ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร คนที่ชนะคือคนที่มีข้อมูลและความรู้มากกว่าคนอื่น ทุกคนจึงมองว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) จะเป็นอุตสาหกรรมอนาคตที่กำลังมีความสำคัญระดับโลก ในยุคดิจิตัล 4.0
แต่สำหรับประเทศไทยการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วย AI นั้น จำเป็นต้องมีข้อมูลหรือดาต้า (Data) ป้อนให้ AI สามารถจดจำภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วเฉกเช่นเดียวกับ AI ในประเทศอื่นๆ
AI โอกาสก้าวสู่สายงานใหม่ผู้พิการสายตา
จากประสบการณ์คนในแวดวง AI อย่าง “วัลแคน โคอะลิชั่น โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรซ์” บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทย พบว่าการจะพัฒนาโอกาสด้าน AI ประเทศไทยยังมีขีดจำกัด นั่นเพราะเราขาด “ข้อมูล” หรือ Data ในการที่จะพัฒนาเอไอให้มีความฉลาดและสามารถแข่งขันได้ในโลกสากล
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งวัลแคนยังพบว่าคนพิการในไทยอีกมากที่ยังขาดโอกาสทำงานเช่นกัน
ซึ่งเมื่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ที่กำลังขาดแคลนแรงงานด้านจัดเตรียมข้อมูล (Data Labelling) ในฐานะบริษัทพัฒนาด้านนี้ จึงมองเห็นโอกาสที่จะทำให้ผู้พิการมีทักษะด้านนี้ผ่านแพลตฟอร์มและหลักสูตรออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสการทำงานรูปแบบใหม่ ผ่านความถนัดของผู้พิการทางการเห็น
ทางบริษัทนำร่องผู้พิการทางการมองเห็น 30 คนมาทดลองทำข้อมูลเสียง โดยการให้ผู้พิการจับคู่กับ Text (ข้อความเนื้อหา) กับ Voice (ข้อความเสียง) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเทรน AI ให้เรียนรู้ภาษาไทย ส่วนผู้พิการทางด้านการได้ยิน ก็จะเข้ามา “Label ภาพ” เพื่อจะช่วยเทรนให้ AI รู้จักกับข้อมูลภาพ
“โครงการของเราคือการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่จะให้คนพิการกลุ่มต่าง ๆ ได้ใช้ศักยภาพของเขามาสร้างข้อมูลของเขาบนแพลตฟอร์มนี้” เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทวัลแคน โคอะลิชั่น โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรซ์ กล่าว
สิ่งที่เมธาวียังค้นพบที่น่าสนใจผ่านการให้คนพิการมาทำงานด้าน “AI Trainer” นั่นคือศักยภาพของคนพิการทางสามารถทำงานได้เร็วกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะคนพิการทางการมองเห็น
“ด้วยทักษะของผู้พิการจะใช้สมองในส่วนที่เขาไม่ได้ใช้ อาทิ จะใช้สมองส่วน Visual Cortex ไปใช้ในส่วน Auditory Cortex ซึ่งทำให้สมองส่วนการได้ยินของเขาดีกว่าคนทั่วไป เป็นต้น จากทักษะดังกล่าว จึงเชื่อว่าจะช่วยยกระดับด้านศักยภาพการทำงานคนพิการให้ก้าวสู่อาชีพใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม AIได้” เธอเอ่ย
ซึ่งอาจเป็นครั้งแรกของโลกที่เราจะได้เห็นเอไอเก่งๆ ของคนไทยที่เกิดจากศักยภาพของคนพิการ
โลกการทำงานของคนพิการ
หากเอ่ยถึงเรื่องโลกการทำงานของคนพิการ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีคนพิการร้อยละ 3.08 ของประชากรทั้งหมด แต่เรามีผู้พิการในวัยทำงานทั้งหมดกว่า 8.4 แสนคนทั่วประเทศ และในจำนวนนั้นมากถึง 5.2 แสนคนที่ไม่มีงานทำ
ส่วนคนพิการที่เรียนจบชั้นอุดมศึกษาร้อยละ 1.04 เกินครึ่งเป็นคนพิการทางการมองเห็น ซึ่งได้รับการจ้างงานน้อยกว่าคนพิการประเภทอื่น ๆ เพราะองค์กรต่างๆ มักมองว่าการรับเป็นพนักงานนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก
หากถามถึงงานที่ผู้พิการกลุ่มนี้สามารถทำได้ คือ 1.งานที่ใช้การสื่อสาร เช่น ประสานงาน ประชาสัมพันธ์ 2. งานที่ใช้ความรู้/ทักษะเฉพาะ เช่น งานด้านกฎหมาย งานด้านภาษา 3. งานธุรการ เช่น จดบันทึก เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 4. งานที่ใช้เทคโนโลยี เช่น ผลิตสื่อ ฐานข้อมูล 5. งานบริการและงานนันทนาการ เช่น สร้างความบันเทิง งานให้บริการ และ 6. งานที่ใช้ประสาทสัมผัสอื่น เช่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทน้ำหอม
“คนพิการทางการเห็นโดดเด่นเรื่องการฟัง พูด อ่าน พิมพ์สัมผัส และถอดเทปได้ดี” ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายข้อมูลอินไซต์
“เรามองว่าเขามีความพยายามอย่างมากที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาได้จนถึงจุดนี้ แต่อย่างไรก็ตามถึงเขาจะเรียนจบก็ยังต้องเผชิญความยากลำบากในการหางานทำ เพราะฉะนั้นเราจึงมองถึงการเตรียมพร้อมให้แก่ผู้พิการ โดยเฉพาะผู้พิการทางสายตา” ภรณีกล่าว
IW ฝึกปรือสกิลมนุษย์ทำงานแก่บัณฑิตผู้พิการ
ในเวลาเดียวกัน เพื่อส่งเสริมการจ้างงานบัณฑิตและเยาวชนที่พิการ และสร้างโอกาสให้พวกเขาเข้าสู่โลกการทำงานเหมือนคนปกติทั่วไปได้มากขึ้น ล่าสุด สสส. จึงจับมือกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม สนับสนุนการโปรเจ็คท์เล็กๆ หนึ่งที่ชื่อว่า โครงการจ้างงานกระแสหลัก Inclusive workplace หรือ IW
โดย IW ทำหน้าที่ออกแบบ พัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน ให้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงานจริง แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.สร้างและพัฒนากระบวนการประสานงานและส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน 2.ส่งเสริมความพร้อมในการทำงานกับบัณฑิตพิการ 3.ส่งเสริมให้นักศึกษาพิการได้ฝึกงาน 4.สนับสนุนทุนอาชีพแก่ครอบครัวเยาวชนพิการให้เข้าถึงการศึกษา ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2556
ซึ่งหนึ่งในนั้น ยังพัฒนาโมเดล “การฝึกงาน” โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตพิการได้ฝึกงาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริง มีการเสริมทักษะที่จำเป็น ได้แก่ 1.ทักษะที่ต้องใช้ความรู้ (Hard Skill) เช่น การใช้สื่ออินเทอเน็ต ทักษะภาษาต่างประเทศ ฯ 2. ทักษะทางสังคม (Soft Skill) เช่น ยอมรับตนเองในระดับดีมาก มีสุขภาพจิตอยู่ในเกณฑ์ดี และ3. ทักษะสนับสนุน (Support skill) เช่น ปรับตัวเข้ากับองค์กรได้ดี เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้รวดเร็ว
อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า Inclusive Workplace หรือที่พวกเราเรียกสั้นๆ ว่า IW เป็นโครงการที่จะค้นหานักศึกษาพิการที่กำลังหางานทำ ได้มาใช้ชีวิตและได้ทำงานจริงก่อนไปทำงานในบริษัท องค์กรต่างๆ แต่ละวันน้องๆ จะมีหน้าที่รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงการฝึกอบรมเพิ่มทักษะต่างๆ รวมถึงการพัฒนาบุคลิกภาพ
“เราเติมความพร้อมความสามารถในการเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นคนมีภาวะผู้นำ มีความสามารถทำงานเป็นทีม ความสามารถในการสื่อสาร เป็นคนตรงต่อเวลาและมีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนทำงานและสถานประกอบการมองหาเป็นอย่างแรก” “อภิชาตกล่าว
“สสส.ให้ความสำคัญสุขภาวะทุกคนไม่แบ่งแยก รวมถึงผู้พิการที่มองว่าผู้พิการก็สามารถทำงานและอยู่ร่วมกันได้ จึงจำเป็นต้องเสริมทักษะโลกการทำงานให้เขาเพื่อปรับตัวก่อนเข้าสู่การทำงาน อาทิ ทักษะ O&M เรื่องการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ การมีฮาร์ดสกิล ซอฟท์สกิลต่างๆ ขณะที่ในส่วนสถานประกอบการ เราได้ยินเรื่องการเตรียความพร้อมสภาพแวดล้อม รวมถึงทัศนคติของคนในสังคมทำงาน ซึ่งเรามองว่านี่คืออุปสรรคสำคัญมากที่ทำให้คนพิการอยู่กับคนทั่วไปยากลำบาก สสส.จึงอยากอาสามาปรับทัศนคติของคนในสังคม” ภรณีกล่าว
ชลธิชา ดาศรี บัณฑิตหมาดๆ ที่กำลังก้าวสู่โลกการทำงานครั้งแรก เผยความรู้สึกหลังจากได้ฝึกงานกับโครงการ IW ว่า
“หนูจบภาษาไทยมากำลังจะเริ่มหางานทำ เมื่อทราบข่าวโครงการนี้จึงรีบมาสมัคร ซึ่งช่วยเรามากและมีประโยชน์มาก เพราะตอนที่เรียนเราก็ไม่ค่อยได้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้ เราจะไม่ได้รู้ว่าการทำงานจริงๆ เป็นอย่างไร แต่ที่นี่ฝึกเราให้มีทักษะหลากหลาย เช่น การจัดประชุม ที่สำคัญทุกครั้งที่เราได้ฝึกงานจะมีการประเมินทบทวน ว่าเราทำอะไรไปบ้าง เรียนรู้อะไรบ้าง ทำให้เรามั่นใจขึ้นว่าเรามีความพร้อมในการจะก้าวสู่โลกการทำงาน”
ด้าน นรวัฒน์ ตะเวที เป็นบัณฑิตพิการอีกรายเล่าถึงความน่าสนใจของโครงการนี้ว่า
“ผมเคยไปสัมภาษณ์งาน แล้วโดนปฏิเสธ เมื่อก่อนตอนสัมภาษณ์งานเราตื่นเต้นทุกครั้ง เราจะบอกข้อจำกัดของเราให้เขาทราบ ส่วนตัวมองว่าเวลาเรียนมากับบรรยากาศการทำงานแท้จริงไม่เหมือนกัน บางคนมีประสบการณ์มาแล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน เวลาคนพิการเรียนหรือทำงาน บางครั้งเราจะได้ทำน้อยกว่าคนปกติ เพราะเพื่อนเห็นใจอยากช่วยทำให้เรา แต่จริงๆ เราอยากลองทำหลายอย่าง บางอย่างเราเพิ่งได้รู้ว่าเราทำ เพราะไม่เคยลองทำมาก่อน ซึ่งจะทำให้เราได้มีประสบการณ์หลายรูปแบบ”
AI กับหนังสือเสียง 10,000 เล่ม
ในขณะที่เรามีหนังสืออ่านมากมายหลากหลายประเภทให้เลือกอ่านไม่รู้จบ แต่ที่ “ห้องสมุดเบญญาลัย” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่นี่คือห้องสมุดแห่งเดียวของผู้พิการทางการมองเห็น กลับมี”หนังสือเสียง” อยู่เพียงหลักพันเล่มเท่านั้น
เพื่อสะท้อนความเสมอภาคในสังคมโดยการเข้าถึงโอกาสทางความรู้ที่เท่าเทียมของทุกคน รวมทั้งผู้พิการทางสายตา สสส. มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย และวัลแคนจึงร่วมกันจัดทำโครงการผลิตหนังสือเสียง 10,000 เล่มขึ้น
ธรรม จตุนาม รองประธานกรรมการ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าถึงการจับมือครั้งแรกในไทยระหว่าง “มนุษย์” กับ “AI” เพื่อจัดทำโครงการผลิตหนังสือเสียง 10,000 เล่มให้กับห้องสมุดเบญญาลัย ว่าเป็นอีกความท้าทายของผู้พิการทางการมองเห็นคือการเข้าถึงหนังสือ เพราะหากมีหนังสือเสียงมากขึ้นจะทำให้มาเพื่อคนพิการมีทักษะเท่าทันโลก เพราะความรู้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ย่อมสามารถสร้างความเท่าเทียมกันในสิทธิของมนุษย์
“โครงการห้องสมุดเบญญาลัย มีเป้าหมายให้คนพิการทางการเห็นมีงานทำในยุค AI โดยจะต้องส่งเสริมด้านการศึกษา อาชีพ ฟื้นฟูสมรรถภาพเต็มที่ ผ่านระบบห้องสมุดออนไลน์ แพลตฟอร์มนี้สามารถใช้ได้ทุกคนในการเพิ่มทักษะด้านต่าง ๆ “
ในเรื่องนี้อภิชาติช่วยเสริมว่า AI กำลังเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
“ปกติเราต้องใช้เวลาอย่างน้อย 80 ชั่วโมงที่จะได้หนังสือเสียงหนึ่งเล่ม แต่การนำ AI มาช่วยอ่านหนังสือเพื่อแปลงเป็นหนังสือเสียง ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาทีต่อเล่ม แต่อย่างไรก็ดีปัญญาประดิษฐ์ต้องมีการพัฒนา และเรียนรู้การอ่านภาษาไทยได้ ซึ่งต้องใช้เวลาหนึ่งแสนชั่วโมงเพื่อผลิตดาต้าเทรนให้ปัญญาประดิษฐ์อ่านภาษาไทยได้ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในหนึ่งปีที่จะเกิดขึ้นนี้” อภิชาติกล่าว


