background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

'100 วัน' ทรัมป์เปลี่ยนโลก เล็งลุยเจรจา'ข้อตกลงการค้า'

'100 วัน' ทรัมป์เปลี่ยนโลก เล็งลุยเจรจา'ข้อตกลงการค้า'

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า นับตั้งแต่รับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. ทรัมป์ออกกฎหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายเรื่อง ตั้งแต่ภายในประเทศไปจนถึงนโยบายต่างประเทศ พลิกระเบียบเศรษฐกิจโลกด้วยภาษี ลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ยกเลิกโครงการความหลากหลายทั้งในภาครัฐและเอกชน โจมตีทั้งสถาบันวิชาการ บริษัทกฎหมาย และศาล

ทรัมป์มีแผนเดินทางไปมิชิแกนเพื่อเฉลิมฉลองหมุดหมาย 100 วันแรก ทำเนียบขาวตั้งใจเน้นย้ำวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของเขา, การเนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมือง, การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ และผลงานของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาลโดยอภิมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ในการยกเครื่องระบบราชการของรัฐบาลกลาง ลดความฟุ่มเฟือย

แม้เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลยกย่องว่าทรัมป์พยายามเปลี่ยนแปลงสังคมอเมริกันอย่างรวดเร็ว นักวิจารณ์กลับกล่าวว่า ทรัมป์ทำลายสิทธิพลเมืองและผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง, แปลกแยกพันธมิตร และทำลายความเหนือกว่าของสหรัฐในโลก

ประธานาธิบดีระงับเงินทุนสำหรับมหาวิทยาลัยที่รัฐบาลมองว่า ยอมให้มีพฤติกรรมต่อต้านยิวเกิดขึ้น, ตัดสิทธิบุคคลข้ามเพศ ยกเลิกโครงการความหลากหลาย เท่าเทียม ไม่แบ่งแยก (ดีอีไอ) ในรัฐบาลกลางและคู่สัญญาของรัฐบาลกลาง ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อสังคมสหรัฐเป็นวงกว้าง

หลังจากสร้างการเปลี่ยนแปลงสะเทือนโลก เขย่าขวัญทั้งมิตรและศัตรู เจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งกล่าวโดยไม่เผยรายละเอียดว่า ทรัมป์ยังมี “ตอร์ปิโดใต้น้ำอีกมากมาย" รวมถึงคำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ใช้มาตลอด 100 วันแรก เจ้าหน้าที่รายนี้เผยว่า ทรัมป์จะทำต่อไปเหมือน “กลิ้งบอลหิมะลงจากเขา” เช่น รัฐบาลกำลังเดินหน้าห้ามพลเมืองหลายประเทศเดินทางเข้าสหรัฐ

เจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งเผยว่า ใน 100 วันข้างหน้าทรัมป์จะให้ความสำคัญกับข้อตกลงการค้าและการเจรจาสันติภาพมากขึ้น

ปีนี้ประธานาธิบดีสหรัฐทำสงครามการค้าครั้งใหญ่กับหลายประเทศ ก่อนระงับเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้เพื่อเปิดช่องเจรจาเป็นรายประเทศ รัฐบาลของเขาหวังทำข้อตกลงได้ภายใน 90 วัน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้  และทรัมป์ยังไม่ทำข้อตกลงกับประเทศใดเลย วาทกรรมของเขาเรื่องการพูดคุยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจีน มักสวนทางกับที่ประเทศอื่นพูด

เดือนหน้าทรัมป์จะเดินทางเยือนหลายประเทศ ทั้งซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงเดินหน้าผลักดันสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน เขาเคยให้คำมั่นว่าจะแก้ไขความขัดแย้งตั้งแต่ “วันแรก” แต่จนบัดนี้ยังไม่มีวี่แววสันติภาพ ทรัมป์ยอมรับเองเมื่อวันเสาร์ (26 เม.ย.) ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย อาจไม่ต้องการยุติสงคราม

กล่าวโดยสรุป นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ในวาระที่ 2 แปลกแยกเพื่อน เสริมแกร่งศัตรู ทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะเลยเถิดไปถึงไหน สิ่งที่ทรัมป์ทำผนวกกับความไม่แน่นอนสั่นประสาทรัฐบาลหลายประเทศให้ต้องรับมือด้วยวิธีที่แตกต่างยากจะย้อนคืน ต่อให้การเลือกตั้งปี 2028 สหรัฐจะได้ประธานาธิบดีที่อยู่ในร่องในรอยมากกว่าทรัมป์ก็ตาม

“ทรัมป์ตอนนี้รุนแรงกว่าเมื่อแปดปีก่อนมาก เล่นเอาผมประหลาดใจ” เอลเลียต เอบรามส์ เจ้าหน้าที่สายอนุรักษนิยมผู้เคยทำงานให้กับประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นทูตพิเศษว่าด้วยอิหร่านและเวเนซุเอลาในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 1.0 กล่าว

นักวิจารณ์มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นช่วง 100 วันแรกเป็นสัญญาณความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในสหรัฐที่สร้างความกังวลไปถึงต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นการใช้วาจาโจมตีผู้พิพากษา ระดมกดดันมหาวิทยาลัย ย้ายผู้อพยพไปยังเรือนจำฉาวโฉ่ของเอลซัลวาดอร์ ตามแผนการเนรเทศครั้งใหญ่

“สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในกิจการโลก ถึงจุดนี้ไม่มีใครมั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรและจะมีอะไรตามมา” เดนนิส รอส อดีตผู้เจรจาตะวันออกกลางในสมัยรัฐบาลเดโมแครตและรีพับลิกันกล่าว

เว็บไซต์ยูเอสเอทูเดย์ รวบรวมผลงานรัฐบาลทรัมป์ 100 วันแรก ที่น่าสนใจเช่น

  • ตลาดหุ้น

 ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ผันผวนอย่างหนัก ดิ่งลงทันทีที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้กับนานาประเทศทั่วโลก แล้วก็พุ่งขึ้นหลังมีข่าวว่าชะลอการเก็บออกไป 90 วัน ตลาดขึ้นๆ ลงๆ ตามข่าวสงครามการค้าโลกบานปลาย โดยเผชิญกับภาวะตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่โควิด-19 ระบาด ตลาดพันธบัตรก็ตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

  • การเข้าเมือง

จำนวนคนข้ามแดนทางภาคใต้ของประเทศลดลงมากนับตั้งแต่สิ้นสุดรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน มาอยู่ที่ราว 8,450 คน ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาซึ่งเป็นเดือนแรกที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเต็มเดือน ต่ำสุดในรอบ 25 ปีเป็นอย่างน้อย ในเดือน ธ.ค.2024 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ไบเดนทำงานเต็มเดือน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ไอซีอี) รายงานการจับกุม 47,000 ราย เพิ่มขึ้นกว่าห้าเท่า

แม้รัฐบาลทรัมป์เร่งเนรเทศแต่จำนวนลดลงเล็กน้อย เดือน ก.พ.2024 สมัยรัฐบาลไบเดน สหรัฐเนรเทศผู้อพยพกว่า 12,000 คน เดือน ก.พ.ปีนี้ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ลดลงเหลือราว 11,000 คน

  • เศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์เชื่อมากว่า สงครามการค้าของทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ในเดือน มี.ค. เชื่อมั่นเพิ่มขึ้นถึง 47% จาก 25% เมื่อเดือน ก.พ.ว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดิ่งลงเหลือ 50.8% ในเดือน มี.ค. จาก 71.7% ในเดือน ม.ค.

ดอลลาร์อ่อนค่าร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือนเมื่อเดือน เม.ย. ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

  •  ไข่ทรัมป์แพง

อีกหนึ่งผลงานที่กลายเป็นประเด็นคือ ไข่ทรัมป์แพง ราคาไข่เบอร์ใหญ่สัญลักษณ์เงินเฟ้อที่ทรัมป์เคยนำมาหาเสียง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวิกฤติไข้หวัดนกมาอยู่ที่เฉลี่ยโหลละ 6.23 ดอลลาร์ (ราว 209.5 บาท) เมื่อเดือน มี.ค. แม้ราคาขายส่งเริ่มลดลงแล้วก็ตาม

  • สัมพันธ์เพื่อนบ้าน

ด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านถือว่า ระอุ ทรัมป์เก็บภาษีแคนาดาและเสนอว่า ควรเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ประธานาธิบดีสหรัฐกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งแคนาดาในวันที่ 28 เม.ย. ขณะเดียวกันทรัมป์ได้เปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็นอ่าวอเมริกาในเอกสารของรัฐบาลกลาง

  • โครงการความหลากหลาย

โครงการความหลากหลาย เท่าเทียม และครอบคลุม ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาประวัติศาสตร์แห่งการเหยียดเชื้อชาติของสหรัฐถูกยกเลิกในหน่วยงานรัฐบาลกลางและกองทัพ เท่านั้นยังไม่พอรัฐบาลทรัมป์ยังเล่นงานโครงการนี้ในบริษัทกฎหมายเอกชน มหาวิทยาลัยของรัฐ และสถาบันอื่นๆ ที่ได้รับเงินสนับสนุนหรือต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลกลางด้วย

  • ยกเครื่องสื่อ

ทำเนียบขาวยกเครื่องกลุ่มสื่อที่คอยติดตามทำข่าวประธานาธิบดี สำนักข่าวเอพี, รอยเตอร์ส และบลูมเบิร์กถูกเพิกถอนออกจากกลุ่ม สื่อใหม่โดยเฉพาะรายที่ทำข่าวแนวนโยบาย “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (MAGA) ได้เข้ามาแทน

  • ภาษีจีน

สินค้านำเข้าจากจีนตั้งแต่ของเล่นและเสื้อผ้าไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์กีฬา ถูกเก็บภาษีสูงถึง 145% จีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ 25% กลายเป็นสงครามการค้าระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก

แม้แต่เกาะห่างไกลในแอนตาร์กติกาอย่างหมู่เกาะเฮิร์ดและแมคโดนัลด์ที่มีแต่แมวน้ำกับเพนกวินก็ไม่ละเว้น ถ้าคิดจะส่งสินค้าไปขายสหรัฐต้องโดนภาษี 10%

  • ปลดเจ้าหน้าที่

 อีลอน มัสก์ ผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก ออกแบบและเป็นผู้นำกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ทำหน้าที่ลดหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่ใหญ่โตมโหฬาร DOGE สั่งปลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายหมื่นคน เสนอให้ออกอีกหลายหมื่นคน ทั้งยังสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลพลเมืองอีกหลายล้านคน

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นับถึงวันที่ 26 เม.ย. มีพนักงานรัฐบาลกลางถูก DOGE ไล่ออกไปแล้วอย่างน้อย 121,000 คน จาก 30 หน่วยงานเป็นอย่างน้อยเล่นเอาผู้ไม่พอใจต้องออกมาตอบโต้ด้วยการหยุดซื้อรถเทสลาของมัสก์ ส่งผลให้กำไรของเทสลาร่วงลง 71% ในไตรมาสแรกของปี 2025 อย่างไรก็ตาม ภาษีรถยนต์ก็มีผลด้วย กระนั้น มัสก์ก็ต้องลดบทบาทตนเองกล่าวว่า จะกลับไปดูแลเทสลาให้มากขึ้น ทำงานให้ DOGE น้อยลง

  • คิงชาลส์เชิญเยือนอังกฤษ

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ส่งพระราชสาส์นจากสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 เชิญทรัมป์เยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และทรัมป์ตอบรับคำเชิญในทันที

  • กรีนแลนด์

รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ และอุชา แวนซ์ สุภาพสตรีหมายเลขสอง ไปเยือนกรีนแลนด์เพื่อหยั่งกระแสข้อเสนอของทรัมป์ที่อยากได้กรีนแลนด์ ปรากฏว่าผลตอบรับเย็นชาแต่ทรัมป์ก็ไม่ย่อท้อ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ประกาศว่า จะเป็นสายการบินเพียงแห่งเดียวของสหรัฐที่บินไปกรีนแลนด์ เริ่มต้นวันที่ 14 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 79 ของประธานาธิบดี

นอกจากนี้ทรัมป์ยังเคยพูดหลายครั้งว่าต้องการยึดคลองปานามากลับมาเป็นของสหรัฐ โดยไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีการทางเศรษฐกิจและการทหาร

  • ผ่อนคลายผลิตถ่านหิน

ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตพลังงานของสหรัฐ “ขุดเลยลูก ขุด” ถือเป็นคำหาเสียงที่ใครๆ ก็จำได้ เมื่อรับตำแหน่งเขาจึงผ่อนคลายระเบียบการผลิตถ่านหิน

ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังอนุญาตให้ตัดไม้ในอุทยานแห่งชาติกว่าครึ่ง ที่ดินรัฐบาลกลางในเนวาดาและนิวเม็กซิโกได้รับอนุญาตให้เขาไปทำเหมืองขุดแร่หายาก ยกเลิกคำสั่งห้ามที่ไบเดนสั่งการไว้ช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ของการบริหาร

  • นโยบายต่างประเทศ

สหรัฐและอิหร่านเปิดการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะรานในโอมาน ถือเป็นการเจรจาโดยตรงครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ส่วนความพยายามหยุดยิงในกาซาหยุดชะงัก หลังอิสราเอลกำหนด “เขตความมั่นคง” อย่างกว้างขวางส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์ต้องพลัดถิ่นหลายแสนคน

ด้านความสัมพันธ์กับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ทรัมป์เรียกร้องให้ประเทศยุโรปเพิ่มงบประมาณกลาโหมซึ่งก็ได้ผล 

  • เรตติ้งตกก่อนครบ 100 วัน

ผลสำรวจความคิดเห็นสามสำนัก เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ (27 เม.ย.) พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่พอใจกับการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์  คะแนนนิยมโฉบเฉี่ยวอยู่ระหว่าง 39%-45% ต่ำสุดในรอบกว่า 70 ปี สำหรับประธานาธิบดีที่เพิ่งทำงานได้เพียง 100 วัน

ผลสำรวจของวอชิงตันโพสต์-เอบีซีนิวส์ และอิปซอส พบว่า ชาวอเมริกัน 39% พอใจผลงานของทรัมป์ โพลของซีเอ็นเอ็น/เอสเอสอาร์เอส พึงพอใจ41% และ เอ็นบีซีนิวส์ พึงพอใจ 45%ตัวเลขล่าสุดแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนที่ทรัมป์เพิ่งสาบานตนในเดือน ม.ค. ที่ตอนนั้นคะแนนนิยมสูงมาก