เปิดเกมการตลาดนักค้าบุหรี่ไฟฟ้า “หวังดีหรือหวังกำไร”

เปิดเกมการตลาดนักค้าบุหรี่ไฟฟ้า “หวังดีหรือหวังกำไร”

บุหรี่ไฟฟ้า คือความหวังของกลุ่มธุรกิจยาสูบที่พยายามมองหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เข้าสู่วังวนการเสพติดสารนิโคติน

เดิมบุหรี่ไฟฟ้าถูกคิดมาเพื่อคนที่ช่วยคนที่ติดสารนิโคตินและต้องการเลิกบุหรี่ แต่เมื่อบุหรี่กำลังถูกสกัดโอกาสการขายมากขึ้น บริษัทผู้ผลิตเห็นช่องว่างและโอกาส จึงไปดัดแปลงวัตถุประสงค์การใช้ มีการใส่สารเข้มข้นขึ้นและเติมสารต่าง ๆ  เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทำให้ปัจจุบันผู้ผลิตและนักการตลาดจึงมีความพยายามที่จะหันมาสร้างภาพลักษณ์ให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป

ความได้เปรียบของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีมากกว่าบุหรี่ทั่วไป คือสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์หน้าตาใหม่ ๆ ที่ช่วยล่อใจนักสูบ ไปพร้อมกับการสร้างมายาคติด้วยภาพลักษณ์เชิงบวกต่อสินค้า โดยยังพุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเรียกได้ว่า นี่คือนักสูบหน้าใหม่ที่อาจไม่เท่าทันเกมการตลาด

ความหวั่นวิตกกังวลดังกล่าวทำให้วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ เมื่อ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงกำหนดประเด็นรณรงค์ “Protecting youth from industry manipulation and preventing them from tobacco and nicotine use” เพื่อให้เยาวชนรู้เท่าทันกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ และปกป้องเยาวชนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคติน

เปิดเกมการตลาดนักค้าบุหรี่ไฟฟ้า “หวังดีหรือหวังกำไร”

บุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์มอมเมายุค 4.0

เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ขับเคลื่อนงานประเด็นด้านสุขภาพของเด็กและเยาวชนมากว่า 10 ปี ในช่วงเดือนงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ ซึ่งปีนี้ นอกจากประเทศไทยกำหนดคำขวัญรณรงค์ว่า “ติดบุหรี่ ติดโควิด เสี่ยงตายสูงแล้ว สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) ยังร่วมกับเครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศร่วมกันรุกแผนขับเคลื่อน จัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนาออนไลน์ เพื่อเปิดโปงภัยบุหรี่ไฟฟ้า หลังพบแนวโน้มเยาวชนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับกระแสโลกที่เรียกร้องให้เลิกสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อลดความเสี่ยงการระบาดของโรคโควิด-19

พชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าธุรกิจบุหรี่กำลังทำให้วัยรุ่นติดบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้เทคนิคการตลาดที่หวังเปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่ให้มอง “บุหรี่ไฟฟ้าเป็นพระเอก  ขี่ม้าขาวช่วยคนติดบุหรี่ให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นซึ่งเป็นภาพที่จอมปลอมทั้งสิ้น

โดยจากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประเทศไทย โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ปี 2559 ที่พบเด็กและเยาวชนอายุน้อยกว่า 18 ปี สูบบุหรี่มากกว่า 4 แสนคน ซึ่งมองว่าในจำนวนนี้หากครึ่งหนึ่งเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยซื้อบุหรี่ไฟฟ้าสูบแค่คนละ 1 เครื่อง ธุรกิจยาสูบจะมีรายได้กว่า 200 ล้านบาท ยังไม่นับรายได้จากการขายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์เสริม

ซึ่งทาง ยว.และเครือข่ายเอง ได้จัดตั้งทีมเฝ้าระวังการตลาดของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 จนถึงเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา พบมี ผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้ามักอ้างเหตุผลสวยหรู เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบุหรี่ไฟฟ้า ที่ให้ความหวังดีแบบจอมปลอม โดยอ้างว่าประเทศไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีจากการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ แม้จะเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่ก็เทียบไม่ได้กับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขจากผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ ซึ่งประเทศไทยต้องสูญเสียไปกว่าปีละกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท เป็นค่ารักษาพยาบาล 3.2 หมื่นล้านบาท และค่าสูญเสียโอกาสที่ประเทศชาติควรได้รับหากคนไทยไม่เจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่อีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

เปิดเกมการตลาดนักค้าบุหรี่ไฟฟ้า “หวังดีหรือหวังกำไร”

เปิดโปงใช้ “ออนไลน์” เข้าถึงคนรุ่นใหม่

อีกเสียงสะท้อนของหนึ่งในทีมเยาวชนที่เข้าร่วมเฝ้าระวัง เอา จอ ซัน นักศึกษาสาขาการตลาด วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC)  กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังพบว่า สื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลักที่มีการลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย และพบว่าคนขายทั้งหมดเป็นคนไทย โดยช่องทาง Facebook มียอดรับชมและกดติดตามที่เกี่ยวข้องกับการขายบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 620,120 คน, Twitter 5,155 ครั้ง, Instagram 134,640 ครั้ง และยอดรับชมการทดลองใช้งานสินค้าการที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าใน Youtube สูงกว่า 192 ล้านครั้ง มีผู้กดติดตามสูงกว่า 784,505 คน  ทั้งนี้หากเทียบเคียงกับข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัล   เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อปี 2561 พบว่า อายุของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดก็คือ กลุ่ม “Gen Z” หรือผู้เกิดตั้งแต่ปี 2538  เป็นต้นไป ตามด้วย Gen Y , X และกลุ่มผู้มีอายุตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นแผนการของธุรกิจยาสูบได้อย่างชัดเจน เพราะการมุ่งเป้าทำการตลาดในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เท่ากับต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอายุระหว่าง 15-24 ปี ซึ่งสวนทางกับข้ออ้างที่อุตสาหกรรมยาสูบระบุว่าไม่ต้องการขายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเด็กและเยาวชน

 

ติดบุหรี่ ติดโควิด เสี่ยงตายสูง

อีกหนึ่งเกมของค่ายผู้ผลิตบุหรี่ ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อมีนักวิจัยด้านประสาทวิทยา ประเทศฝรั่งเศส ที่จะพิสูจน์สมมติฐานว่านิโคตินจากการสูบบุหรี่ อาจจะมีผลป้องกัน การติดเชื้อโควิด-19  โดยงานวิจัย  “สมมุติฐาน นิโคตินสำหรับ Covid-19  เกี่ยวกับการป้องกัน และการรักษา” “A nicotine hypothesis for Covid-19 with preventive and therapeutic implications  

ซึ่งเรื่องนี้ ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ได้เปิดเผยประวัติความสัมพันธ์ Jean-Pierre Changeux  หัวหน้าทีมงานวิจัย ว่ามีประวัติเกี่ยวพันกับธุรกิจยาสูบมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น การรับทุนรวม 220,000 ดอลลาร์  จากสถาบันยาสูบ ซึ่งเป็นองค์กรที่ร่วมกันสนับสนุนโดยบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ในปี 1995-1998 การเคยเป็นที่ปรึกษา บริษัทเภสัชกรรม ที่เป็นบริษัทลูกของ บริษัทบุหรี่ อาร์ เจย์ เรย์โนล์ด และยัง เป็นที่ปรึกษาในงานวิจัยและตีพิมพ์ ที่สนับสนุนโดย บริษัทบุหรี่ ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อปี 2006/2007

ศ.นพ. ประกิตเอ่ยว่า  บริษัทบุหรี่มีประวัติอันยาวนาน ที่ออกข่าวสนับสนุนการทำวิจัยถึงประโยชน์ของนิโคตินในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งการผลิตวัคซีนเลิกสูบบุหรี่   แต่ไม่เคยพบว่านิโคตินในยาสูบมีผลดีต่อทางการแพทย์เลย  ล่าสุดบริษัทบุหรี่ BAT  ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษก็ประกาศว่ากำลังพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันโควิด-19  จากใบยาสูบ  และพยายามที่จะเชิญชวนรัฐบาลอังกฤษเพื่อให้เข้าร่วมการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 นี้ แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบจึงเห็นตรงกันว่า   การสร้างข่าวต่าง ๆ ของบริษัทบุหรี่เป็นการสร้างภาพและให้เกิดความหวังที่ไม่สามารถเป็นความจริงได้ เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่สูบต่อไปเท่านั้น  

เปิดเกมการตลาดนักค้าบุหรี่ไฟฟ้า “หวังดีหรือหวังกำไร”

ยันยิ่งติดบุหรี่ ยุคโควิด-19 ยิ่งเสี่ยง

เสริมด้วย ศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาโรคระบบหายใจและวัณโรค คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าโดยปกติร่างกายเรามีกลไกป้องกันตัวเอง ในระบบการหายใจมีเยื่อบุที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าร่างกายเรา อาทิ ขน เมือก ที่ออกมาในรูปของการจาม ไอ หรือเสมหะที่ถูกขับออกมา มีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมแต่ควันบุหรี่หรือควันพิษต่างๆ จะเข้าทำลายระบบป้องกันตัวเองของร่างกายเราเหล่านี้ อาจสร้างมากขึ้นแต่ไม่มีคุณภาพ ก็เจาะทะลุเป็นรู ให้เชื้อโรคที่เข้ามา อาทิ โควิด จะทะลุเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น และอันตรายขึ้นกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่. ซึ่งเรากำลังทำการศึกษาเรื่องนี้

“ตอนโควิดเริ่มระบาดในจีนช่วงแรก มีการตั้งข้อสังเกตในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่แล้ว แต่บอกว่าไม่มีผล แต่พอผ่านไป หลังการรวบรวมผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วโลก ทั้งในจีน อเมริกา เกาหลีใต้ กว่า 12000 คน พบว่าคนที่สูบบุหรี่ทำให้โรคลุกลามมากกว่าคนไม่สูบ 1.9 เท่า ทั้งบุหรี่มวนและไฟฟ้า นอกจากนี้ 1 ใน 4 ผู้เสียชีวิต ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนไม่สูบ 1.7 เท่า”

เสริมด้วยความเห็นจาก ปนัสยา งามนิจ นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ประชาชน  ทุกคนมีการปฏิบัติตามคำแนะนำบุคลากรทางการแพทย์ ส่งผลทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลง และยังได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางสาธารณสุข จึงอยากให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้ “เชื่อหมอต่อไป โดยเฉพาะคำเตือนเกี่ยวกับผลเสียที่เกิดขึ้นจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีระดับความปลอดภัย ทั้งนี้ ขอฝากถึงรัฐบาลให้เร่งรัดจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้รัฐบาลต้อง การ์ดอย่าตกในการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เช่นเดียวกันกับการควบคุมสถานการณ์โควิด-19

เปิดเกมการตลาดนักค้าบุหรี่ไฟฟ้า “หวังดีหรือหวังกำไร”

หมอยืนยัน บุหรี่ไฟฟ้า “ร้าย” ไม่ต่างจากบุหรี่

ศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารเเพทย์เด็กและวัยรุ่น เอ่ยชัดว่าสารนิโคตินในบุหรี่นั้นไม่มีประโยชน์หรือเป็นมิตรกับร่างกายเลย ไม่ว่าเป็นรูปแบบใดที่เข้าสู่ร่างกาย

“ในบุหรี่ไฟฟ้าถูกอ้างในเรื่องปริมาณว่ามีนิโคตินน้อยกว่าบุหรี่ หรือมีสารนิโคตินเป็น 0 แต่ในความเป็นจริงแล้วพบว่า ตัวเลข 0 ที่ว่า ไม่ได้เท่ากับศูนย์จริง แต่กลับมีนิโคตินเจือปนอยู่

แต่จริงๆ ไม่ว่าจะปริมาณเท่าใด สารนิโคติในบุหรี่ก็จะบ่มเพาะ “การเสพย์ติด” ให้กับระบบสมองเราหมด”

ศ.นพ.สุริยเดว อธิบายต่อเพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ในธรรมชาติของสมองในวัยรุ่นจะมีศูนย์เสพย์ติดที่อยู่ในสมองเรา ซึ่งเป็นกระบวนการบ่มเพาะสมองที่ทำให้เกิดอาการติด (Addiction) ดังนั้นสารนิโคตินเมื่อเข้าสู่ถุงลมในปอดแล้วก็จะใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาทีวิ่งเข้าสู่ศูนย์เสพติดในสมองดังกล่าว จึงทำให้เราติด สถานการณ์เช่นเดียวกับเวลาที่เราเสพติดเกม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการเสพสารนิโคตินช่องทางใด หรือปริมาณแค่ไหน ก็มีโอกาสติดได้หมด

ซึ่งในเด็กหรือวัยรุ่น หากอยากให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ก็ไม่ควรปล่อยให้สารเสพติดใด ๆ เข้ามาทำลายสมอง จนพัฒนาการและประสาทสัมผัสแย่ลง จึงอยากเรียกร้องผู้ประกอบการ หรือผู้ปกครองที่มีหน้าที่ปกป้องลูกหลานเราปลอดจากจากนิโคตินและสิ่งเสพติดทั้งหลาย

“จะเห็นว่า บุหรี่ไฟฟ้าเดี๋ยวนี้มีความทันสมัยมากขึ้น มีการออกแบบให้มีรสชาติ หน้าตาเพื่อจูงใจ ยิ่งทำให้ไม่คิดเลิกสูบ แรกเริ่มมีการคิดบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อให้เป็นทางเลือกในกลุ่มผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ แต่ปัจจุบันจากสถานการณ์ที่พบประจักษ์ชัดว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นเครื่องมือ ที่มีไว้เพื่อ “เริ่ม” ไม่ใช่เพื่อ “เลิก” ของนักสูบ

ด้านหมอขวัญใจคนรุ่นใหม่ นพ.เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช หรือริท เดอะตาร์ ร่วมแสดงทัศนะส่วนตัวว่า ตนเองเป็นคนไม่สูบบุหรี่อยู่แล้ว แม้จะมีเพื่อนหรือคนรอบตัวที่สูบก็ตาม เนื่องจากมองไม่เห็นประโยชน์ของบุหรี่ อีกทั้งยังทำลายสุขภาพ

“มีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าการสูบบุหรี่ทำให้ดูแก่ก่อนวัย ผิวเสื่อม คอลลาเจนน้อยลง แต่จริงๆ ไม่ได้เสื่อมแค่ผิว เป็นร่างกายทั้งหมด ปอด ระบบหลอดเลือด แถมยังทำให้เกิดโรคประจำตัว เพราะทุกครั้งที่สูบเข้าปอด สารนิโคตินในบุหรี่จะเข้ากระแสเลือดไปทำร้ายระบบต่าง ๆ ทำให้ร่างกายเสื่อม

“เข้าใจว่าวัยรุ่นบางคนอาจมองว่าสูบบุหรี่แล้วเท่ ยิ่งบุหรี่ไฟฟ้ายิ่งเท่เข้าไปใหญ่ เพราะออกแบบสวยงาม บางคนอยากเข้าสังคมกับเพื่อนได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องเลียนแบบตามไปทุกเรื่อง”

พร้อมแนะนำข้อคิดสำหรับคนที่อยากเลิก

“ผมไม่มีประสบการณ์โดยตรงเพราะไม่เคยติด แต่คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ใจ ต้องแน่วแน่ก่อน อยากให้คิดว่า ปลายทางเราอยากมีชีวิตที่ดี หรือแก่ตัวไปอยากแข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว แล้วเราจะสะสมของเสียร่างกายทำไมตั้งแต่อายุ 20 ปี” หมอริทกล่าว