัญสำหรับอาเซียนในการเดินหน้าต่อไปเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ประชาคมอาเซียนได้ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ เมืองอัจฉริยะ และดิจิทัลอาเซียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ไทยจะมีภารกิจที่สำคัญในฐานะประธานอาเซียนอีกรายการหนึ่ง คือ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 52 (52nd ASEAN Foreign Ministers’ Meeting : AMM) การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (Posts Ministerial Conferences : PMCs) และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Foreign Ministers’ Meeting) การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit Foreign Ministers’ Meeting) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum : ARF) ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นเวทีให้อาเซียนได้พูดคุย หารือ ต่อยอด และส่งเสริมความร่วมมือกับมิตรประเทศภายนอกอาเซียนในประเด็นที่อาเซียนให้ความสำคัญ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความพยายามของอาเซียนในการขับเคลื่อนประชาคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป
ท่านสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเป็นประธานอาเซียน ปี 2562 ของไทย และการประชุมต่าง ๆ ในกรอบอาเซียน ในช่วงปี 2562 ได้ที่ www.asean2019.go.th รวมทั้ง Facebook Twitter YouTube และ Instagram @ASEAN2019TH





