ณ วัดใหญ่ฯ คืนวันที่ 16-17 มีนาคมที่ผ่านมานี้ น่าจะคึกคักเป็นพิเศษ ชาวเพชรฯ และชาวต่างถิ่นที่สัญจรผ่านไปมาทุกคนต้องได้ยินเสียงร้องลิเกใสๆ แว่วมาไกลๆ ไหนจะการแสดงโขนเด็กที่เรียกความครึกครื้นสนุกสนาน ห่างไกลออกไปหน่อย อาจแว่วเสียงตอกโป๊กๆ ของมือสมัครเล่นรุ่นเยาว์ที่กำลังง่วนกับการเจาะลวดลายแผ่นกระดาษเป็นระยะ ลอยแทรกกลืนไปกับบรรยากาศอึกทึกคึกคัก สลับกับเสียงหัวเราะของเหล่าเด็กๆ ตัวเล็ก ตัวโต ที่ต่างกำลังสนุกสนานกับของเล่นใหม่อย่างตื่นตาตื่นใจเพราะอาจเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในวันนี้
เล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรเกินเลยความจริงเพราะหากหลายคนได้มาอยู่ในงาน “เพชรบุรีดีจัง สุโขสโมสร” ก็จะได้เห็นรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าของคนทุกคนในงาน ไม่ว่าจะเป็น ลูกเล็กเด็กน้อย หรือพ่อแม่ผู้ปกครองที่จูงลูกจูงหลานมาเที่ยวงานต่างก็พกพาความสุขกลับบ้านไม่ต่างกัน
เพชรบุรีดีจังวันแรกเริ่ม เกิดจากเด็กกลุ่มเล็กๆ ที่ชื่อ “กลุ่มลูกหว้า”ที่ใจใหญ่ และสนใจในคุณค่าวัฒนธรรมของพื้นที่ตัวเอง เมื่อได้ความเอื้อเฟื้อจากผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวัดใหญ่สุวรรณาราม และครูจำลอง บัวสุวรรณ ที่เป็นแกนนำ พาลูกศิษย์มาร่วมกิจกรรม จนเด็กๆ เมืองเพชรใจแกร่งเหล่านี้เติบโตมาเป็นแกนนำ หรือนักขับเคลื่อนสังคม
หนูแดง สุนิสา ประทุมเทืองหนึ่งแกนนำเยาวชนรุ่นใหม่เครือข่ายเพชรบุรี ดีจัง เล่าว่าสำหรับปีนี้เข้าสู่ปีที่ 8 การจัดงานมีรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย จากภูมิปัญญาอันหลากหลายของ 8 พื้นที่ในจังหวัดเพชรบุรีอาทิ นิทรรศการภาพถ่ายที่หอศิลป์ ท่องเที่ยวชุมชนย่านเมืองเก่าเพชรบุรี เรียนรู้ทำขนมและข้าวแช่ กับแม่ตุ้ม และคัดลอกตอกลายจากวัดใหญ่สุวรรณาราม ทำของเล่นเด็กโดยกลุ่มไม้ขีดไฟ ปั่นจักรยานชมเมือง ไปจนถึงเยี่ยมชมวิถีชีวิตการทำนาเกลือ เป็นต้น เรียกว่ากิจกรรมชวนสนุกและเปิดโลกเรียนรู้นั้นอัดแน่นตลอดสองวัน
ที่สำคัญเบื้องหลังคนจัดงาน ล้วนเป็นเด็กและเยาวชนลงมือทำเองเกือบทั้งหมด ทั้งการคิด ออกแบบ วางแผน ไปจนถึงขับเคลื่อนทุกกิจกรรมย่อยนับเป็นเรื่องของการใช้วันว่างได้อย่างอัศจรรย์ยิ่ง
หนูแดงเปิดใจถึงการมาร่วมในงานเพชรบุรีดีจังว่า เกือบสิบปีก่อน เธอและเพื่อนๆ ในนามกลุ่มลูกหว้า มาตั้งแต่ตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่.2 งานนี้นอกจากจะทำให้เธอรู้จักเพชรบุรีมากขึ้น เรียกว่าเกือบทุกซอกทุกมุม ทุกซอกทุกซอยในเมืองเพชรทีมเพชรบุรีดีจังไปลุยมาหมดแล้วการได้มาคลุกคลีอยู่กับเพชรบุรีดีจังร่วมสิบปียังทำให้เป้าหมายชีวิตของเธอเปลี่ยนไปในทางที่ชัดเจนมากขึ้น
“ตอนเรียนชั้นมัธยม4เคยฝันอยากเป็นพยาบาล แต่พอจบมัธยม 6 แล้ว จึงเริ่มรู้ว่าไม่ใช่เรารู้แล้วว่า เราชอบ เราอยากทำงานแบบนี้ก็มาคิดว่าเรียนอะไรดีตอนแรกตั้งใจจะไปเรียนที่อื่นเพราะอยากลองใช้ชีวิตนอกเพชรบุรีดูบ้าง แต่พอมาคิดว่าจริงๆ แล้วเราอยากอยู่ตรงนี้นะ เพราะตลอด 5-6 ปี ที่ผ่านมา เพชรบุรีดีจังมันคือชีวิตคือครอบครัวเราไปแล้ว แถมพ่อแม่อยากให้เราเรียนที่นี่หนูขอพ่อแม่เลยว่า เรียนที่เพชรบุรีก็ได้นะ แต่ขอเงื่อนไขว่าถ้าเราเรียน ขอทำงานเพชรบุรีดีจังต่อได้ไหมก็เลยเลือกเรียนการจัดการที่มหาวิทยาราชภัฏเพชรบุรี”
เธอเอ่ยว่าเสน่ห์ของเพชรบุรีดีจัง นั่นคือเสน่ห์โลกเรียนรู้นอกห้องเรียนไม่สิ้นสุด
“มันอยากทำ มันสนุกรู้สึกว่าเราได้เรียนแต่ละเรื่องที่ไม่ซ้ำกันเลย เอาจริงๆ นะ บางครั้งหนูไปเรียนในห้องเรียนก็ซ้ำๆ กันไปมา นั่งหลับแต่สมมติวันนี้เราไปเรียนร้อยอุบะเราไปหาคุณตาคุณยายเขาก็สอนให้ เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หนึ่งอย่างแล้วแถมยังรู้จักคนใหม่ๆ มาคนหนึ่ง ถ้าพรุ่งนี้เราอยากเรียนอะไรหรือทำอะไรเป็นเราก็ไปหาเลยส่วนเวลาจัดงาน เราต้องวางแผนงาน เวลาที่เจออะไรต้องแก้ไข เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา หรืออุปสรรค แต่รู้สึกว่าต้องแก้มันให้ได้
อย่างเวลาที่อาจารย์ออกข้อสอบ อ้าว ทุกอย่างมันอยู่ในหัวเราหมดแล้ว เราเคยทำมาหมด เราตอบได้จนอาจารย์ยอมให้หนูฝึกงานกับโครงการเพชรบุรีดีจัง”
ในฐานะผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนรายสำคัญ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส.เอ่ยว่ากิจกรรมนี้สอดคล้องกับโครงการที่ สสส. กำลังจะขยายผลคือโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วันว่าง
“แต่เพชรบุรีเขาทำล่วงหน้ามานาน ซึ่งเราจึงชักชวนเขามาร่วมและอยากขยายให้กิจกรรมนี้ลงไปลึกถึงระดับอำเภอ ให้เด็กเยาวชนในเพชรบุรีมีโอกาสมีกิจกรรมและพื้นที่ทำกิจกรรมใกล้บ้าน”
ดร.สุปรีดาเอ่ยต่อว่า ความจำเป็นที่เด็กและเยาวชนยุคนี้ควรมีกิจกรรมสร้างสรรค์ในช่วงปิดเทอมหรือวันว่างเพราะมีสำคัญมาก เพราะผลการสำรวจยูรีพอร์ต ที่สำรวจเด็กและเยาวชน พบว่า เด็ก 35% เห็นว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย 12% มองว่าไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ และ 42% อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กและเยาวชนมากขึ้น การรณรงค์ให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์และบ่มเพาะสุขภาวะทางปัญญาผ่านกิจกรรม “เพชรบุรี...ดีจัง” จึงเป็นเหมือนสนามการเรียนรู้ในช่วงปิดเทอมขนาดใหญ่ที่เปิดกว้างให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว ชุมชน องค์กรท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่สร้างสรรค์ได้สัมผัส
“เด็กและเยาวชนยุคนี้จำเป็นต้องมีการเรียนรู้สูงกว่าอดีต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโลกทุกวันนี้ ซึ่งนอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียน เขาต้องการเรียนรู้นอกห้องเรียนจากประสบการณ์จริง เพราะมีผลต่อการเรียนรู้จริงไม่น้อย เพราะกิจกรรมเหล่านี้เด็กจะถูกบังคับน้อย สมองจะเกิดการรับรู้ จากการสัมผัสจริง ลองทำจริง เป็นสิ่งแปลกใหม่ไม่จำเจ ที่ได้เรียนรู้หรือเป็นสิ่งที่เขาชอบ ทำให้มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนอย่างมาก”
ที่สำคัญ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจต้องเข้าใจโลกใหม่ในอนาคตที่ลูกๆ อยู่ ว่าโลกใหม่ในอนาคตเปลี่ยนไปและแตกต่างกับโลกที่เราเคยผ่านมา แนวโน้มว่าการเรียนในห้องเรียนหรือใบปริญญากำลังมีความสำคัญน้อยลงกว่าการเรียนจากประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน จึงควรให้เวลาลูกๆ ในการเลือกที่จะมีพื้นที่หรือกิจกรรมที่เขาเล่น นอกจากการคร่ำเคร่งกับการเรียนหรืออยู่กับโทรศัพท์มือถือหรือใช้เวลาว่างเล่นเกมส์
ผู้จัดการ สสส. เอ่ยต่อว่า สำหรับเพชรบุรีดีจัง เกิดมาร่วมสิบปี และมีกิจกรรมทั้งปิดและไม่ปิดเทอม คือทุกวันว่างของเด็กควรมีกิจกรรมหลากหลายนอกห้องเรียนต่อเนื่อง
“กิจกรรมดังกล่าวคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้ เขาดึงเอาจุดเด่นที่เขามีเช่นศิลปวัฒนธรรม เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แต่ละพื้นที่นำไปประยุกต์ได้ว่าเราพื้นที่เรามีอะไรดีๆ คนในท้องถิ่นก็ควรพัฒนามาเป็นกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ได้ ซึ่งเขายังสามารถสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านั้น หรือช่วยพัฒนาพื้นที่อย่างจริงจังและเพื่อขยายผลต่อมาเชื่อมกับกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ สสส.จึงอาจเริ่มชวนกลุ่ม ภาคีต่างๆ หากมาร่วมกันทำกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์เวอร์ชันเพชรบุรี โดยอาจทำให้เรางอกกิจกรรมเฉพาะสำหรับวันเปิดเทอมที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ผ่านนักจัดกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ในแต่ละพื้นที่ ก็จะมีกิจกรรมเยอะขึ้น ใกล้บ้านเด็กมากขึ้น ต่อไปทุกจังหวัดก็นำคอนเสปท์นี้ทำได้” ดร.สุปรีดากล่าว
ด้าน กรรรณิการ์ เอี้ยวสกุลรัตน์วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า กิจกรรมที่นำมาจัดล้วนเป็นกิจกรรมทรงคุณค่า ซึ่งเด็กและเยาวชนเพชรบุรีได้ลงไปนำเอาคุณค่ามาจัดแสดง ได้มีโอกาสศึกษาองค์ความรู้ที่มีคุณค่าวัฒนธรรมและสื่อสร้างสรรค์ เป็นการจัดที่ได้รับการสนับสนุนหลายฝ่าย รวมทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. รวมถึงเครือข่ายเพชรบุรีดีจัง 8 อำเภอ
“พื้นที่เพชรบุรี ดีจัง สะท้อนถึงความยั่งยืนของการดำเนินงานของ สสส. ที่ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มเด็ก เยาวชน มีพื้นที่แสดงออกและพัฒนาศักยภาพของตนเอง และได้เผยแพร่ผลงานกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ จนเกิดความภาคภูมิใจและเกิดพลังในการพัฒนาตนเองและแบ่งปันกับสังคมต่อไป”
นอกจากยุทธศาสตร์ 3 ดี สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดีไปใช้ได้แล้ว การทำพื้นที่สร้างสรรค์ ศศิกานต์ พืชขุนทด รองผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชนมองว่าควรมีองค์ประกอบ 4 อย่าง หนึ่งคือตัวเด็กและเยาวชน มีพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ มีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และสุดท้าย ต้องมีสื่อที่เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม สื่อ หรือคน ล้วนทำให้เกิดการเรียนรู้
“กิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ควรทำอยู่แล้ว และไม่ได้ทำแค่ปิดเทอม เราทำได้ตลอด แต่ปิดเทอมจะดีเพราะเขาจะมีช่วงเวลามากขึ้น มากกว่าเวลาปกติที่อาจต้องเรียนเป็นหลักซึ่งเด็กๆ ในโครงการพื้นที่ดีจังของเรา ส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมปิดเทอมของเขากันเอง เช่น เด็กชุมแพ เขาวางแผนจะปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางในช่วงปิดเทอม
ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่เป็นแกนนำเพชรบุรี อย่างหนูแดง วันแรกเขามากันแบบใสๆ จากช่วยของยกของ ขยับมาเป็นคนวางแผน ออกแบบงานด้วยกลุ่มของเขาเองวิธีคิดก็เปลี่ยนไป จากแค่มาทำกิจกรรมเวลาว่าง กลายเป็นเปลี่ยนวิถีชีวิตเขา เขารู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อ เขาเริ่มมีเป้าหมายชีวิต เราก็ทึ่งนะว่ากิจกรรมมันทำให้เด็กเปลี่ยนได้ขนาดนี้ แต่ก็อาจไม่ใช่ทุกคน เพราะบางกลุ่มเขาเข้ามาเรียนรู้ แล้วไม่ใช่เขาก็ไปแต่เราเจอเด็กแบบกลุ่มหนูแดงในหลายพื้นที่ดีจัง ทาง สสส.เองก็พยายามนำกระบวนการพัฒนาศักยภาพเขาเพิ่ม เพราะสิ่งที่เขารู้แค่นั้นอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเติมเขาให้เห็นมุมมองมิติอื่นๆ เช่น สังคมภาพใหญ่ หรือสังคมโลก เพื่อเชื่อมกับสิ่งที่เราทำให้ได้ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ในโลกนี้” ...กล่าว





