วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทีเอ็มบี หนุน M&A ในต่างประเทศ โอกาสทองของธุรกิจขนาดกลาง

ทีเอ็มบี หนุน M&A ในต่างประเทศ โอกาสทองของธุรกิจขนาดกลาง

 

การลงทุนในกิจการต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักธุรกิจในเมืองไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ (Cross Border Merger and Acquisitions : M&A)มักจะเกิดขึ้นกับบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่ที่มีศักยภาพและความพร้อมมากกว่า ขณะที่บริษัทขนาดกลาง ยังมีข้อจำกัดอีกหลายด้าน จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ผนึกกำลังกับไอเอ็นจี แบงก์กิ้ง เอเชีย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนบริษัทขนาดกลางในการควบรวมและซื้อกิจการในต่างประเทศ  ล่าสุด ได้จัดงาน “Hunting Grounds Beyond the Comfort  Zone”เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ด้านการลงทุนซื้อ หรือควบรวมกิจการในต่างประเทศ เผยทั้งโอกาสและอุปสรรคให้กับเจ้าของธุรกิจขนาดกลางซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารกว่า 60 บริษัท ทั้งนี้มีเป้าหมายว่า จะมีลูกค้าราว 30-40 บริษัท ที่มีโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศได้ภายในปีนี้และปีหน้า

นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า การลงทุนกิจการในตลาดต่างประเทศนับเป็นโอกาสของธุรกิจขนาดกลางของไทยในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่การทำ M&A ในต่างประเทศยังมีรายละเอียดที่ซับซ้อนอยู่หลายประการ ดังนั้นบริษัทขนาดกลางจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา ซึ่งทีมวาณิชธนกิจของทีเอ็มบีพร้อมให้คำปรึกษาในการจัดหาและวางโครงสร้างในการควบรวมและซื้อกิจการ เพื่อต่อยอดและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ พร้อมกันนี้ได้ผนึกกำลังกับ ไอเอ็นจี แบงก์กิ้ง เอเชีย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ และมีเครือข่ายทั่วโลก

“ทีเอ็มบี และ ไอเอ็นจี แบงก์กิ้ง เอเชีย เป็นพันธมิตรที่มีเครือข่ายและมีประสบการณ์ด้านการซื้อหรือควบกิจการในต่างประเทศ และมีความพร้อมในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางของไทยในการลงทุนกิจการในต่างประเทศ ด้วยการให้คำปรึกษาและสนับสนุนบริษัทไทยในการลงทุนซื้อหรือควบกิจการในต่างประเทศอย่างครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหาโอกาส การวิเคราะห์ การเจรจา และแหล่งเงินทุน”

มร. ไมเคิล เนย์เดอเบอร์เกอร์กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร การเงินลูกค้าธุรกิจไอเอ็นจี แบงก์กิ้ง เอเชียกล่าวว่า การลงทุนกิจการในต่างประเทศจะเพิ่มโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ  รวมทั้งเพิ่มศักยภาพอีกหลายด้าน อาทิ ความหลากหลายของตัวผลิตภัณฑ์ ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและการผลิต เป็นต้น  แต่การลงทุนกิจการในต่างประเทศ มีกฎระเบียบที่ซับซ้อนแตกต่างกันไป บริษัทไทยจึงเลือก M&Aในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันเป็นหลัก ขณะที่ยังมีโอกาสอีกมากสำหรับการลงทุนในภูมิภาคอื่นๆทั้งในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป รวมทั้งตลาดจีนและอินเดียที่มีมูลค่ามหาศาล

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไอเอ็นจี แบงก์กิ้ง เอเชีย ได้มอบความรู้ รวมทั้งเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อชาวเอเชียมากขึ้น  โดยมีข้อแนะนำรวมทั้งโอกาสที่แตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรมส่งผลให้ปัจจุบันมีดีลระหว่างเอเชียและยุโรปเพิ่มขึ้น”

ดร.ภากร  ปีตธวัชชัยรองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และหัวหน้าสายงานการเงินและบริหารเงินลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Current Global and Regional Economic Trends Driving M&A Flow” ระบุว่า สภาพเศรษฐกิจในประเทศยังคงชะลอตัว โดย GDP เติบโตเฉลี่ยเพียง 2-3% ต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นเหตุผลที่ บริษัทจดทะเบียนมีการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อขยายขีดความสามารถในการเพิ่มรายได้ และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ในปี2560คาดว่า GDP ของไทยจะเติบโต 3.5% ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก  เช่น เมียนมาร์ ที่คาดว่าGDPจะเติบโต 7.7% กัมพูชา 7.1% ลาว 6.9% ฟิลิปปินส์ 6.5% อินโดนีเซีย 4.7%  จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดบริษัทไทยจึงควรออกไปลงทุนในต่างประเทศ”  

ดร.ภากร กล่าวว่า ในปี 2559 มีบริษัทจดทะเบียนไทย ที่มีธุรกิจในต่างประเทศรวม 233 บริษัท เป็นบริษัทใน ตลท. 198 แห่ง บริษัทในตลาดเอ็มเอไอ 35 แห่งโดยภูมิภาคอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่เข้าไปลงทุนมากที่สุด รวม 134บริษัท  ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนในต่างประเทศมากที่สุด3 อันดับแรกคือภาคการบริการอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง และ อุตสาหกรรมการผลิต รวมมูลค่าการลงทุนในต่างประเทศ1.85 แสนล้านบาท เป็นสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารมากที่สุด 6.18 หมื่นล้านบาท และอุตสาหกรรมภาคการบริการ 5.68 หมื่นล้านบาท

เมื่อพิจารณาถึงรายได้ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ พบว่า มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากมูลค่า 8.13 แสนล้านบาท ปี 2549 (126 บริษัท) เป็น 2.33 ล้านล้านบาทในปี 2559(238 บริษัท) ขณะที่สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมา คิดเป็น 27%จากรายได้รวมของบริษัทที่เข้าไปลงทุนขณะที่บริษัทจดทะเบียนที่ลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศถึง 47%

ทั้งนี้อัตราการเติบโตของรายได้ ของบริษัทจดทะเบียนที่ไปลงทุนในต่างประเทศในระยะ 10  ปีที่ผ่านมา ยังสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ในประเทศ โดยมีค่าเฉลี่ยการเติบโต8%ต่อปีขณะที่ในประเทศเติบโตเพียง3% ต่อปี

ดร.ภากร ให้แนวทางว่า การลงทุนในต่างประเทศย่อมมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากหลากปัจจัยที่แตกต่าง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ กฎระเบียบ กฎหมาย หรือวัฒนธรรม ทั้งนี้กลยุทธ์ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ มี 5 วิธีหลัก ประกอบด้วย  การซื้อกิจการ (Takeover) การเข้าไปซื้อหุ้น (Share purchase) การลงทุนในกิจการร่วม (Invest in joint venture)  การเข้าไปตั้งบริษัทย่อย (Invest in subsidiaries) และ การลงทุนใหม่ (Greenfield) ซึ่ง 3 กลยุทธ์แรกเข้าไปโดยมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นหลัก

ด้านการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน  บริษัทสามารถเลือกปิดความเสี่ยงได้หลายวิธี เช่น การจองสัญญาและสิทธิ์ในการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า การบริหารรายได้กับรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกันการเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศการใช้เงินตราต่างประเทศหลายสกุลเป็นต้น

“การลงทุนกิจการในต่างประเทศ นับเป็นโอกาสของธุรกิจไทย เนื่องจากทิศทางการเติบโตที่ดีกว่าในประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในต่างประเทศ ย่อมมีสิ่งที่ต้องพิจารณาและศึกษามากกว่าการลงทุนในประเทศอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงนับเป็นความท้าทายยิ่ง” ดร.ภากร กล่าวสรุป

มร. เย็บ ซู ชวนประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า อาปิโกเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจพร้อมทั้งสร้างโอกาสการเติบโตเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

“เนื่องจากตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยมีขนาดเล็กมาก จุดเริ่มต้นของผมเกิดจากความกังวลว่า จะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจได้อย่างไร ในขั้นแรกของการเลือกทำ M&A จึงมีการตั้งกลยุทธ์ว่า เราจะเติบโตในเอเชียและตลาดโลกเท่าไหร่ แล้วจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร ซึ่งมันยากที่จะหาโอกาส เพราะเราไม่ใช่บริษัทระดับโลก ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเข้าไปลงทุนกิจการในต่างประเทศ โดยมีทีเอ็มบีเป็นที่ปรึกษา” 

บริษัท อาปิโก ได้ลงทุนกิจการในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและเทคโนโลยีทางด้านยานยนต์ในหลายประเทศ ทั้งจีน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และอินเดีย เพื่อสร้างความหลากหลายของธุรกิจ นำไปสู่การขยายตลาดที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย

“เรามองว่าการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและ R&D เป็นสิ่งที่สำคัญมาก การที่เรามีบริษัทในสหรัฐอเมริกาซึ่งเชี่ยวชาญด้าน R&D ขณะนี้มีเป้าหมายผลิตสินค้า1-2 รายการ สำหรับป้อนตลาดโลกให้กับรถยนต์ราว 90 ล้านคัน นั่นแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในกิจการด้านเทคโนโลยี จะช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มรายได้และผลกำไรให้กับธุรกิจ รวมทั้งเป็นการรักษาพนักงานกว่า 5,000 คนของเราให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีต่อไปด้วย”

สำหรับการเลือกพันธมิตรในการร่วมกิจการ สิ่งสำคัญ คือการศึกษาและทำความเข้าใจระหว่างผู้บริหารทั้งสองฝ่าย และการทำความเข้าใจถึงวัฒนธรรมที่แตกต่าง ส่วนเรื่องแหล่งเงินทุนไม่ใช่ปัญหาของบริษัทไทย โดย มร. เย็บ ซู ชวนระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการสนับสนุนจากสถาบันการเงินในระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม การใช้  FA ที่มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้ M&Aในต่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากความร่วมมือด้านการให้คำปรึกษาเรื่อง M&A ให้กับลูกค้าแล้ว ทีเอ็มบี ได้จัความรู้ผ่าน Financial Supply Chain Business Simulation Game จาก ไอเอ็นจี แบงก์กิ้ง ซึ่งจะสามารถให้ความรู้และมุมมองในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจของลูกค้า ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้จริง และที่ผ่านมาเกมนี้ได้ช่วยให้ลูกค้าของ ING ประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก